ตอนที่แล้วบทที่ 5
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 7

บทที่ 6


ลง 4 ตอน 6 7 8 9

บทที่ 6

ครืด ครืด...

เสือดาวรัตติกาลรู้สึกถึงลมหายใจที่สงบของสวี่ล่าย มันคล้ายเข้าใจคำพูดเขา ส่งเสียงผ่านลำคอเบาๆ ราวกับจะบอกว่า ‘ขอบคุณ’

จากนั้น แม่เสือดาวรัตติกาลก็ลดศีรษะลง และค่อยๆคาบลูกเสือดาวไว้ในอ้อมกอดของมัน และในที่สุดก็คอพับลง ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆสูญเสียความแวววาว

[ติ๊ง!]

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับแก่นปีศาจธาตุมืดระดับ 3]

[คุณได้รับแก่นโลหิตของเสือดาวรัตติกาล , แก่นวิญญาณเสือดาวรัตติกาล , กรงเล็บแหลมเสือดาวรัตติกาล ... ]

ขณะนี้ ระบบไม่เลือกปฏิบัติ มันไม่คำนึงหรือแยแสใดๆว่าวัสดุเหล่านี้สมควรได้รับหรือไม่

“อนิจจา วางใจเถอะ ฉันสวี่ล่ายพูดคำไหนคำนั้น”

สวี่ล่ายถอนหายใจเบาๆ  ลูบหน้าผาเสือดาวรัตติกาล ปิดตาทั้งสองข้างของมัน แล้วเอื้อมมือไปอุ้มลูกที่ยังคงถูไถกับศพแม่

เจ้าตัวเล็กตั้งใจจะปลุกแม่ของมัน อย่างไรก็ตาม เบื้องหน้ามัน กลับเหลือทิ้งไว้เพียงเนื้อหนังที่ไร้ชีวิตชีวา

“เด็กดี จากนี้ไปนายต้องคอยติดตามฉัน” สวี่ล่ายอุ้มลูกเสือดาวรัตติกาลไว้ในอ้อมแขน ลูบหัวฟูเจ้าตัวน้อย

“อืม ... อย่างแรกต้องตั้งชื่อให้นายก่อน ดูจากขนสีดำของนาย น่าจะชื่อว่า ——เสี่ยวเฮย!”

“กรร!” ยังไงก็ตาม เจ้าตัวเล็กดูไม่ค่อยพอใจนักกับชื่อนี้

“อ่าว? นี่นายไม่ชอบหรอ งั้นไม่เป็นไร เอาเป็น ...” สวี่ล่ายเงยหน้าขึ้น มองไปรอบ ๆและสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายนิดๆ

“ดูเหมือนฤดูร้อนกำลังสิ้นสุดลงแล้ว ... จริงสิ! งั้นตั้งชื่อนายว่า ‘เซียะเทียน’ (ฤดูร้อน) แล้วกัน ดีไหม?”

“มี๊ ...” เจ้าตัวน้อยใช้หัวขนฟูๆ ถูไปมาบนฝ่ามือของสวี่ล่าย

“ฮ่าๆ ดูท่านายจะชอบชื่อนี้ เซียะเทียน”

สวี่ล่ายยิ้มลูบหัวน้อยๆของเซียะเทียนเบาๆ

“ครืด .. ครืด ...” เจ้าตัวน้อยหายใจเสียงดัง เหมือนจะสบายตัวมาก เปลือกตามันค่อยๆหรี่ลง ไม่นานก็หลับไป

[ติ๊ง!]

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับสัตว์วิญญาณ : เสือดาวรัตติกาล ระดับกลางขั้น 1 ]

“หือ? สัตว์วิญญาณ?” สวี่ล่ายผงะเล็กน้อย ไม่เคยคิดว่าตนจะได้รับสัตว์วิญญาณมาตนหนึ่ง

“แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ต่อไปฉันจะได้มีคู่หู ฮ่า ฮ่า!”

สวี่ล่ายกอดเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน และถือโอกาสนี้เปิดม้วนเหล็กดำในตันเถียน หาข้อมูลของเสือดาวรัตติกาล

เสือดาวรัตติกาล : สัตว์ปีศาจธาตุมืดระดับต่ำ เก่งในการต่อสู้ระยะประชิด เมื่อโตเต็มวัยสามารถพัฒนาไปถึงขั้น 3

“ขั้น 3!? สุดยอด!” คิ้วสวี่ล่ายยกโค้งขึ้นเล็กน้อย ในหัวใจเต็มไปด้วยความสุข

เสือดาวขั้น 3 มันเทียบได้เลยกับขุมพลังมนุษย์ในขอบเขตเปิดตะวัน หากเพาะเลี้ยงเสือดาวตนนี้จนเติบใหญ่ อนาคตมันจะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีของเขาแน่นอน

สวี่ล่ายเหม่อมองเจ้าขนฟูตัวเล็กน่าหยิก ในใจเป็นสุข กอดมันแน่นขึ้นเล็กน้อย

“วะฮ่าฮ่า~! วันนี้เป็นการเก็บเกี่ยวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!”

สวี่ล่ายได้รับผลประโยชน์มากมายในครั้งนี้ ไม่เพียงวัสดุของสัตว์ปีศาจขั้น 3 จำนวนมาก แต่ยังได้รับสัตว์วิญญาณคู่หู ——เซียะเทียน!

สวี่ล่ายอุ้มเซียะเทียนไว้ในอ้อมแขน เตรียมจัดการศพสัตว์ปีศาจขั้น 3 ทั้งสองตัว

แม้ระบบจะแจ้งเตือนว่าสวี่ล่ายได้รับวัสดุจำนวนมาก แต่หากเขาไม่ชำแหละด้วยตัวเอง ก็เท่ากับเป็นการละทิ้งพวกมันไป

กล่าวคือ ระบบมีหน้าที่แจ้งเตือนว่ามีสมบัติอะไรที่สามารถหาได้เท่านั้น แต่มันไม่เก็บให้เขา จำเป็นต้องลงมือนำพวกมันออกมาเอง

สวี่ล่ายแยกเคียวสีทองทั้งสองข้างของตั๊กแตนยักษ์อย่างชำนาญ จากนั้นเลาะเอาแก่นสัตว์ปีศาจขั้น 3 แก่นโลหิต และเกล็ดจำนวนมากในตัวมันออกมา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขายังไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า ‘เคล็ดเพรียกวิญญาณ’ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถแยกแก่นวิญญาณขั้น 3 ของสัตว์ปีศาจออกมาได้

ซึ่งแก่นวิญญาณจำพวกนี้ จะคงอยู่อีกประมาณเจ็ดวันก่อนที่จะค่อยๆสลายไป

แต่โชคดี ตอนนี้สวี่ล่ายมีขวดหยกที่สามารถใช้ผนึกสัตว์ปีศาจได้ เจ้าสิ่งนี้สามารถช่วยขยายเวลาในการสลายตัวของแก่นวิญญาณสัตว์ปีศาจ

เอาไว้รอจนเขาสามารถเรียนรู้เคล็ดเพรียกวิญญาณ จากนั้นค่อยแยกแก่นวิญญาณของมันออกมา

“เหอ เหอ เก็บเอาไว้ก่อนแล้วกัน ต่อไปอาจขายได้ในราคาสูง” สวี่ล่ายยิ้ม นำขวดหยกออกมาปิดผนึกแก่นวิญญาณขั้น 3

หลังจากชำแหละตั๊กแตนเคียวทองคำเสร็จแล้ว สวี่ลายก็หันไปมองศพแม่เสือดาวรัตติกาล เกิดสองความคิดต่อสู้กันในหัวเขา แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้

เขาเพียงนำแก่นปีศาจของออกจากเสือดาวรัตติกาล ตั้งใจให้ศพยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดแล้วกลบฝังมัน

หลังจากที่สวี่ล่ายเสร็จสิ้นการรวบรวมวัสดุ เขาก็เสียบดาบกระหายเลือดเข้าไปในศพของตั๊กแตนยักษ์เคียวทองคำ พร้อมเปิดใช้ทักษะกระหายเลือด

[ติ๊ง!]

[ได้รับแก่นแท้ปราณ 1,000 แต้ม ต้องการแปลงเป็นปราณบริสุทธิ์หรือไม่?]

“ว้าว~! เป็นจำนวนที่ไม่เลวเลยสำหรับสัตว์ปีศาจขั้น 3] ดวงตาทั้งสองของสวี่ล่ายระยิบระยับเป็นดวงดารา เผยสีหน้าตื่นเต้น

ในความเป็นจริง สวี่ล่ายรู้ดี ว่าหากไม่ถอดเอาพวกแก่นปีศาจ แก่นโลหิต และวัสดุส่วนหนึ่งออกจากศพสัตว์ปีศาจเขาจะสามารถได้รับค่าแก่นแท้ปราณเพิ่มขึ้นสองเท่า

แต่ถึงอย่างนั้น เท่าที่มีตอนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยให้สวี่ล่ายก้าวไปสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้น 9

“แปลง”

[ติ๊ง!]

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณก้าวสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้น 9]

[เนื่องจากมีการใช้ทักษะกระหายเลือด ค่าใจปีศาจเพิ่มขึ้น 5 แต้ม]

“ช่างหัวมันสิ!” สวี่ล่ายหน้ามุ่ย ทำเป็นไม่สนใจมันชั่วคราว

นี่ช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้ในป่าหมอกเขามีแต่ต้องอาศัยพลังของทักษะกระหายเลือดเท่านั้นจึงจะยกระดับได้

หลังเสร็จธุระจุกจิก สวี่ล่ายก็จุดคบเพลิงและเดินเข้าไปในถ้ำของเสือดาวรัตติกาล ตั้งใจที่จะหาสถานที่สงบๆพักผ่อน

แต่ในตอนนั้นเอง

[ติ๊ง!]

[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณเสร็จสิ้นภารกิจล่าสมบัติในป่าหมอก]

“เอ้า! แบบนี้ก็ได้หรอ!” สวี่ล่ายเกือบจะกระโดดขึ้นด้วยความตื่นเต้น นึกไม่ถึงเลยว่าถ้ำของเสือดาวรัตติกาลที่ตนเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ แท้จริงแล้วคือตำแหน่งลายแทงขุมทรัพย์ในป่าหมอก

งั้นก็หมายความว่า ...

[ติ๊ง!]

[ได้รับรางวัล แต้มสะสม 1,000 แต้ม]

[ได้รับทักษะฝึกระดับธรณีขั้นกลาง : หน้าตำราบางส่วนของวิชาประสานหนึ่งไร้ขอบเขต]

[ได้รับเพลงดาบระดับลึกล้ำขั้นสูง : หน้าตำราบางส่วนของวิชาฟ้ามายาเมฆาสามานย์ ]

[ได้รับคู่มือผู้เชี่ยวชาญการประสานค่ายกล : บันทึกการสร้างค่ายกลสวรรค์แตกตื่น]

[ได้รับสร้อยข้อมือสัตว์วิญญาณระดับสมบัติ 1 เส้น]

[ได้รับแหวนมิติระดับวิญญาณ 1 วง ภายในประกอบไปด้วยหินดวงดาวขั้นต้น 50 ก้อน ,  หินดวงดาวขั้นกลาง 10 ก้อน , มีดสลักผนึก , เตาหลอมแบบมีขาตั้ง , หินค่ายกล และวัสดุอื่นๆ ... ]

“ว้าว ว้าว ว้าว ว้าว~! ฉันรวยแล้ว!”

ได้ยินเสียงระบบรายงานสมบัติทั้งหมด สวี่ล่ายแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปบนยอดเขาและแหกป้องร้องตะโกน

แต่ไม่นาน สวี่ล่ายก็สงบสติอารมณ์ลงได้ เพราะแม้รายชื่อวัสดุจะแจ้งเข้ามาแล้ว แต่ถ้าเขาหาไม่พบ ก็ไม่สามารถได้รับของได้ เนื่องจากสมบัติเหล่านี้มิได้โผล่มาเฉยๆในอากาศ

กระนั้น สวี่ล่ายก็ตระหนักได้เช่นกัน ว่าในเมื่อระบบได้ยืนยันกับเขาว่าเสร็จสิ้นภารกิจล่าสมบัติแล้ว งั้นก็แสดงว่าพวกมันต้องอยู่ในถ้ำแห่งนี้อย่างแน่นอน

คิดได้แบบนี้ สวี่ล่ายรีบเข้าไปในถ้ำอย่างตื่นเต้น

และจริงอย่างที่คิด

ในส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำ สวี่ล่ายพบโครงกระดูกมนุษย์ที่กำลังนั่งอยู่ และคาดว่าจะนั่งแบบนี้มาเป็นเวลานานแล้ว

เห็นเพียงโครงกระดูกมนุษย์ในท่วงที่นั่งขัดสมาธิ เนื้อบนศพแห้งเหี่ยวหมดสิ้น เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง คล้ายอยู่มานานหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ในรัศหมี 10 อิงฉื่อรอบตัวศพ กลับยังคงสะอาดหมดจน ดังนั้นสันนิษฐานได้ว่า นี่ไม่ใช่อาหารที่เสือดาวรัตติกาลจับได้ แต่เหมือนจะเป็น ...

“เหมือนเขาจะเป็นเจ้านายของแม่เสือดาวรัตติกาลมากกว่า มันเลยเฝ้าเขาทั้งวันทั้งคืนแบบนี้”

ความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในหัวสวี่ล่าย และพบว่าตรรกะนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผล

ศพถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์ก็เพราะแม่เสือดาว หากไม่ใช่แบบนั้น เกรงว่าศพเหลือแต่โครงกระดูกนี้คงถูกทิ้งไว้มุมใดมุมหนึ่งของถ้ำตั้งนานแล้ว

ได้ข้อสรุปแบบนี้ สวี่ล่ายเกิดความรู้สึกชื่นชมในตัวแม่เสือดาวที่ตายไปมากยิ่งขึ้น

แม้ตัวเจ้านายจะตายไปหลายปีแล้ว แต่แม่เสือดาวรัตติกาลกลับยังคงเฝ้าศพไม่ยอมห่าง

“อนิจจา ไม่นึกเลยว่าในโลกใบนี้ สัตว์ปีศาจจะยังจงรักภักดีมากกว่าคนบางคนเสียอีก” สวี่ล่ายนึกถึงสองพี่น้องสวี่คุน สวี่เฉียนที่ลอบฆ่าเจ้านายตัวเอง ก็อดส่ายหัวด้วยอารมณ์ไม่ได้

“หือ? นั่นมันอะไรน่ะ?” จู่ๆ สวี่ล่ายก็สังเกตเห็นบางอย่างอยู่บนพื้นข้างหน้าศพ มันคือประโยคสั้นๆที่เขียนเป็นแถวยาว

‘ผู้ใดเข้ามาในถ้ำของข้า จงคุกเข่าสามรอบและโขกศีรษะคำนับเก้าครั้งเบื้องหน้าข้า มิฉะนั้นเจ้าจะถูกภูติผีตามหลอกหลอน ชีวิตเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!’

“หือ? ไม่มีทางน่า—!?” หลังจากอ่านบรรทัดเล็กๆนี้ สวี่ล่ายกลอกตาทันที “คิดจะหลอกใครกัน?”

สวี่ล่ายไม่เชื่อว่าจะมีวิญญาณชั่วร้ายตามหลอกหลอนอยู่ที่นี่ อย่างไรก็ตาม เมื่อตระหนักว่าตนยังไม่เข้าใจโลกใบนี้อย่างถ่องแท้ ก็ต้องมานึกทบทวนเรื่องนี้ใหม่

แม้ ‘ภูติผีตามหลอกหลอน’ จะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือ แต่อิงจากคำบอกเล่าของผู้ยิ่งใหญ่ที่ตายลง ประกอบกับสมบัติทุกชิ้นของเขาล้วนล้ำค่า มันเลยทำให้สวี่ล่ายลังเลที่จะฮุบสมบัติพวกนี้ในทันที

“ช่างเถอะ ยอมโขกหัวลงพื้นซักหน่อยก็ไม่เสียดาย”

คิดได้แบบนี้ สวี่ล่ายคุกเข่าลง โขกศีรษะแสดงความนับถือ ปากพึมพำอย่างเงียบๆว่า “ผู้อาวุโส ขอท่านโปรดวางใจ ข้าสวี่ล่ายจะใช้สมบัติทั้งหมดของท่านอย่างคุ้มค่าที่สุดเอง อาเมน!”

