ตอนที่แล้วตอนที่ 05   แผนการทำเงิน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 07 รีดไถเงิน

ตอนที่ 06   การค้าเฟื่องฟู


ตอนที่ 06   การค้าเฟื่องฟู

 

ผู้แปล  :  ThreeSwords

ปรับสำนวน  :  ThreeSwords

 

 

ตลาดทางด้านประตูทิศใต้เป็นหนึ่งในตลาดขายส่งของเมืองหนิงไห่  ส่วนใหญ่จะจำหน่ายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและวัสดุก่อสร้าง  มันค่อนข้างจะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ในเมืองแต่การขนส่งก็สะดวกสบาย  ถึงยังไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับตลาดขายส่งขนาดใหญ่ที่อยู่ในเมืองก็ตาม

 

ไม่ไกลจากตลาดเป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมากกว่าสิบแห่ง  นักศึกษาที่เรียนอยู่ในนั้นมักจะแวะเวียนมาที่ตลาดแห่งนี้เพื่อซื้อและต่อรองสินค้าต่างๆ กับเสื้อผ้าสวยๆ  ดังนั้นผู้คนที่สัญจรไปมาในบริเวณนั้นจึงมีมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

 

“ถังเฟยเฟย  เธอควรจะกลับไปนะ  ข้างนอกนี่ร้อนมาก  ผมสามารถจัดการด้วยตัวเองได้...”

 

ฉินฟางพูดอย่างอายๆ  เมื่อคืนหลังจากปรึกษาหารือกันอยู่สักพักจนกระทั่งดึกดื่น  ดังนั้นฉินฟางจึงเรียกรถแท็กซี่เพื่อส่งเธอกลับบ้าน  ในขณะเดียวกันเขาก็เตรียมการที่จะเปิดร้านแผงลอยเสร็จสิ้น

 

เจ้าของบ้านเช่าและฟ่านเจี่ยเจียให้การสนับสนุนฉินฟางเป็นอย่างมาก  ตอนที่พวกนั้นได้ยินแผนของฉินฟาง  ไม่เพียงไม่ห้ามปรามแต่ยังช่วยเหลือเขาเป็นอย่างมาก  ภรรยาเจ้าของบ้านเช่ากระทั่งให้ฉินฟางยืมเตาแก๊สที่พวกเขาไม่ได้ใช้  สำหรับพวกโต๊ะเก้าอี้และรถเข็น  พวกนั้นก็พร้อมที่จะให้เขายืมและกระทั่งให้ร่มบังแสงแดดขนาดใหญ่กับเขาด้วย

 

เช้าตรู่ฉินฟางไปยังตลาดทางด้านประตูทิศใต้เพื่อสำรวจสถานที่  และตัดสินใจเรื่องพื้นที่ตั้งร้านได้ในตอนเที่ยง  หลังจากนั้นก็ไปหาซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นในการทำราเม็ง  และสุดท้ายก็ลากรถเข็นไปยังจุดที่เขามองไว้ก่อนหน้า

 

ขณะที่ฉินฟางตั้งโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหลายแล้วเสร็จและกำลังติดตั้งร่มกันแดด  ถังเฟยเฟยก็มาถึง

 

วันนี้ถังเฟยเฟยสวมเสื้อยืดลายน่ารักกับกางเกงยีนส์สามส่วน  เมื่อจับคู่กับใบหน้าที่สวยงามของเธอ  มันก็แสดงให้เห็นถึงความเยาว์วัยของหญิงสาวได้อย่างเต็มที่  เพียงแต่สภาพอากาศช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมในขณะนี้นั้นเหลือร้าย  ดวงอาทิตย์แดงแจ๋จนกระทั่งภายใต้รมกันแดดก็ยังร้อนจนแทบทนไม่ได้

 

“ไม่มีปัญหาหรอก  ฉันไม่ใช่หญิงสาวร่ำรวยที่ต้องคอยมาพะเน้าพะนอซะหน่อย  เรื่องแค่นี้ฉันรับได้สบาย  นอกจากนี้แล้วธุรกิจของนายมาจากความคิดฉัน  จึงต้องดูตัวเองว่ามันเป็นไปแบบไหน  หรือว่านายกำลังวางแผนที่จะฉกฉวยความคิดฉันไปเป็นของนายหรือไง?”

 

แม้ว่าถังเฟยเฟยจะดูเหมือนหญิงสาวที่สุภาพอ่อนโดยน  แต่เมื่อเธอโกรธแล้วก็ดูเผ็ดร้อนเหมือนพริกขี้หนูเม็ดเล็ก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอไม่ชอบการกระทำอย่างเช่นการขโมยความคิดที่เธอคิดว่าฉินฟางกำลังพยายามทำ

 

“ไม่  ไม่ใช่นะ  ไม่ใช่เลย  ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น...”

 

ฉินฟางรู้สึกพูดไม่ออกพร้อมกับรีบโบกมือปฏิเสธและเริ่มอธิบาย  ใบหน้าที่ขาวซีดเล็กน้อยของฉินฟางกลายเป็นสีแดงเนื่องจากความตื่นตระหนก  ทำให้ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูน่ารักมาก

 

“เจ้าของร้าน  ราเม็งชามหนึ่ง!”

 

ในตอนนั้นเองพวกฉินฟางก็เห็นชายร่างอ้วนที่กำลังถือกระเป๋าเดินทางสำหรับนักธุรกิจ  ไม่เพียงเดินเข้ามาขณะที่ตัวเขากำลังเช็ดเหงื่อแต่ยังคุยโทรศัพท์ไปพร้อมกันด้วย  จึงทำให้ดูเป็นคนที่กำลังยุ่งมาก  หลังจากที่เขาสังเกตเห็นร้านแผงลอยขายบะหมี่เล็กๆ ของฉินฟาง  ก็เลยรีบสั่งราเม็งหนึ่งชามเสียงดัง

 

“ฉันแค่ล้อนายเล่นน่า  กลับไปทำราเม็งของนายได้แล้ว!”

 

พอเห็นว่าฉินฟางยังจับต้นชนปลายไม่ถูก  แถมดูเหมือนว่าจะไม่ได้ยินที่ลูกค้าสั่ง  ถังเฟยเฟยจึงรีบพูดสะกิดฉินฟางเบาๆ

 

“ไปแล้ว  ไปแล้ว...”

 

ถึงฉินฟางจะหายตื่นตระหนก  แต่ในใจของเขาก็คิดว่าผู้หญิงนี่ช่างเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนจริงๆ

 

อย่างไรก็ตามฉินฟางเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างมาคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้  ลูกค้ากำลังรอให้เขาทำบะหมี่อยู่  เพราะฉะนั้นเขาจึงรีบกลับไปที่ร้านและเริ่มทำเส้นบะหมี่เสียงดัง *ปั๊บ ปั๊บ ปั๊บ*  ด้วยความเร็วในการเคลื่อนไหวของมือฉินฟาง  ทำให้เส้นบะหมี่ที่คนอื่นใช้เวลา 30 วินาทีในการทำนั้น  สำหรับฉินฟางในตอนนี้แล้วใช้เวลาเพียง 20 วินาที  และบะหมี่หนึ่งจับก็พร้อมที่จะปรุงลงในหม้อ

 

ไม่นานหลังจากนั้นราเม็งร้อนหนึ่งชามที่ทำเสร็จใหม่ๆ ก็พร้อมเสิร์ฟ  ขณะที่เขากำลังจะนำราเม็งไปเสิร์ฟด้วยตัวเอง  ก็เห็นเรือนร่างขาวสะอาดยกราเม็งชามนั้นไปก่อนเขาและตรงไปเสิร์ฟให้กับลูกค้า

 

“คุณลูกค้าคะ  นี่ราเม็งของคุณค่ะ”

 

ถังเฟยเฟยกล่าวอย่างมีมารยาทกับชายร่างอ้วน

 

“โอ้  โอเค  วางลงตรงนั้นเลย”

 

ชายร่างอ้วนเห็นได้ชัดว่ายุ่งมาก  เพราะในตอนนี้เขาก็ยังคุยโทรศัพท์อยู่และไม่ได้เหลือบมองถังเฟยเฟยเลย  ทำเพียงพยักหน้ารับตามปกติเท่านั้น  จากนั้นเขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาหนึ่งคู่และเริ่มทำการกินราเม็ง  ในขณะเดียวกันก็ยังหนีบโทรศัพท์ไว้ที่หูและคุยไปด้วย

 

*ซร๊วบ*

 

“เส้นบะหมี่นี้... ไม่เลวเลยนี่”

 

ขณะที่ชายร่างอ้วนกำลังกิน  ไม่สิ  กำลังสวาปามบะหมี่ของเขานั้น  ในคำแรกเขาไม่ได้ลิ้มรสอะไรเลยแต่เมื่อถึงคำที่สอง  เขาก็หยุดกินและย่นคิ้วจนทำให้ใบหน้าอวบอ้วนนั้นดูเหมือนขุ่นเคือง  ตอนที่ฉากดังกล่าวปรากฏขึ้นหัวใจของฉินฟางกับถังเฟยเฟยก็อดไม่ได้ที่จะบีบแน่น  กลัวว่าราเม็งชามนั้นจะไม่ถูกปากลูกค้า  โชคยังดีที่ประโยคที่ออกจากปากของชายร่งอ้วนเป็นคำชมเชย  และเมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วพวกฉินฟางก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

 

อย่างไรก็ตามชายร่างอ้วนคนนั้นดูเหมือนจะยุ่งมากจริงๆ  ตลอดเวลาขณะที่เขากำลังกินอยู่นั้นก็ยังคุยโทรศัพท์ไปด้วย  หลังจากกินเข้าไปเต็มปากอีกสองสามคำบะหมี่ทั้งหมดก็ลงไปอยู่ในกระเพาะ  แต่ตอนที่เขากำลังจ่ายค่าอาหารก็พูดออกมาเป็นพิเศษว่า  “เจ้าหนุ่ม  บะหมี่ของนายไม่เลวเลย”

 

“พวกเราทำได้!”

 

นี่คือลูกค้ารายแรกของพวกเขาและหลังจากที่ได้รับเงิน  ถังเฟยเฟยก็กระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น  ถ้าเธอจำไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องน่าอายที่ฉินฟางกุมมือเธอไว้เมื่อวานนี้  เป็นไปได้ว่าเธออาจจะกอดฉินฟางไปแล้ว

 

“หืมม?  มีร้านบะหมีแผงลอยตั้งอยู่ที่นั่น  ดูเหมือนว่าเพิ่งจะมาใหม่ซะด้วย  ต้องลองไปชิมดูซะหน่อยแล้ว  ถ้ารสชาติใช้ได้จะได้ไปกินต่ออีกวันหลัง...”

 

ในเวลานั้นผู้คนบางส่วนที่ออกมาจากตลาดทางด้านประตูทิศใต้กำลังมองหาอะไรกิน  ก็เกิดเห็นร้านขายบะหมีแผงลอยของฉินฟาง  พวกเขาจึงตรงเข้ามาและสั่งราเม็งกันคนละชาม

 

“อืม  เส้นบะหมี่พวกนี้ทำมาได้ดีมาก  ยืดหยุ่นกำลังดี...”

 

“รสชาติก็ไม่เลวด้วย...”

 

“เจ้าของร้าน  ราเม็งที่คุณขายรสชาติไม่เลวเลย  วันหลังพวกเราจะมาอุดหนุนที่นี่บ่อยๆ...”

 

ด้วยเหตุนี้ฉินฟางกับถังเฟยเฟยจึงถือได้ว่ามีการตั้งรกรากของพวกเขาอยู่ด้านนอกของตลาดทางด้านทิศใต้แล้ว  ในร้านแผงลอยขายบะหมี่   ฉินฟางรับหน้าที่ทำเส้นบะหมี่ขณะที่ถังเฟยเฟยรับผิดชอบเรื่องการเสิร์ฟ  เก็บและชามจานชามทั้งหลาย  ร้านที่มีลูกค้าเพียงหนึ่งถึงสองในตอนแรกก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้น  ทำให้ฉินฟางกับถังเฟยเฟยทำงานหัวหมุนจนแทบจะไม่มีเวลาพัก  มีเพียงบางช่วงหลังจากเวลาทานอาหารในชั่วโมงเร่งด่วนที่พวกฉินฟางมีเวลาได้พักหายใจ

 

ขนาดนี่เป็นแค่วันแรก  แถมร้านขายบะหมี่เล็กๆ ของพวกเขายังไม่เป็นที่รู้จัก  และลูกค้าที่เข้ามาซื้อนั้นก็เพราะบังเอิญเดินผ่านร้านและอยากที่จะลองชิม  ลูกค้าส่วนใหญ่พูดว่ารสชาตินั้นไม่เลว  ขณะที่บางส่วนก็บอกว่ายังต้องปรับปรุงเล็กน้อย  อย่างไรก็ตามฉินฟางก็ไม่มีวิธีการที่จะจัดการปัญหานั้นเป็นการชั่วคราว

 

ยิ่งไปกว่านั้นค่าประสบการณ์ทักษะ [การทำบะหมี่] ของฉินฟางก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน  ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ 20% ของขั้นเริ่มต้น  ถ้าเขายังคงทำธุรกิจนี้ต่อไป  การเพิ่มความสามารถของทักษะนี้เห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก

 

เมื่อพวกเขากำลังที่จะหยุดพัก  ฉินฟางที่ยังไม่หมดแรงก็ออกไปซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ มาให้ถังเฟยเฟย  ทั้งสองนั่งอยู่ข้างร้านและเริ่มผ่อนคลาย  จากนั้นถังเฟยเฟยก็พูดขึ้นมาอย่างมีความสุขว่า

 

“การค้ากำลังไปได้ดีมาก...  ถ้าเป็นต่อไปอย่างนี้แล้ว  ในไม่ช้านายก็น่าจะหาเงินได้มากพอสำหรับค่าเล่าเรียน”

 

สถานการณ์ของฉินฟางนั้นถังเฟยเฟยรู้ดี  และยังรู้เรื่องที่เขาไปทำงานที่โรงผลิตเพื่อหาเงินให้ได้มากพอสำหรับค่าเล่าเรียนจนหมดเรี่ยวแรงโดยละเอียด  เธอรู้กระทั่งว่าในท้ายที่สุดแล้วเขาถูกไล่ออกและหมดสติอยู่บนถนน  ถ้าเขาไม่ถูกช่วยเหลือไว้โดยบังเอิญ  มันก็อาจจะมีโอกาสเป็นอย่างมากที่จะไม่มีใครรู้ว่าเขาเสียชีวิตอยู่ที่นั่น

 

ยอดขายในตอนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ  บ่ายนี้บ่ายเดียวพวกเขาก็ขายราเม็งได้อย่างน้อย 100 ชาม  ถึงแม้ว่ากำไรของแต่ละชามจะได้เพียง 2 หยวน  แต่นั่นแสดงว่าพวกเขาก็ทำเงินได้อย่างน้อย 200 หยวนเช่นกัน  ซึ่งนี่นับเฉพาะยอดขายของบ่ายนี้เท่านั้น  ถ้าพวกเขาขายต่อไปถึงตอนกลางคืนก็น่าจะสามารถทำเงินได้ถึง 400 หยวน

 

เหลือเวลาประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียน  ถ้าเขาสามารถหาเงินได้มากขนาดนี้ทุกวัน  ฉินฟางก็น่าจะสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนของเขาได้จริงๆ

 

“อืม  ถ้าเธอหักค่าใช้จ่ายแล้ว  พวกเราหาเงินได้อย่างน้อย 200 หยวนในช่วงบ่ายนี้”

 

ฉินฟางนับเงินที่เขาหามาได้  ซึ่งหลังจากแยกเงินออกเป็นสองกองแล้ว  เขาก็นำเงินกองหนึ่งไปวางไว้ตรงหน้าถังเฟยเฟย  และเงินอีกกองหนึ่งซึ่งมีราวๆ หนึ่งร้อยหยวนเป็นส่วนที่เขาเก็บไว้ให้ตัวเอง

 

 

................................

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด