ตอนที่แล้วตอนที่  4-8  ยอดฝีมือมีทั่วทุกที่ (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่  4-10  รอยร้าว (2)

ตอนที่  4-9  รอยร้าว (1)


“พระราชา?” ลินลี่ย์จ้องมองอย่างประเมิน

ภายใต้ชุดเกราะสีทองสูงค่า เป็นร่างสูงใหญ่ที่ดูสง่างามอย่างยิ่งพระราชาเป็นชายวัยกลางคนที่มีเรือนผมมีทองคล้ายราชสีห์ไม่เพียงแต่เป็นราชาแห่งอาณาจักรเฟนไล แต่ยังเป็นถึงนักรบระดับ 9นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ

ลินลี่ย์ ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของอาณาจักรเฟนไลย่อมเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงเกียรติภูมิแห่งเฟนไล อย่างตำนาน ‘ราชสีห์ทอง’ คลายด์สำหรับอาณาจักรที่มีพระราชาเป็นนักรบที่แข็งแกร่งแล้วนับเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจอย่างยิ่งของประชาชนในอาณาจักร

ณ จัตุรัสของอารามเจิดจรัส ผู้คนนับแสนอยู่ที่นั่นจ้องมองไปยังบริเวณเบื้องหน้าของรูปปั้นเทพองค์มหึมา ซึ่งมีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คาร์ดินัล และนักบวชในชุดขาวยืนอยู่ มีกองอัศวินของอารามเจิดจรัสยืนอารักขาอยู่เงียบๆในบรรดาผู้คนมากมายตรงนั้น จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ดูจะเปล่งประกายกว่าผู้ใด

สมาชิกจาก 6 ตระกูลเชื้อพระวงศ์ของ 6 อาณาจักร รวมถึงเหล่าดยุคจากแคว้นต่างๆก็อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นเช่นกัน

ทันใดนั้น

คลื่นพลังสีขาวบริสุทธิ์แผ่ออกไปทั่วทั้งลานกว้างโดยมีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลางทั้งจัตุรัสตกอยู่ในความเงียบ ท่าทีผ่อนคลายผุดขึ้นบนใบหน้าของฝูงชนผู้เข้าร่วมพิธีกรรมพลันรู้สึกจิตใจสงบ รอยยิ้มอย่างเป็นมิตรถูกส่งให้แก่กันพวกเขารู้สึกราวกับว่าจิตใจถูกชำระล้าง

“ช่างเป็นพลังที่น่ากลัว เพียงแค่คลื่นพลังที่ปลดปล่อยมาอย่างไม่ยากลำบากกลับสามารถควบคุมจิตใจของคนนับแสนได้” ในเมื่อตัวเขาเป็นจอมเวท ลินลี่ย์ยิ่งเข้าใจความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้ดี

ทั้งจัตุรัสเงียบสงบจนได้ยินกระทั่งเสียงสายลมพัด

“ในนามของพระผู้เป็นเจ้า!” จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์กล่าวอย่างแผ่วเบาแต่น้ำเสียงของเขากลับส่งไปถึงและสั่นสะเทือนวิญญาณของผู้ฟัง

ทุกคนในจัตุรัสล้วนแล้วแต่สัมผัสได้ถึงความศรัทธาและน่าเลื่อมใสแผ่ออกมาจากร่างกายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ลินลี่ย์เองก็เช่นกัน เขาไม่อาจจะทานทนกับแรงกดดันจึงได้แต่ค้อมศีรษะลงคลื่นพลังที่แผ่ออกจากร่างกายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั้นร้ายกาจยิ่งกว่าพลังที่แผ่ออกมาจากนักรบระดับเซียนทั้งสองยามต่อสู้กันบนท้องฟ้าเหนือเมืองอู่ซันและน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าพลังที่แผ่จากร่างมังกรดำอยู่หลายช่วง

การมีอยู่ของตัวตนนี้ช่างยากจะหาผู้ใดมาเปรียบสามารถบีบรัดและสั่นคลอนจิตวิญญาณของผู้พบเจอได้ง่ายๆ

นี่เป็นปรากฏการณ์ของเทพเจ้า

ในลานกว้าง นอกจากจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แล้ว มนุษย์ทุกคน ทั้งผู้ชมนับแสนคาร์ดินัล หรือแม้แต่พระราชา ต่างค้อมศีรษะลงคำนับอย่างนอบน้อมรอฟังคำกล่าวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

“ข้าขอให้พวกเจ้าทุกคนได้รับคำอวยพรด้วยความรัก ความอ่อนโยนและเมตตากรุณาจากพระผู้เป็นเจ้า”

น้ำเสียงของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ดังมากนัก แต่ราวกับจะสั่นสะเทือนไปทั่วผืนฟ้าก้องแผ่นดินทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกผู้ล้วนสั่นสะเทือน

รัศมีแสงจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกายจากบนยอดของโบสถ์อาบไล้ร่างของทุกคนทั้งจัตุรัส แต่ทุกคนล้วนรู้สึกว่าจิตใจของตนด้วยถูกโอบล้อมแสงสีทองอันอบอุ่นรู้สึกสบายทั้งร่างกายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บัดนี้ในจิตใจของพวกเขาพลันเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพและศรัทธา

“ขอพระองค์ทรงอวยพรพวกเจ้า ด้วยสันติและความรัก”

ในขณะเดียวกัน รัศมีอันงดงามก็แผ่ออกจากร่างของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์“เหล่าบุตรแห่งพระเจ้าเอ๋ย จงให้พวกเราโอบอุ้มบาปของเจ้าและนำพาสู่ความสุขนิรันดรเทอญ”

ในทันใดนั้น

ทั่วทั้งโลกก็พลันถูกปกคลุมด้วยท่วงสำเนียงเพลงศักดิ์สิทธิ์โดยมีเหล่านักบวชจากอารามเจิดจรัสเป็นผู้ขับขานเสียงร้องของเหล่านักบวชผสานกับท่วงทำนองจากสรวงสวรรค์ชักนำจิตใจผู้ฟังให้สงบและศรัทธา

…..

พิธีกรรมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนพอสมควร เริ่มต้นด้วยการแสดงออกถึงความทุกข์ยากและความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่เพลงสรรเสริญถูกขับขาน ท่วงทำนองประสานดังขึ้นเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้สึกขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า

ผู้คนส่วนใหญ่ในจัตุรัสเข้าร่วมพิธีกรรมของวิหารเจิดจรัสด้วยความศรัทธาอาบไล้แสงที่สาดส่องจากอาราม ไม่มีใครกล่าวสิ่งใดทั้งนั้น แต่ต่อให้ผู้ที่ไม่เชื่อในวิหารเจิดจรัสก็ยังอยู่ในความสงบกระทำการใดอย่างเงียบเชียบ จนพระทั่งท่วงทำนองประสานสิ้นสุดลงทุกคนเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ ก็เป็นเวลาเที่ยงวันเสียแล้ว

เมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง ผู้คนก็ต่างแยกย้ายจากไป

อลิซและลินลี่ย์เดินเคียงข้างกัน มือของทั้งสองเกาะกุมกันอย่างหลวมๆ “พี่ลินลี่ย์ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? รู้สึกว่าร่างกายสบายขึ้นหรือไม่?”

แต่ลินลี่ย์กลับสั่นหัว “ข้าถูกบรรยากาศชักพาไปก็จริงแต่ก็พลันรู้สึกว่ามีบางจุดที่ไม่กระจ่างบางทีผู้ที่จิตใจไม่มั่นคงนักและต้องการปัจจัยภายนอกเข้ามาปลอบประโลมอาจชอบความรู้สึกเหล่านี้แต่สำหรับข้าที่ไม่ชอบให้ผู้ใดมาชักนำแล้ว คงไม่อาจทำใจชอบได้”

แต่ก็ต้องยอมรับ ว่าชั่วขณะหนึ่งลินลี่ย์เองก็ถูกชักนำให้คล้อยตามความรู้สึกผ่อนคลายเหล่านั้นเช่นกันเป็นกลิ่นอายที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกโอบอุ้มอย่างอ่อนโยน

แต่สำหรับลินลี่ย์ที่ได้ผ่านการต่อสู้เอาชีวิตรอดในเทือกเขาอสูรเวทมาแล้วหลังจากพิธีกรรมสิ้นสุดเขาก็รู้สึกตัวในทันที เมื่อคิดย้อนกลับไปก็พลันขนลุกซู่อิทธิฤทธิ์ของวิหารเจิดจรัสช่างน่าหวั่นเกรงอย่างยิ่ง

“ถูกชักนำงั้นหรือ? ไม่นะ พระผู้เป็นเจ้าเปรียบเสมือนบิดามารดาของพวกเราพวกเราเองก็เปรียบเหมือนบุตรของพระองค์และได้รับคำอวยพรด้วยความรักและเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า พี่ลินลี่ย์ท่านคิดแบบนั้นได้อย่างไร?” อลิซกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

อลิซเติบโตในเมืองเฟนไลซึ่งเป็นเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ ในเทศกาลยูลานของทุกปีเมืองเฟนไลจะจัดพิธีกรรมอย่างยิ่งใหญ่เสมอประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองล้วนแล้วแต่เป็นผู้ศรัทธาหรือเป็นสาวกของวิหารเจิดจรัสทั้งสิ้นอลิซเองก็มีศรัทธาอันแรงกล้าในวิหารเจิดจรัสมาตั้งแต่ยังเด็กเช่นกันเป็นความเชื่อที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย

“อลิซ เจ้าคิดอย่างนั้นเสียทีเดียวไม่ได้หรอกพลังและความสามารถของเจ้าไม่ใช่เจ้าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหรอกหรือ? เหตุใดจึงเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้มอบให้เล่า? หากพระองค์ทรงเมตตาเจ้าจริง เหตุใดจึงมอบพ่อแม่เช่นที่เจ้ามีให้กันเล่า?” ลินลี่ย์รู้เรื่องราวในครอบครัวของอลิซดี

อลิซได้แต่เงียบ แล้วมองค้อนใส่ลินลี่ย์

“พี่ลินลี่ย์ ข้าจะกลับแล้ว ไม่ต้องเดินไปส่งข้าหรอก” อลิซกลับหลังหันแล้วเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็วลินลี่ย์ได้แต่มองอลิซเดินจากไปอย่างไม่สบายใจ เขาหันกลับไปมองอารามเจิดจรัสที่สูงจนทะลุกลุ่มเมฆ“วิหารเจิดจรัสนี้ช่างอันตรายยิ่งนัก”

…..

เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่รักหนุ่มสาวจะมีเรื่องทะเลาะกันบ้างเมื่อการพบกันครั้งต่อไปมาถึง พวกเขาก็กลับไปรักกันอย่างหวานชื่นอีกครั้ง ทั้งสองตัดสินใจเลื่อนระดับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นจากปกติพบกันเดือนละ 2 ครั้ง ความเสน่หาต่อกันนั้นยากที่จะห้ามในที่สุดพวกเขาก็มาพบกัน 4 ครั้งต่อเดือน สายสัมพันธ์ค่อยๆถักทอในพวกเขาเริ่มนอนด้วยกันเพียงแต่ยังไม่เคยฝ่าปราการชั้นสุดท้ายเท่านั้น

อลิซเคยพูดไว้ว่า ‘ครั้งแรกของข้าจะต้องเกิดในคืนแต่งงานเท่านั้น’ ปีที่ 2ของความรัก ในช่วงครึ่งแรกของปี 9998 ตามปฏิทินยูลาน นับเป็นจุดสูงสุดของความรักระหว่างลินลี่ย์กับอลิซเลยทีเดียว

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระยะยาวย่อมต้องมีปัญหาเล็กน้อยอยู่บ้าง

วันที่ 29 กันยายน ปี 9998 ตามปฏิทินยูลาน

“เอ...เหมือนว่าอลิซจะมีอะไรปิดบังข้าอยู่” ลินลี่ย์กำลังเดินอยู่บนถนนมุ่งเข้าสู่เมืองเฟนไลพร้อมกับพี่น้องทั้งสามเมื่อคิดถึงการจากกันด้วยการทะเลาะระหว่างเขากับอลิซเมื่อคราวพบกันครั้งที่แล้วลินลี่ย์ก็รู้สึกเหนื่อยใจ

อลิซกับลินลี่ย์เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันและมีความคิดเห็นหลายอย่างที่ไม่ตรงกัน ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือความหัวแข็งของอลิซหญิงสาวมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และหัวแข็งอย่างยิ่ง นางไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมประนีประนอมกับใครได้เลยซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลินลี่ย์หนักใจอย่างมาก เมื่อฝังใจกับสิ่งใดแล้วก็ยากยิ่งที่จะเปลี่ยนใจนาง

“น้องสาม เจ้าทะเลาะกับอลิซอีกแล้วหรือ?” เยลที่เดินข้างๆกล่าวอย่างหยอกเย้า

จอร์จกับเรย์โนลด์ก็หัวเราะเบาๆเช่นกัน เรย์โนลด์โอบไหล่ลินลี่ย์แล้วเอ่ย“ลินลี่ย์ ข้าว่าเจ้าชักจะคิดเรื่องอลิซมากเกินไปแล้วนะระวังอย่าให้ผิดหวังมาล่ะเวลาเลิก ดูอย่างข้าสิ ข้าเคยผ่านผู้หญิงมานับสิบคนแล้วชีวิตข้าช่างผ่อนคลายและสุขสบายเพียงใด!”

ลินลี่ย์จ้องมองเรย์โนลด์อย่างหมดคำพูด

“น้องสี่ ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย น้องสามของเราตั้งใจให้อลิซเป็นภรรยาของเขาจริงๆ”เยลตวาด หลังจากนั้นก็ยกมือบีบไหล่ลินลี่ย์ “แต่พูดก็พูดเถอะลินลี่ย์ในฐานะผู้ชายด้วยกัน ข้าอยากบอกว่ายังมีหญิงสาวอีกมากมายที่รอเจ้าอยู่ไม่ต้องเคร่งเครียดกับความรักขนาดนั้นหรอก”

ลินลี่ย์ยิ้มให้ แต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด

เมื่อถึงเมืองเฟนไล ลินลี่ย์ก็กล่าวลาพี่น้องทั้งสามสั้นๆ ก่อนมุ่งหน้าไปบนถนนดรายโร้ดสู่ที่พักของอลิซ

“ลุงฮัด” ลินลี่ย์เรียกทหารยามที่ยืนเฝ้าหน้าบ้านของอลิซด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอลิซใกล้ชิดขึ้น เป็นธรรมดาที่ลินลี่ย์จะสนิทสนมกับทหารยามคนนี้มากขึ้น

ฮัดหัวเราะเมื่อเห็นชายหนุ่ม “โอ้ นี่มันลินลี่ย์ เจ้ามาพบกับอลิซอย่างนั้นหรือแต่เหมือนว่านางจะยังไม่กลับมานะ อันที่จริงเวลานี้นางสมควรมาถึงแล้วนี่นาข้าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”

“ยังไม่มา?” ลินลี่ย์ชะงักจากนั้นเขาก็ยิ้มให้ฮัด “ถ้าอย่างนั้นข้าจะรออีกสัครู่ ข้าแน่ใจว่านางจะมาถึงในเร็วๆนี้”ลินลี่ย์มุ่งหน้าไปยังบาร์ที่อยู่ถัดจากที่พักของอลิซสั่งไวน์หยกอย่างที่ไม่ได้ทำมานาน แล้วเริ่มดื่มรออย่างเงียบๆ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด