ตอนที่แล้วบทที่ 138
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 140

แปลโดย: zefiroft

 

บทที่ 139 — กล้าพอรึเปล่า!

 

กว่าคนที่รออยู่นอกจวนตระกูลหลิวจะสลายตัวไป เวลาก็ล่วงเลยมายามเย็นแล้ว

 

เอี้ยจื่อเฟิงถอนหายใจออกมา แล้วจ้องมองไปที่ลวดลายสีแดงบนแขนของตนขณะเอนกายอยู่ในห้อง

 

ตั้งแต่ภารกิจของสำนักครั้งแรก งานชุมนุมบันไดสวรรค์ งานประชันโอสถ ไปจนถึงการฝึกในห้องแรงโน้มถ่วง เขาฝึกไม่ยอมหยุดพักเพื่อที่จะกลับขึ้นไปยังระดับปรมจารย์ยุทธ์ให้ได้อีกครั้ง

 

นานมากแล้วที่เขาไม่ได้อยู่เงียบๆเพื่อตรวจสอบตัวเอง

 

อีกสามวันต่อจากนี้ จะเป็นวันที่ภารกิจของสำนักครั้งที่สองเริ่มขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นเขาจำเป็นจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองเพื่อจะได้รับมือเรื่องต่างๆได้อย่างสบายใจ

 

“ข้าอยาจะก้าวขึ้นระดับผู้ฝึกยุทธ์เร็วๆ จะได้เห็นจริงๆว่าเจ้าภูตยุทธ์โง่นั่นหน้าตาเป็นยังไงกันแน่?”

เอี้ยจื่อเฟิงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

 

ในตอนนั้นเอง

 

“พี่ชายชูเหยียน กำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้ถอนหายใจหลายครั้งแบบนั้น ดูไม่ใช่ตัวเจ้าเลย”

เสียงที่ฟังดูไพเราะเพราะพริ้งราวกับกระดิ่งเงินได้ดังขึ้นจากด้านหลังของเอี้ยจื่อเฟิง

 

หลิวปิงเฉียนหัวเราะเบาๆแล้วก้าวเท้าเข้ามา ก่อนจะปิดประตูเบาๆ

 

“ปิงเฉียน?”

เอี้ยจื่อเฟิงรู้สึกตกใจเล็กน้อย แล้วรีบเอาแขนลงทันที

“นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้ามาทำอะไรที่ห้องของข้ากัน?”

 

เมื่อมองดูใบหน้าอันงดงามโดยละเอียดแล้วล่ะก็ ด้วยผิวที่ขาวราวกับหิมะ คิ้วที่ดูราวกับแม่น้ำสายเล็กๆ เมื่อรวมกับชุดสีอ่อนดูเรียบร้อยที่ใส่เฉพาะเวลาอยู่บ้านแล้ว ทำให้นางดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง งดงามหาใดเปรียบได้

 

“อะไรกัน? ไม่ต้องรับข้างั้นหรอ? รู้เอาไว้ด้วยว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในตระกูลหลิวของข้า หรือว่าเจ้ากลัวงั้นหรอ?”

หลิวปิงเฉียนหัวเราะ ดวงตาสีน้ำเงินคู่งามทำให้นางดูน่าหลงใหล

 

สีหน้าของเอี้ยจื่อเฟิงค่อยๆกลับมาสงบนิ่งลงอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ยิ้มเล็กน้อย

“ในเมื่อเจ้าไม่กลัวคนอื่นกระจายข่าวลือล่ะก็ ทำไมข้าจะต้องกลัวด้วย? แล้วตอนที่เข้ามาที่นี่ ไม่ถูกใครเห็นใช่ไหม?”

 

หากเรื่องที่หลิวปิงเฉียนแอบย่องเข้าห้องของเอี้ยจื่อเฟิงรู้เข้าถึงหูของหลิวมู่ล่ะก็ คงจะทำให้เขาโกรธจัดจนลงโทษด้วยกฎประจำตระกูลก็ได้!

 

“พี่ชายชูเหยียน ปล่อยเรื่องข้าเอาไว้ก่อน….ที่จริงแล้ว ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะดูว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือยัง?”

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้ม

“วันนี้เจ้าตามมองดูข้าทั้งวัน ยังไม่รู้อาการบาดเจ็บของข้าอีกรึ?”

 

“ข้า…..”

หลิวปิงเฉียนพยายามจะเถียงกลับ แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ ทำได้เพียงก้มหน้าลงเท่านั้น

 

ตลอดวันที่ผ่านมานี้นางเฝ้าดูอยู่ข้างๆเอี้ยจื่อเฟิงมาตลอด จึงสามารถมองอาการบาดเจ็บออก ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่กำลังป่วยอยู่จะสามารถทนรับมือคนที่มาเยี่ยมจำนวนมากได้อย่างไร

 

หากมีแค่ไม่กี่คนที่มาเยี่ยมก็คงจะไม่เป็นไร แต่ด้วยจำนวนคนมากที่มาต่อแถวเข้าเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่ ย่อมทำให้รู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา แต่ทว่าเอี้ยจื่อเฟิงที่รับแขกมาตลอดทั้งวันกลับยังมีสภาพดีอยู่

 

ทั้งสองก็เงียบลง แล้วหลังจากนั้นสักพัก

 

“พี่ชายชูเหยียน รู้ไหม สิบห้าวันในเมืองเทียนเต๋า เป็นช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขที่สุดในชีวิต”

นางลังเลอยู่หลายครั้งก่อนจะพูดออกมาในที่สุด ด้วยสีหน้าเขินอาย

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูดว่า

“แน่นอน การล้างอายด้วยการขึ้นเป็นผู้ชนะเลิศในงานประชันโอสถ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขอยู่แล้ว”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น…”

 

เอี้ยจื่อเฟิงเผยสีหน้างุนงงเล็กน้อย

“เรื่องนั้นยังไม่ทำให้เจ้ามีความสุขรึ?”

 

“เจ้า….”

หลิวปิงเฉียนเริ่มรู้สึกโกรธเล็กน้อย ตัวนางอุตส่าห์รวบรวมความกล้ามาที่นี่ตัวคนเดียวเพื่อบอกเรื่องนี้ ว่าแต่หัวของเอี้ยจื่อเฟิงนี่ทำมาจากไม้หรืออย่างไร? ถึงได้ไม่เข้าใจเรื่องนี้?

 

ใบหน้าของหลิวปิงเฉียนแดงขึ้นจนถึงหู ก่อนที่จะเปิดริมฝีปากสีแดงขึ้น

“พี่ชายชูเหยียน ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า หลังจากสามวันไปแล้ว เจ้าจะกลับมาที่ตระกูลหลิวหลังจากที่ภารกิจสำนักจบลงรึเปล่า”

 

หลายวันที่ผ่านมาที่นางได้อยู่กับเอี้ยจื่อเฟิง ทุกเช้าที่นางตื่นมานั้นก็จะเห็นเอี้ยจื่อเฟิงเหม่อมองไปยังท้องฟ้าภายนอก นั่นทำให้ใจของนางรู้สึกหวั่นไหว

 

มาตอนนี้ สิบห้าวันได้ล่วงเลยไปแล้ว วันที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันเหลือน้อยลงเต็มที หลังจากนั้น พวกเขาก็คงจะเห็นหน้ากันได้เฉพาะที่สำนักยุทธ์เท่านั้น และด้วยเป็นคนที่มีงานรัดตัวอย่างเอี้ยจื่อเฟิง เขาก็คงจะไม่มาเยี่ยมที่กรงยาล้ำค่าโดยไม่มีเหตุผลอย่างแน่นอน

 

“แน่นอนว่าไม่”

เป็นดังที่คาด เอี้ยจื่อเฟิงส่ายหัวราวกับได้ตัดสินใจเอาไว้นานแล้ว

 

ต่อให้ไม่นับเรื่องของหลิวหนิงจือ เอี้ยจื่อเฟิงก็ไม่ต้องการที่จะอยู่ที่ตระกูลหลิวต่ออยู่ดี ในเมื่อตอนนี้ภาพที่บ่งบอกว่าทั้งสองตระกูลเป็นพันธมิตรกันจริงๆได้เกิดขึ้นมาแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะอยู่ที่ตระกูลหลิวต่อ

 

หลิวปิงเฉียนซ่อนสีหน้าเศร้าหมองของตนเองแล้วพึมพำออกมาว่า

“ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักอ่านสถานการณ์ อย่างน้อยก็ช่วยโกหกให้ข้าดีใจก็ยังดี”

 

ในตอนแรกนั้นนางเป็นคนที่มีสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม แต่หลังจากได้เจอกับความเย็นชาของเอี้ยจื่อเฟิงแล้ว นางก็ได้สัมผัสกับความผิดหวังเป็นครั้งแรก

 

“จริงสิปิงเฉียน ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากไหว้วานให้เจ้าช่วย”

จู่ๆเอี้ยจื่อเฟิงก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังแล้วพูดขึ้น

 

ต่อให้ลบเรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงออกไป หลิวปิงเฉียนก็ยังคงรู้สึกขอบคุณเขามากอยู่ดี ดังนั้นคำขอของเขา นางจึงตั้งใจฟังเป็นธรรมดา

 

หลิวปิงเฉียนทำสีหน้ากลับเป็นปกติแล้วยิ้มหวานออกมา

“มีเรื่องอะไรล่ะ พี่ชายชูเหยียน ตราบใดที่ข้าช่วยได้ก็จะรีบจัดการให้ เจ้าพูดออกมาเลย”

 

“ที่จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องง่ายๆ เตายาระดับล้ำลึกถูกซ่อนอยู่ในป่านั่น ซึ่งตอนนี้ตัวข้ายังไม่สะดวกที่จะออกไป ดังนั้นข้าอยากให้เจ้าช่วยไปนำมันมาให้ข้า ได้หรือไม่?”

 

“เจ้าจะปรุงยางั้นหรอ?”

 

“ใช่แล้ว….”

เอี้ยจื่อเฟิงพยักหน้า

 

เอี้ยจื่อเฟิงเก็บของไว้เต็มแหวนมิติ เพียงพอที่จะปรุงยา ขาดก็แต่เตายาเท่านั้น ใช่ว่าเขาจะออกไปเองไม่ได้ แต่ไม่สะดวกที่จะออกไปได้ต่างหาก ดังนั้นเรื่องนี้ถึงต้องหวังพึ่งหลิวปิงเฉียน ซึ่งเป็นคนเดียวที่เขาไว้ใจ

 

“ได้ก็ได้”

หลิวปิงเฉียนเผยให้เห็นสีหน้าตกใจเล็กน้อยแล้วพูดต่อ

“แต่สภาพของเจ้าตอนนี้จะปรุงยาไหวหรอ? ข้าหมายถึง ร่างกายเจ้าจะสามารถทนยาได้หรอ?”

 

ในตอนที่เอี้ยจื่อเฟิงหมดสติไปนั้น หลิวปิงเฉียนเห็นกับตาว่าอาการบาดเจ็บของเขารุนแรงมากแค่ไหน ราวกับว่าชีวิตของเขาได้จบลง อย่าว่าแต่จะปรุงยาเลย การที่เขาสามารถฟื้นตัวได้ในเวลาสั้นๆแค่นี้ ถือเป็นเรื่องที่ปาฏิหารย์มากแล้ว

 

แต่ที่นางไม่รู้ก็คือปราณชีวิตที่ภูตยุทธ์สูบมาจากจินเผิงนั้น ยังไม่ได้ถูกใช้จนหมด ซึ่งเอี้ยจื่อเฟิงพึ่งจะดูดซับมันภายในสองวันมานี้

 

“อีกสามวันหลังจากนี้ ภารกิจสำนักครั้งที่สองก็จะเริ่มขึ้น หากไม่รีบปรุงยาเพื่อเพิ่มระดับการฝึกยุทธ์ล่ะก็ เกรงว่าเมื่อถึงเวลาก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากอย่างแน่นอน หากข้าไม่พยายามก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ”

 

สีหน้าของเอี้ยจื่อเฟิงนั้นราวกับสีหน้าของคนที่มั่นใจแน่วแน่

 

“อืม ก็ได้….แต่ตอนที่เจ้าจะปรุงยา จะต้องให้ข้าอยู่ด้วย”

หลิวปิงเฉียนถอนหายใจออกมาเล็กน้อย หลังจากตอบตกลงทำตามคำขอของเอี้ยจื่อเฟิง เรื่องความทะเยอทะยานของผู้ชายนั้น นางทำได้เพียงแต่ยอมรับเท่านั้น

 

“ขอบคุณมากปิงเฉียน….”

 

เอี้ยจื่อเฟิงเผยให้เห็นสีหน้าหวั่นไหวเล็กน้อย ตั้งแต่ที่ข้ามมายังร่างนี้ นอกจากครอบครัวของเขาแล้ว คนที่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุดก็คือหลิวปิงเฉียน การมีสหายที่ดีเช่นนี้คอยช่วยเหลือ โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงจัดการนั้น ทำให้เขาอารมณ์ดีอย่างมาก

 

ยังไงซะตัวเขาในตอนนี้ก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นด้านระดับการฝึกยุทธ์หรือปรุงยาก็ล้วนแต่อยู่ในระดับต่ำ ต่อให้ต้องการก็ไม่อาจต้านทานคลื่นคลั่งได้ด้วยตัวคนเดียว กลับกันนั้น การได้รับความช่วยเหลือจากสหาย แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เขาก้าวขึ้นไปได้เร็วขึ้น ถึงจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเช่นชาติก่อน

 

“อย่าพูดอย่างนั้นเลย ก่อนงานประชันโอสถจะเริ่ม เจ้าให้สัญญากับข้าว่าจะทำให้ข้าไม่ได้อันดับสุดท้ายในการแข่งขัน แล้วผลลัพธ์ที่ออกมากลับเหนือเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการไว้เสียอีก ในเมื่อข้าได้ตำแหน่งผู้ชนะเลิศ แม้ว่าข้าจะไม่ได้บอกเรื่องนั้น แต่พ่อของข้าก็รู้สึกขอบคุณเจ้าด้วยใจจริง”

 

เอี้ยจื่อเฟิงหัวเราะฮ่าฮ่า

“การถูกท่านผู้อาวุโสขอบคุณ ช่างเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันจริงๆ”

 

“อย่าน่า!”

หลิวปิงเฉียนหัวเราะออกมาดังลั่น

“ทุกครั้งที่ข้าได้ยินเจ้ากับพ่อพูดถึงอีกฝ่าย ทำให้ข้าอดขำไม่ได้จริงๆ”

 

นางเป็นสหายของเอี้ยจื่อเฟิง และก็เป็นบุตรสาวของหลิวมู่ แค่มองตานางก็รู้ว่าทั้งสองเป็นคนตรงไปตรงมา แต่เมื่อทั้งสองอยู่ต่อหน้านางกลับเสแสร้งแกล้งทำ ราวกับเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม

 

“เอาล่ะ ไม่ต้องคุยต่อแล้ว เจ้ารีบกลับไปที่ห้องจะดีกว่า หากโชคร้ายถูกคนรับใช้เห็นเข้าล่ะก็ ชื่อเสียงของเจ้าชั่วชีวิตจะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน”

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วพูด

 

เมื่อพูดถึงชื่อเสียงของตน หลิวปิงเฉียนก็หน้าเปลี่ยนสีทันที

 

“เป็นอะไรไป อย่าบอกนะว่าเจ้ามาที่นี่โดยไม่คิดเรื่องนี้?”

เอี้ยจื่อเฟิงหน้าแข็งเกร็งเล็กน้อยขณะที่มุมปากกระตุก

 

“ข้า….”

 

หลิวปิงเฉียนแค่คิดจะมาหาเอี้ยจื่อเฟิงเพื่อคุยเพิ่มความสัมพันธ์เท่านั้น จึงไม่ได้คิดเรื่องชื่อเสียง มาตอนนี้เมื่อนางสงบใจได้แล้วคิดถึงเรื่องนั้นอีกที ใบหน้าก็ร้อนฉ่าราวกับถูกแดดเผา ไม่กล้าออกจากห้อง

 

ชายหญิงอยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสองภายใต้ค่ำคืนไร้เงาจันทร์ หากคนอื่นมาพบว่าหลิวปิงเฉียนออกจากห้องของเอี้ยจื่อเฟิงล่ะก็ พวกนั้นจะคิดกันอย่างไร

 

“ทำยังไงดี พี่ชายชูเหยียน ตอนนี้ข้าชักไม่กล้าออกไปแล้ว ข้ารู้สึกเหมือนมีคนอยู่ข้างนอก”

หลิวปิงเฉียนมีสีหน้าเป็นกังวล แล้วเดินออกไปเจาะรูที่ประตูเพื่อดูข้างนอกอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่ามีคนกำลังจ้องมา

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อย

“ตอนมาก็พกความกล้ามาจริงๆ พอจะกลับแล้วความกล้าหมดหรือยังไง”

 

หลิวปิงเฉียนเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า แล้วหันไปมองเอี้ยจื่อเฟิง

“เพื่อที่จะไม่ให้ใครพบเห็น ก็คงจะเหลืออยู่วิธีเดียว คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่ด้วย”

 

แต่ก่อนที่เอี้ยจื่อเฟิงจะทันตอบอะไร เสียงฝีเท้าที่ฟังดูเร่งรีบก็ดังมาจากหน้าประตู

 

จิตใจอันอ่อนโยนของหลิวปิงเฉียนพังทลายลงทันที เหลือแต่เพียงความสิ้นหวังอันไร้ที่สิ้นสุด

 

ทว่าไม่นาน นางก็ได้สติขึ้นมา

 

จบแล้ว นางจะต้องถูกคนเห็นว่าอยู่กับเอี้ยจื่อเฟิงสองต่อสอง!

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ร่วมทำกิจกรรมได้ที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/