อย่างไรก็ตาม พอเอ่ยคำสุดท้าย ‘อาเมน’ สวี่ล่ายกลับหัวเราะตัวเอง เพราะเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในโลกใบนี้ไม่น่าจะมีศาสนาคริสต์

และในตอนนั้นเอง ไม่ทันรอให้สวี่ล่ายลุกขึ้นยืน แสงวิญญาณห้าสายก็ร่วงตกลงจากเบื้องบน ความสว่างไสวของมันปกคลุมไปทั่วทั้งถ้ำ

“สถานการณ์นี่มัน ... อะไรกัน?” สวี่ล่ายชักดาบกระหายเลือดออกมา และเตรียมพร้อมรบ

แต่ในตอนนั้นเอง เสียงแก่ชราก้องกังวานในหูเขา

“ข้าคือผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลนามซือถูเหยาสู่ ผู้ใดก็ตามที่คุกเข่าสามครั้งและโขกศีรษะเก้าครั้งต่อหน้าศพข้า คนผู้นั้นจะมีคุณสมบัติได้รับมรดกจากข้า และผู้ใดที่ไม่ยอมทำ จะต้องตายด้วยค่ายกลห้าภูติลมหยินที่ติดตั้งไว้!”

“ค่าย ... ค่ายกลห้าภูติลมหยิน ... แถมยังติดตั้งไว้ด้วย!?” สวี่ล่ายตกตะลึง พล็อตประมาณนี้เขามักพบเจอได้ในวนิยายศิลปะการต่อสู้หรือไม่ก็ปรากฏในหนัง

แต่ตอนนี้ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบด้วยตาตัวเอง

ระหว่างกำลังประหลาดใจ สวี่ล่ายก็แอบขมุบขมิบปากว่า “โชคดีจริงๆ ถ้าตอนนั้นมัวแต่โลภสมบัติ น่ากลัวว่าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายอย่างไร”

“ตัวข้าเดิมถูกสังหารโดยคนทรยศ ดังนั้นหลังจากเจ้าได้รับมรดกของข้าแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะทำสามสิ่งเป็นการตอบแทน”

“หือ? ที่แท้ยังก็มีเรื่องราวให้นั่งฟันด้วย”

สวี่ล่ายผงะเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าผู้เชี่ยวชายค่ายกลนาม ซือถูเหยาสู่จะมีความลับเช่นนี้

“เอาเถิด ตราบใดที่ข้าสวี่ล่ายสามารถทำได้ ข้าก็ยินทำสามสิ่งที่ผู้อาวุโสปรารถนา”

น้ำเสียงของสวี่ล่ายเพิ่งแผ่วลง

[ติ๊ง!]

[ภารกิจลับ: อาจเอื้อมสามสิ่ง]

[เมื่อพลังรบแก่กล้าตรงตามเงื่อนไข รายละเอียดจะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ]

[รางวัลความสำเร็จ : ไม่ทราบ]

สวี่ล่ายเห็นว่าภารกิจนี้เป็นสีเทา ระบุว่าไม่สามารถเปิดได้ชั่วคราว

“ไม่เป็นไร ก่อนอื่นก็ไปดูกันก่อนว่าผู้เชี่ยวชาญค่ายกลซือถูเหยาสู่จะทิ้งอะไรเอาไว้ให้ฉัน” สวี่ล่ายถูมือด้วยความตื่นเต้น รีบวิ่งไปถอดแหวนมิติในมือโครงกระดูก รวมถึงสร้อยข้อมือออก

“จุ๊ ๆ ได้ของที่ต้องการพอดีเลย”

สวี่ล่ายสำรวจสร้อยข้อมือสัตว์วิญญาณอย่างรอบคอบ และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายจางๆจากภายใน

“น่าทึ่งจริงๆ ดูเหมือนว่าฉันจะสามารถใส่เซียะเทียนไว้ในสร้อยข้อมือนี้ได้!”

5 2 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด