ตอนที่แล้วตอนที่ 298 เข้าเมืองหมื่นอสูร
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 300 เสนอตัวฮู่เตียน (ฟรี)

ตอนที่ 299 ข้อเสนอจากราชา


ฮู่เตียนได้มารอที่ประตูเมืองชั้นในก่อนแล้วในเวลานี้

เธอมองไปที่ทหารยามขณะฮัมเพลงและออกคำสั่ง

“เปิดประตู”

“ครับ”

ทหารยามรีบทำตามคำสั่งและเปิดประตูเข้าเขตเมืองชั้นในทันที

บรู๊ว!

หมาป่าจันทราพุ่งตรงผ่านเข้าไปในเขตชั้นในโดยไม่หยุดแม้แต่นิดเดียว

และมาชะลอตัวอีกครั้งเมื่อเข้าสู่พื้นที่ถนนหลักหน้าวังราชาหมื่นอสูร

ขบวนรถม้าของมู่เหลียงหยุดลงที่หน้าวัง

เว่ยหยูหลันกับป๋าฟูลงมาจากรถม้าและยืนข้างประตูรถด้วยท่าทางสุภาพ

มู่เหลียงเปิดประตูรถม้าและเดินออกมาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยพร้อมกับช่วยพยุงหยู่ฉินหลานลงมาจากรถม้าด้วย

“ท่านเจ้าเมือง….เชิญด้านใน”

ฮู่เตียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใช้หางปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะผายมือบอกทางเข้าวังและเดินนำทางมู่เหลียง

“อื้ม”

มู่เหลียงยิ้มให้เล็กน้อย และก้าวเดินไปตามทางที่ฮู่เตียนบอก

หยู่ฉินหลานเดินตามไปไม่ห่างด้วยท่วงท่าราวกับนางพญา

เว่ยหยูหลัยกับป๋าฟูก้มหัวลงเล็กน้อยและเดินตามมู่เหลียงไปพร้อมกับกล่องอาหารขนาดใหญ่ในมือ

ฮู่เตียนเม้มปากเล็กน้อยก่อนที่จะบิดตัวกลับมา

“ทางนี้ ท่านเจ้าเมือง”

ฮู่เตียนเดินนำเข้าห้องไปพร้อมกับขนหางฟูฟ่องของเธอ เข้าไปในห้องจัดเลี้ยงของวัง

ในห้องจัดเลี้ยงราชาหมื่นอสูรเอ้าเก๋อนั่งอยู่แล้วในที่นั่งหลัก และมองตรงมาที่มู่เหลียง ก่อนที่จะหลับตาลง

ที่นั่งถัดจากเขาคือเฟิงชิงหลางกับหยางเซียง

ฮู่เตียนหันไปด้านข้างและเริ่มแนะนำ

“ท่านราชา ท่านผู้นี้คือมู่เหลียง เจ้าเมืองเต่าทมิฬเจ้าค่ะ”

จากนั้นเธอก็มองไปทางมู่เหลียง และมองไปทางราชาหมื่นอสูร

“ท่านมู่เหลียง นั้นคือราชาหมื่นอสูร ราชาเอ้าเก๋อ”

“ท่านมู่เหลียง เชิญนั่งก่อน”

เอ้าเก๋อพูดด้วยเสียงที่แหบและแห้ง

เวลานี้เอ้าเก๋อระมัดระวังอย่างมาก เขาไม่สามารถมองผ่านรัศมีพลังของมู่เหลียงได้ หมายความว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬคนนี้่แข็งแกร่งกว่าเขา

“ตกลง”

มู่เหลียงยิ้มเล็กน้อย

ป๋าฟูนำกล่องอาหารขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนที่จะดึงเก้าอี้ให้มู่เหลียงนั่ง

ส่วนเว่ยหยูหลันเป็นคนดูแลหยู่ฉินหลาน

โต๊ะอาหารเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเนื้อสัตว์อสูรหลายชนิดที่มู่เหลียงไม่รู้จักวางอยู่ บางจานก็ใส่เลือดเอาไว้ และหนึ่งในจานพวกนี้เป็นของเหลวสีดำซึ่งดูไม่น่าจะกินได้เลยด้วยซ้ำ

มุมปากของมู่เหลียงกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจนำอาหารมาเอง

ก่อนที่มู่เหลียงจะมองไปที่เอ้าเก๋อ ชายคนนี้เป็นมนุษย์กลายพันธ์ หรือสัตว์อสูรร้ายที่กลายร่างมากันแน่?

มู่เหลียงได้แต่คาดเดาอยู่ภายในใจเกี่ยวกับราชาหมื่นอสูร

ฮู่เตียนนั่งอยู่ด้านขวาของโต๊ะเป็นจุดที่ใกล้มู่เหลียงมากที่สุด

“ตามสบาย งั้นเรามากินเลี้ยงกันเถอะ”

เอ้าเก๋อพูดด้วยน้ำเสียงแข็งๆ

เขายื่นมือออกไปคว้าเนื้อชิ้นใหญ่ด้วยมือเปล่าก่อนที่จะกัดกินอย่างเพลิดเพลิน

“....”

สิ่งนี้ทำให้มู่เหลียงรู้สึกหมดความอยากอาหารไปทันที

“น้องหลัน น้องฟู”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ

“ค่ะ”

ป๋าฟูกับเว่ยหยูหลันขานรับพร้อมกัน

ก่อนที่จะเปิดกล่องอาหาร และเอาจานที่มีของกินดูน่าอร่อยออกมา

มีทั้งเนื้อและผัก อย่างซาลาเปา ผัดกะหล่ำปลี ซุปมันเทศ ผัดเถามันเทศ และโจ๊กข้าวสาลี

เมื่อกล่องอาหารถูกเปิดออกกลิ่นหอมของอาหารก็กระจายฟุ้งไปทั่วห้อง

เอ้าเก๋อถึงกับหยุดเคี้ยว และสูดดมกลิ่นอย่างสนใจ และรู้สึกว่ารสเนื้อในปากนั้นเริ่มจืดขึ้นมา

อึ่ก

หยางเซียงแอบกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอไป แต่เขาก็กินเนื้อย่างในมือต่อ แต่ถึงอย่างงั้นความอยากอาหารของเขาก็ได้หายไปด้วย

ตัวของฮู่เตียนเองก็ทำจมูกฟุตฟิต แต่ก็ไม่เอื้อมมือไปหยิบอาหารตรงหน้า

สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศจากความเรียบง่ายไปสู่ความหรูหรานั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะเปลี่ยนกลับไปนั้นเป็นไปแทบจะไม่ได้

ผู้ที่เคยได้ลิ้มรสชาติอาหารของเมืองเต่าทมิฬไปแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาก็แทบจะกลับไปกินอาหารแบบเดิมอีกไม่ได้แล้ว

“โปรดอย่าได้เกรงใจ”

หยู่ฉินหลานยิ้มอย่างสง่างาม และแสดงถึงความมีน้ำใจ

“...ไม่ดีกว่า”

เอ้าเก๋อพยายามเคี้ยวเนื้อต่อและกลืนลงไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่

สายตาของเฟิงชิงหลางนั้นเอาแต่จับจ้องไปที่ลูกซาลาเปา และนึกถึงรสชาติที่เคยกินตลอดเวลา

มู่เหลียงซดโจ๊กที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอม และทำให้รู้สึกอุ่นท้อง

“ลองซาลาเปาเนื้อดูไหม ในนี้ยังมีใส้ใหม่อีกด้วย”

หยู่ฉินหลานพูดเบาๆ

เธอหยิบซาลาเปาและป้อนให้มู่เหลียง

“....”

มู่เหลียงขยับมุมปากเล็กน้อย และรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย

เพราะเมื่อมองหยู่ฉินหลาน ก็เห็นว่าเธอกำลังยิ้มให้อย่างจริงใจ

เขาเปิดปากและกัดเข้าไป เขารู้ได้ทันทีว่าใส้ของซาลาเปานั้นคือผัก ตัวใส้นั้นประกอบไปด้วยมันเทศกับกะหล่ำปลี ซึ่งมีรสชาติค่อนข้างดีเลย

“อร่อยไหม?”

หยู่ฉินหลานกระพริบตาถามอย่างขี้เล่น

“อืม”

มู่เหลียงยิ้มและพยักหน้า

“....”

ฮู่เตียนหรี่ตาลงและมองดูการกระทำของทั้งสอง

“ท่านมู่เหลียง ท่านพอใจกับข้อตกลงแลกเปลี่ยนระหว่างเราหรือไม่?”

อยู่ๆ เอ้าเก๋อก็ถามขึ้น

“การแลกเปลี่ยนครั้งนี้เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ถือว่าเป็นเรื่องดี”

มู่เหลียงตอบอย่างใจเย็น

แววตาของเอ้าเก๋อเป็นประกาย หลังจากนั้นก็เงียบไปเล้กน้อย เขาก็พูดออกมา

“นั้นก็ดีแล้ว”

และถามต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ

“ได้ยินมาจากฮู่เตียนกับคนอื่นๆ บอกว่าไข่อสูรจิตอัสนีของเราที่ถูกขโมยไปอยู่ที่เมืองเต่าทมิฬ”

“เรื่องนี้จริงใช่ไหม?”

มู่เหลียงที่ได้ยินก็เลิกคิ้วและส่ายหัว

“ไม่มีไข่อสูรจิตอัสนีที่เมืองเต่าทมิฬ มีแต่อสูรจิตอัสนีขั้น 7 ที่เมืองเต่าทมิฬ”

คนเจ้าเล่ห์!

ฮู่เตียนหูกระตุกและได้ห้อยคำนี้ให้กับมู่เหลียง

ใบหน้าของเอ้าเก๋อมืดลง และมองมู่เหลียงอย่างเย็นชา

เขาพยายามสงบสติอารมณ์อยู่ภายในใจ

เอ้าเก๋อหลับตาลง และเมื่อลืมขึ้นมาอีกครั้งแววตาของเขาก็ดูสงบลง

ก่อนที่จะถามด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลึกขึ้น

“ท่านมู่เหลียง เราต้องการทำข้อแลกเปลี่ยนกับท่าน”

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงดูสนใจ

“อสูรจิตอัสนี”

เอ้าเก๋อพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบ

“ท่านเอ้าเก๋อ สัตว์อสูรจิตอัสนีขั้น 7 เชียวนะ….ท่านน่าจะรู้ความหมายของมันดี”

มู่เหลียงพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับสายน้ำ

เอ้าเก๋อเงียบไป

อสูรอัสนีขั้น 7 ก็เทียบได้กับผู้มีพลังขั้น 7

นอกจากนี้ตัวอสูรจิตอัสนียังมีพลังพิเศษอีกหลายอย่างทั้งการใช้สายฟ้าและควบคุมสายฟ้าได้ ไม่ต่างจากผู้ตื่นขั้น 7 เลยด้วยซ้ำ และเผลอๆ จะแข็งแกร่งกว่าด้วย

คงไม่มีใครโง่พอที่จะแลกให้ผู้มีพลังขั้น 7 กับคนอื่นง่ายๆ หากว่าคนนั้นไม่ได้โง่พอ

เอ้าเก๋อมองไปที่มู่เหลียง จากนั้นเขาก็มองไปที่หยู่ฉินหลานและสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ เขาเห็นว่าทุกคนข้ารับใช้มู่เหลียงทุกคนดูเคารพและยินดีทำให้ทุกอย่างจากใจจริง ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ

เขาสังเกตฮู่เตียนที่นั่งเงียบนิ่งอยู่นาน เธอเอาแต่กัดเล็บของเธอ และไม่แตะเนื้อย่างสักชิ้นเดียว

ฮู่เตียนสบตากับราชาหมื่นอสูร เธอลดมือลงและนั่งอยู่ในท่าที่เรียบร้อย

“ท่านมู่เหลียงเช่นนั้นหากเรามีการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันล่ะ”

เอ้าเก๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงแห้ง

“แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม?”

มู่เหลียงฟังอย่างประหลาดใจ

เป็นไปได้ไหมว่าเขาจะมีสัตว์อสูรขั้น 7 ตัวอื่นไว้ในครอบครอง

“ใช่แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม”

เอ้าเก๋อพยักหน้าจริงจัง

มู่เหลียงเอนหลังตรง และวางตะเกียบแก้วลง

เขาคิดอยู่เล็กน้อย และพยักหน้าอย่างสนใจ

“ลองบอกสิ่งแลกเปลี่ยนของท่าน”

แววตาของเอ้าเก๋อดูลึกล้ำขึ้น ก่อนที่จะมองไปทางฮู่เตียนอีกครั้ง

แววตาของฮู่เตียนถึงกับหรี่ลง และเธอรู้สึกได้ถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้น

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด