ตอนที่แล้วบทที่ 1 ความคลุ้มคลั่งก่อนวันสิ้นโลก
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 3 ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว

บทที่ 2 การทรยศก่อนวันสิ้นโลก


บทที่ 2

การทรยศก่อนวันสิ้นโลก

เฉินเทียนเซิงเดินออกจากบริษัท สูดอากาศสดชื่นเต็มปอดก่อนวันสิ้นโลก เพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันเงียบสงบก่อนปรากฏหายนะ

ชีวิตก่อนหน้า วันที่ 12 กันยายน เวลา 19 นาฬิกา ฝนตกหนักจนทำให้โลกแปรเปลี่ยน ผู้รอดชีวิตเรียกวันดังกล่าวว่าวันหายนะ เป็นจุดตัดระหว่างโลกใหม่และโลกเก่า

เฉินเทียนเซิงไม่เคยนึกคิด วันหนึ่งตนเองจะได้เกิดใหม่ภายใต้หายนะที่ใกล้เกิดขึ้น มันคือโอกาสที่พระเจ้าประทานให้

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้ผ่านพ้นวันสิ้นโลกที่ใกล้มาก็แล้วกัน”

ขณะที่สัญญาณเตือนภัยดังอยู่ไม่ไกล เฉินเทียนเซิงหายลับไปในฝูงชน

นับถอยหลังสู่วันสิ้นโลกในอีก 10:49:50 ชั่วโมง ปัจจุบันเป็นเวลา 8 นาฬิกา 11 นาที

ตามความทรงจำและประสบการณ์ที่สรุปได้ในวันสุดท้าย สิ่งแรกที่เฉินเทียนเซิงต้องทำคือไปธนาคารและถอนเงินออมทั้งหมดที่มี

3,721หยวน นี้ไม่ใช่จำนวนเงินมากมาย แต่ก็มากพอให้ใช้รับวิกฤตแห่งหายนะในระยะแรก

เมื่อไปยังห้างสรรพสินค้า ในช่วงเวลาวันสิ้นโลก สิ่งแรกคือการเอาชีวิตรอด เสื้อแจ็คเก็ตปีนเขากันน้ำเป็นตัวเลือกที่หนึ่ง เป้ปีนเขาและสิ่งของตั้งแคมป์เป็นสิ่งไม่อาจขาดได้

แม้กระทั่งหน้ากากและแว่นตาป้องกันแก๊สพิษก็ซื้อเอาไว้ด้วย

มันมีไว้เพื่อป้องกันไวรัสในอากาศ มีเพียงการป้องกันอย่างสมบูรณ์ จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ติดเชื้อขณะเดินทางในช่วงวันสิ้นโลก

ซื้อทั้งหมดนั้นจ่ายไปเกือบ 1,000 หยวน

ถัดไปคือการเลือกซื้ออาวุธที่เหมาะสม

จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ก็ต้องลับเครื่องมือให้คมเสียก่อน

ตลาดท้องที่ก่อนเกิดหายนะ คิดซื้ออาวุธปืนระยะไกลไม่อาจทำได้ ธนูและหน้าไม้ก็แพงเกินกว่าจะจ่ายไหว เงินที่เหลือติดตัวก็เพียง 2,000 หยวน ครึ่งหนึ่งต้องแบ่งเก็บไว้ใช้จ่าย

อาวุธที่สู้ประชิดสะดวกที่สุด คือขวานที่ใช้ในเหตุอัคคีเพลิง

ขณะที่ซื้อมันมา กลับได้พบปัญหาร้ายแรง สภาพปัจจุบันของเฉินเทียนเซิง ขวานมีน้ำหนักมากเกินไป อย่าได้พูดถึงการสับฟันใส่ซอมบี้ แค่แบกหาม ตัวเขาก็ไม่ไหว

ขณะกำลังครุ่นคิด เถ้าแก่จึงเอ่ยคำขึ้น

“ดูชุดของคุณสิ จะไปใช้ชีวิตในป่าเขาหรือ?”

“ครับ”

เถ้าแก่หยิบพลั่วทหารช่างออกมาพลางให้คำแนะนำ

“ของชิ้นนี้เหมาะสมมาก มันเป็นพลั่วอเนกประสงค์แบบพับได้ พกพาสะดวก ใช้เป็นขวานและค้อนได้ มีฟังก์ชันมากมาย คู่ควรที่สุดแก่การเดินป่า”

ดวงตาของเฉินเทียนเบิกกว้างเมื่อเห็นพลั่วอเนกประสงค์ชิ้นนี้

“ซื้อ!”

ต่อไปคือการกักตุนเสบียง

แต่เมื่อเฉินเทียนเซิงก้าวออกจากห้างสรรพสินค้า เขาก็บังเอิญเห็นร้านขายโล่ของแท้จากสหรัฐอเมริกาที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ จนเกิดความสนใจขึ้น

ก่อนวันสิ้นโลก โล่อเมริกาเป็นเพียงของประดับตกแต่ง มีเพียงนักสะสมที่สนใจ แต่ภายหลัง จากประสบการณ์ช่ำชองตลอดสิบปี การเผชิญหน้ากองศพเท่าภูเขาและทะเลนองเลือด   โล่คือเกราะคุ้มกาย ขวานคืออาวุธประหาร ประสิทธิภาพดีเยี่ยม ความปลอดภัยหายห่วง

ใจไม่คิดลังเล จึงตรงเข้าไปซื้อโล่อเมริกา

เมื่อจับจ่ายใช้สอยเสร็จ เฉินเทียนเซิงมีเงินติดตัวเพียงแค่ 1,000 เศษ

ขั้นตอนต่อไปคือหาพื้นที่ปักหลักและใช้เงินที่ทั้งหมดเหลือซื้ออาหารและน้ำ

จากตัวเลือกสถานที่แล้ว มันไม่ควรใกล้ตัวเมือง จำนวนผู้คนสัญจรไม่มากเกินไป และเป็นที่กำบังที่ดี

คิดอย่างนี้แล้วก็ตบศีรษะของตนเข้าให้

“เรานี่โง่หรืออย่างไร ลืมบ้านเช่าไปเฉยเลย ยังมีบ้านอยู่นี่”

ก่อนวันสิ้นโลก เขาทำงานล่วงเวลาและติดแหง็กอยู่ในบริษัท เมื่อวันสิ้นโลกปรากฏ ระยะทางหนึ่งร้อยเมตรมากพอให้เข้าใกล้ความตาย อีกทั้งเขตพัฒนายังอยู่ไกลจากบริษัทเป็นกิโล

เมื่อคิดเช่นนี้เฉินเทียนเซิงนึกถึงบุคคลหนึ่ง ก่อนเกิดภัยพิบัติเขาเคยมีแฟนสาว

จะตำหนิเฉินเทียนเซิงมากไปก็ไม่ได้ เขาพลันเกิดใหม่ ความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนจางหายไปนานแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคบกันเพียงสามเดือน เฉินเทียนเซิงทำงานล่วงเวลาทุกวัน เวลาให้กันแทบไม่มี เป็นเวลาสิบปีที่เมินเฉยต่อแฟนสาว อีกทั้งความทรงจำที่เลือนราง เขาหลงลืมเธอไปนานเสียแล้ว

“ไม่เป็นไร กลับบ้านก่อนดีกว่า”

เฉินเทียนเซิงขึ้นรถไฟใต้ดินที่มีผู้คนแน่นหนาและมาถึงเขตพัฒนาในอีกสองชั่วโมงต่อมา เขาเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นล่างเป็นอันดับแรก เงินสดทั้งหมดที่เหลือวางไว้บนโต๊ะ

“น้ำแร่ อาหารกระป๋อง ไส้กรอก แฮม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป...”

เสบียงมูลค่าหนึ่งพันหยวนไม่ใช่ว่าน้อย หลังจาก          การปะทุของวันสิ้นโลก ของเหล่านี้คือสิ่งจำเป็น เป็นสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้นมา

เพื่อความอยู่รอด ของกินสามารถแลกเปลี่ยนได้มากมาย รวมถึงบ่อนทำลายมนุษยชาติ

เมื่อผลักรถเข็นสินค้า กล่องต่างขนาดกองอยู่หน้าประตูบ้าน

ห้อง 303 เพิ่งเช่าได้ไม่ถึงครึ่งปี ช่างเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่คุ้นเคยและไม่ในเวลาเดียวกัน

ประตูเปิดออก ถือกล่องเข้าไปในบ้าน เสียงที่ไม่คุ้นหูพลันปรากฏ

อาการสับสนบังเกิด หางตามองไปที่ห้องนอน ด้วยความฉงนใจจึงเปิดประตูห้องนอนเข้าไป

บนเตียงในห้องนอน มีคู่ชายหญิง ท่าทางลุกลี้ลุกลน ผู้หญิงหน้าซีด เธอนำผ้านวมคลุมร่างกาย ส่วนฝ่ายชายรีบสวมเสื้อสวมกางเกง

ฉากที่ชวนอับอายกระแทกเข้าหน้า มีกลิ่นอายของบรรยากาศที่สุดจะพรรณนา

“เจ้าของตึก! หลิวเหล่ย?”

ใบหน้าของเฉินเทียนเซิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่อาจบอกได้ว่าโกรธหรือเศร้า

“ฟังคำอธิบายของฉัน”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนปกปิดร่างกาย อธิบายพร้อมใบหน้าเขินอาย

เจ้าของตึกหลิวเหล่ยไม่ใส่ใจ กล่าววาจาฉีกหน้าโดยตรง

“จะมีอะไรให้อธิบายอีก กลัวที่ไหนละ บอกตามตรงว่าผมกับเชี่ยนเชี่ยนคบกันมาเกือบสองเดือนแล้ว ทุก ๆ วันคุณแทบจะไม่กลับบ้าน ไม่แปลกเลยที่เรา...”

เฉินเทียนเซิงไม่แยแสแต่อย่างใด

“พูดจบก็ใส่เสื้อผ้าและออกไปได้แล้ว”

ความเฉยเมยและสุขุมเยือกเย็นทำให้หม่าเชี่ยนเชี่ยนและหลิวเหล่ยค่อนข้างสับสน

เขากำลังสื่ออะไร?

“เฉินเทียนเซิง หยุดก่อน!”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนรู้สึกละอายใจและโกรธเกรี้ยว เป็นความผิดของเธอผิดที่มีชู้ แต่มันก็มากเกินไปที่จะกระทำต่อเธอเสมือนอากาศ

หม่าเชี่ยนเชี่ยนเป็นสาวชนบทที่ทำงานในเมือง ไม่เคยเรียนในสถาบันศึกษา ไม่เคยเห็นโลกภายนอก หลังจากที่เธอรู้จักกับเฉินเทียนเซิงเป็นครั้งแรกก็ขัดขืนใจอยู่ด้วยกันเพื่อเอาชีวิตรอด

แต่หลังจากเปิดโลกทัศน์มาเป็นเวลานาน เรียนรู้          การแต่งหน้า เมื่อทาแป้งบนใบหน้าจึงรู้สึกว่าสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนแรกเธอชื่นชมเฉินเทียนเซิงจึงเข้าเรียนสถานศึกษา แต่ตอนนี้เริ่มรังเกียจเสมือนผีน่าสมเพช

“เฉินเทียนเซิง อธิบายให้ชัดเจน คุณคิดยังไงกันแน่?”

“คุณทำงานล่วงเวลาทุกวัน และฉันต้องอยู่คนเดียวทุกคืน ตอนที่เราอยู่ด้วยกันคุณเคยพูดอะไรบ้าง สงสารฉันบ้างไหม?”

เมื่อคนกระทำผิด พวกเขามักหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองเสมอ คิดว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำ

หม่าเชี่ยนเชี่ยนกำลังอยู่ในอารมณ์เช่นนั้น เธอรู้สึกว่าถูกกระทำอย่างแสนสาหัส ระบายความขุ่นเคืองในใจทั้งหมดใส่     เฉินเทียนเซิงราวกับว่าผู้กระทำผิดคืออีกฝ่าย

“บอกหน่อยสิ ทำไมคุณถึงไม่สนใจฉัน?”

เฉินเทียนเซิงจะมีเวลาพูดคุยกับพวกเขาสองคนได้อย่างไร ขณะนี้ เขากำลังถือกล่องทีละกล่องเข้าไปในครัว

หลิวเหล่ยสวมเสื้อผ้า จุดบุหรี่ สายตาเย่อหยิ่งมอง        เฉินเทียนเซิงที่กำลังยุ่ง

“หยุดก่อน ท่าทีนั่นคืออะไร”

หลิวเหล่ยเตะกล่องพลางกล่าววาจาถากถาง

“มาดูกันว่าคุณมีดีอะไรบ้าง เรื่องบนเตียงคุณก็ไม่เลว หน้าตาก็ดี รู้ตัวก็ไสหัวออกไปได้แล้ว มือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำ!”

เฉินเทียนเซิงมองเข็มนาฬิกา หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนหันหน้ามองหลิวเหล่ย

“ผมไม่สนใจเรื่องนี้ คุณสองคนออกไป ผมจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

เฉินเทียนเซิงรู้สึกเพียงแค่นี้ อย่างหนึ่งเพราะเขาไม่รักหม่าเชี่ยนเชี่ยนแล้ว และอีกอย่างเพราะในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ศีลธรรมไม่ใช่สิ่งพึงมี ตัวเขาไม่มองอะไรเหล่านี้ในสายตา

ต้นไม้อยากเงียบสงัดแต่ลมไม่หยุดพัด

เฉินเทียนเซิงไม่ได้กล่าวอะไร หลิวเหล่ยยังไม่พอใจ

“คุณจะให้ใครออกไป นี่มันบ้านของผม ถ้าคุณอยากออกก็ออกไปเอง!”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด