ตอนที่แล้วนักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 116
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปนักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 118

นักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 117


ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

บทที่ 117

ห้องโถงของคฤหาสน์ซีกฮาร์ท

สายตาอันเยือกเย็นของเกล็นมองตรงไปที่ริมเมอร์ซึ่งยืนแยู่ด้านหน้า

"แกมาทำไมอีกล่ะ?”

"พ-พรืด!"

อยู่ๆ ริมเมอร์ที่ยืนมองเกล็นน์อย่างเงียบๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นเขาก็แกล้งทำเป็นปิดปากแต่ที่จริงแล้วมันเป็นการแสดง คนที่เห็นใบหน้าทะเล้นของเขาจะต้องอยากทุบตีเขาแน่นอน

"แก..."

“ก่อนอื่นฉันคงต้องขอโทษ”

"พูดเรื่องอะไร?"

“ฉันเข้าใจผิดเรื่องท่านหัวหน้าตระกูล”

"ฮะ?"

“ฉันไม่คิดว่านายจะแอบออกคำสั่งกับสายลับเงาแบบนั้น เป็นความรักต่อหลานชายที่วิเศษมาก”

สายลับเงา เป็นหน่วยข่าวกรองที่ดีที่สุดที่อยู่ใต้บังคับบัญชาผู้นำตระกูลโดยตรง ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ที่พิเศษมากๆ เท่านั้น

"แกรู้ได้ไง..."

เสียงของเกล็นสั่นเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดได้ยากจริงๆ

"หึๆ ฉันอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว แน่นอนว่าฉันต้องมีแหล่งข้อมูลของตัวเอง”

ริมเมอร์ยักไหล่แต่เห็นได้ชัดว่าใครเป็นคนบอกข้อมูล

“เฮ้อ… โรเอ็น...”

เกล็นถอนหายใจและมองไปที่โรเอ็นซึ่งยืนอยู่ทางด้านซ้ายของเขา โรเอ็นโบกมือเป็นท่าทางที่บ่งบอกว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เขาก็ไม่สามารถซ่อนมุมริมฝีปากของเขาที่ยกขึ้นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวได้

“สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ? ราอยเอาความคิดที่จะหาเงินจากบ่อนพนันเพื่อเอาไปประมูลของที่อยากได้มาจากไหนกันนะ? เขาเรียนมาจากใครล่ะเนี่ย?”

ชัดเจนแล้วว่าเขาเรียนรู้มาจากใคร เป็นเอลฟ์ผมแดงที่พูดพล่ามต่อหน้าเกล็นนี่เอง

“แล้วเขาก็ขโมยของกลับมาแถมยังเยาะเย้ยเจ้าหญิงบัลการ์เพื่อแก้แค้นที่แพ้การประมูล เขาสุดยอดจริงๆ”

ริมเมอร์หัวเราะและบอกว่าเพราะเขาเลี้ยงลูกศิษย์ได้ดีมาก

“เรายังไม่แน่ใจว่าเขาขโมยจริงหรือเปล่า”

"ฮิๆ สายลับเงายังมั่นใจตั้ง 90% มันก็ชัดเจนแล้วนี่นา”

"เรื่องนี้ก็รู้ด้วยเหรอ?”

เกล็นขมวดคิ้ว ดูเหมือนโรเอ็นจะบอกริมเมอร์จนหมดเปลือก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสนิทกันมากแล้วหลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงหลังมานี้

“แม้แต่สายลับเงาก็ยังไม่รู้ว่าราอนขโมยผีเสื้อสีดำไปได้ยังไง เป็นเด็กที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ”

“นี่แกมีความสุขกับการที่ลูกศิษย์เป็นขโมยเหรอ?”

“แต่เจ้าหญิงบัลการ์หาเรื่องเขาก่อน! ซีกฮาร์ทไม่ใช่ตระกูลที่ยอมจำนนกับใครหน้าไหนอยู่แล้วเพราะงั้นการแก้แค้นของราอนนั้นยุติธรรมสุดๆ”

“นั่นก็จริง”

เกล็นพยักหน้าเห็นด้วย เขาจะโกรธมากถ้าราอนยอมอดทนกับการหาเรื่องของเธอ

“เขาไม่ได้ทำผิดกฎการสอบด้วยนะเพราะเขาไม่ได้เป็นคนเปิดเผยตัวตนด้วยตัวเอง นอกเหนือจากความสามารถที่โดดเด่นของเขาก็คงเป็นความโชคดีนี่แหละ”

ริมเมอร์ปรบมือแล้วพูดว่า "นั่นแหละลูกศิษย์ของฉัน!"

"อะแฮ่ม แน่นอนว่าเขาโชคดีเหมือนกัน”

เกล็นพยักหน้า หน้าตาของเขาดูแปลกๆ เพราะพยายามกลั้นยิ้ม

“เรื่องที่เขาได้รับกริชที่ถูกสิงของคูเบรัดและช่วยเจ้าชายคนที่สามของโอเว่นเป็นเรื่องที่น่าทึ่งเช่นกัน ถ้าเราทำการค้ากับโอเว่นครั้งต่อไปเราคงจะได้กำไรมากขึ้น”

“ที่จริงแล้วราอนก็ค่อนข้างพิเศษอยู่ตลอด ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะ ตอนที่เขาเห็นฉันครั้งแรกเขาก็ไม่ร้องไห้เลยและพอฉันตรวจสอบร่างกายของเขาโดยใช้ออร่าเขาก็ยิ้มให้… แฮ่ม!”

เมื่อสังเกตเห็นว่าริมเมอร์กำลังยิ้มเกล็นก็หยุดพูดและบังคับมุมริมฝีปากที่ยกขึ้นให้กลับลงไป

"เสียดายจัง ฉันเกือบจะได้เห็นยิ้มของนายอีกครั้งแล้วเชียว”

"เงียบซะ"

“อ้อ! เขาดูมีความกระตือรือร้นมากกว่าตอนที่เขาอยู่ที่นี่มาก ฉันจะตั้งตารอฟังเรื่องของเขาอีกนะ”

“โทษที แต่นั่นจะไม่เกิดขึ้น ฉันเรียกสายลับเงากลับมาแล้ว”

"หา? ทำไมล่ะ?”

“ฉันส่งสายลับเงาไปทำหน้าที่ป้องกันราอนจากคนของคารุนกับบัลเดอร์เท่านั้น แต่ในเมื่อราอนไปถึงปราสาทฮาบุนอย่างปลอดภัยแล้วแล้วก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

เกล็นหลับตาและวางคางบนมือราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจอะไร

“อ๋า เพราะงั้นนายก็เลยขอให้ปราสาทฮาบุนรายงานแทนสินะ”

ริมเมอร์พยักหน้าราวกับว่าเขารู้ทุกอย่างแล้ว

"โรเอ็น!”

“ร-เรื่องนี้ผมไม่ได้บอกนะครับ!”

โรเอ็นส่ายหน้าอย่างแรง

"คิๆ! มันก็แน่อยู่แล้วนี่ หัวหน้าตระกูลรักหลานชายมากขนาดนั้นแล้วจะทำยังไงได้? ก็ต้องติดต่อคนดูแลปราสาทฮาบุนเพื่อขอให้เขารายงานเรื่องของหลายชายในทุกสองสัปดาห์อยู่แล้ว”

“…”

เกล็นแอบกัดริมฝีปาก

'มันรู้จักฉันดีเกินไป'

อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันมานาน ริมเมอร์จึงรู้และเดาทุกอย่างเกี่ยวกับเขาได้

“อื้มๆ ฉันก็ชอบราอนเหมือนกัน แต่ฉันคงต้องยอมแพ้เขาในเรื่องนี้ ฉันต้องยอมรับความจริงว่าความรักที่ปู่มีต่อหลานชายนั้นหาที่เปรียบมิได้ สุดยอดจริงๆ”

“……”

“เพราะงั้นนายก็ควรหยุดปากไม่ตรงกับใจได้แล้ว! พอเขากลับมาก็เรียกเขามาที่นี่แล้วก็บอกไปว่า 'หลานชายที่รักของตาทำได้ดีมากเลย ตาดีใจมากที่ได้ยินข่าวดีจากหลาน มาให้ตาคนนี้กอดหลานหน่อย' มันจะทำให้นายมีความสุข ทำให้ฉันมีความสุข และยังทำให้ซิลเวียมีความสุข ทุกคนจะได้อยู่อย่างมีความสุขตลอดไป… อั้ก!”

บรรยากาศในห้องโถงเย็นยะเยือกขึ้นมา

“เอ่อ ฉันลืมไปว่าฉันมีนัด ฉันต้องไปแ...”

เขากำลังจะเผ่นออกทางประตูแต่เท้าของเขาก็ลอยขึ้นจากพื้นก่อน ออร่าของเกล็นยกเขาขึ้นมาบนอากาศ

"ท-ท่านผู้นำตระกูล? อย่าล้อเล่นกันแบบนี้ส-…”

"เฮ้อออ"

เกล็นถอนหายใจออกแรงๆ แล้วลุกขึ้นยืน เขากระดิกนิ้วจากนั้นริมเมอร์ก็ถูกดึงเข้าหาเขา

“คราวที่แล้วฉันคงสั่งสอนแกไม่มากพอ”

ดวงตาสีแดงของเขาเรืองแสงอย่างน่ากลัว

“คราวนี้ฉันจะทำให้แกจำได้แบบไม่ลืมเลย”

"อ้ากกกก!”

* * *

ราอนเดินออกจากปราสาทฮาบุนตามราดินไป เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

เขามองเห็นภูเขาซึ่งดูเหมือนภาพวาดสีขาวภายใต้ท้องฟ้าสีเงินที่อยู่ห่างไกลออกไป

'นั่นคือภูเขาสตาลิน'

ภูเขาที่สูงจนเสียดฟ้าคือภูเขาสตาลิน ลือกันว่าฝูงมอนสเตอร์มากมายปรากฏออกมาจากที่นั่น

'แล้วก็…'

เขามองไปทางขวา ทะเลสีดำอันบิดเบี้ยว ทะเลเหนือที่มีคลื่นยักษ์ซัดขึ้นมาเหมือนกำแพงสูงแบบไม่มีที่สิ้นสุด

“สวยใช่ไหม?”

"ใช่ครับ"

อย่างที่ราดินพูด มันเป็นภาพธรรมชาติที่งดงามมาก หัวใจของเขาเต้นแรงและอยากจะดูมันต่อไป

“เดี๋ยวเธอก็เบื่อ ไม่สิ เธอจะอยากทำลายมันให้ราบเลยด้วยซ้ำ ตามมาทางนี้”

เขายิ้มแล้วนำทางไป แทนที่จะเข้าใกล้ทะเลเหนือเขากลับเดินไปที่ภูเขาสตาลิน

“ระวังตัวไว้ด้วย อาจจะมีอะไรโผล่มาก็ได้”

“ฮือ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองตัวสั่นเพราะหนาวหรือกลัวกันแน่ มันดูอันตรายทุกที่เลย…”

ดอเรียนตัวสั่นและเดินตัวติดหนึบกับราอน ดอเรียนเกาะเขาแน่นมากจนเขาเริ่มอึดอัด

“ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเลย”

"จ-จริงเหรอครับ?”

"ใช่"

"ฮ้า โล่งไปที”

แขนของโดเรียนหยุดสั่น ดูเหมือนว่าเขาจะเชื่อใจราอนมากกว่าใครๆ

"เฮ้ เด็กใหม่! มาตรงนี้!”

ราดินตะโกนเรียกพวกเขา ราอนกับดอเรียนก็วิ่งไป

"คิดว่านี่คืออะไร?”

ราดินชี้ไปที่รอยเท้าขนาดใหญ่ มันเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ที่ยาวพอๆ กับแขนของคน

“เอ๋! นี่มันโทรลล์ไม่ใช่เหรอครับ? มันใหญ่มากเลย!”

ดอเรียนกลืนน้ำลายขณะมองดูรอยเท้า

"แล้วเธอล่ะ?”

ราดินมองไปที่ราอน

“ไม่ใช่โทรลล์แน่นอนครับ”

ราอนมองรอยเท้าด้วยสายตาที่ไม่แยแส

'ไม่มีทางที่มันจะเป็นโทรลล์'

รอยเท้าของโทรลล์นั้นใหญ่และลึกกว่านี้ และรอยเท้านี่ก็ไม่ได้มาจากมอนสเตอร์สองขาแต่เป็นมอนสเตอร์สี่ขา

'มอนสเตอร์หรือไม่ก็สัตว์สี่ขาที่อยู่แถวๆ นี้น่าจะเป็น...'

เขาทบทวนเนื้อหาในหนังสือที่จูเดียลมอบให้เขาและลองคิดว่ารอยเท้านั้นเป็นอะไรบ้าง

"แพะภูเขาคาริ”

“หือ?”

"เอ๋!”

“ธ-เธอบอกว่าอะไรนะ...”

ราดินกับหน่วยสอดแนมหันกลับมามองราอนด้วยดวงตาเบิกกว้าง ดวงตาของพวกเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสน

"ผมบอกว่ามันเป็นแพะภูเขาคาริ แพะภูเขาสีดำที่มีฝ่าเท้าใหญ่และมีสามเขา ใช่ไหมล่ะครับ?”

“เอ่อ…”

พวกเขาไม่คิดว่าราอนจะตอบได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก หน่วยสอดแนมจึงไม่สามารถซ่อนความประหลาดใจของพวกเขาได้

“ถ้างั้นเธอบอกได้ไหมว่ารอยเท้านี้เกิดขึ้นตอนไหน?”

ราดินกลืนน้ำลายและชี้ไปที่รอยเท้าอีกครั้ง

"สักครู่นะครับ”

ราอนคุกเข่าลงตรวจสอบรอยเท้า เมื่อตรวจสอบปริมาณหิมะที่กำลังตกและหิมะในบริเวณรอบๆ แล้วก็ทำให้เขาสามารถรู้เวลาคร่าวๆ ได้

“ถ้าดูจากรอยเท้าน่าจะยังไม่ถึงสิบสองชั่วโมงนะครับ ถ้าเราเดินไปทางทิศตะวันตกเราจะตามมันทัน”

"เอ่อ...อืม..."

“โห!”

หน่วยสอดแนมอ้าปากค้างและราดินก็หัวเราะจางๆ

"เธอเป็นทหารรับจ้างใช่ไหม?”

"ครับ"

“ฉันไม่รู้ว่าใครสอนเธอแต่พวกเขาต้องเป็นอาจารย์ที่เก่งมากแน่ๆ”

ราดินบอกว่าอยากทดสอบพวกเขาอีกหน่อยแล้วก็พาเดินไปรอบๆ ภูเขา พวกเขาเคลื่อนไหวกันค่อนข้างเร็ว

“ช-ช้าลงหน่อยดีไหมครับ?”

"ไม่เป็นไรหรอกน่า เมื่อสามวันก่อนผู้บัญชาการมาจัดการมอนสเตอร์แถวนี้ทั้งหมดแล้ว”

แม้จะบอกว่ามอนสเตอร์ส่วนใหญ่ตายไปแล้ว แต่ดวงตาของหน่วยสอดแนมก็ยังคงดูกระสับกระส่าย

“มีตรงนี้อันหนึ่ง”

ราดินหยุดอยู่หน้าต้นไม้ที่มีหิมะปกคลุมเต็มไปหมด เขาชี้ไปที่รอยเล็บตรงกลางลำต้นแล้วหันกลับมา

"พวกเธอคิดว่านี่คือตัวอะไร?”

"ท-โทรลล์! เป็นโทรลล์แน่ๆ!”

สมองของดอเรียนทำงานไม่ถูกต้อง เขาเอาแต่ย้ำว่ามันเป็นโทรลล์ด้วยสายตาเหม่อลอย

“รอยเล็บของแบร์วูฟครับ”

ราอนรีบตอบ

“หือ?”

“ท-ทำไมเธอคิดอย่างนั้นล่ะ?”

“แบร์วูฟมักจะทำร่องรอยในอาณาเขตของมันด้วยการข่วนก้อนหินหรือต้นไม้ด้วยกรงเล็บที่หนาและแข็งแรง แต่ว่า..”

ราอนส่ายหัวและมองไปที่รอยเล็บบนต้นไม้

“ผมคิดว่าตัวนี้คงตายไปแล้วนะครับ”

“ธ -เธอรู้ได้ยังไง?”

“พวกมันจะทำรอยซ้ำเดิมเป็นระยะๆ แต่นี่เป็นรอยเก่าแล้วแปลว่ามันคงตายไปแล้ว”

ราดินและหน่วยสอดแนมต่างเงียบไป พวกเขามองราอนด้วยสายตาประหลาดใจ

“ก็บอกว่าจะทดสอบความสามารถในการสอดแนมของผมไม่ใช่เหรอครับ?”

ราอนยิ้มกว้างและผายมือออกไป

"จะทดสอบอีกเท่าไหร่ก็ได้นะครับ”

* * *

* * *

อึก

ราดินกลืนน้ำลายลงคอแห้งผากแล้วมองดูแผ่นหลังของราอน

'เด็กคนนี้เป็นใครกัน?'

ผู้ที่เข้าร่วมหน่วยสอดแนมของปราสาทฮาบุนจะต้องผ่านการรับน้องก่อน

แม้ว่ามันจะเป็นการรับน้องแต่มันก็ไม่ได้หมายถึงการต่อยหรือการตะคอกแบบโหดร้าย

การรับน้องของหน่วยสอดแนมเป็นเพียงการให้คำแนะนำปนข่มขู่เล็กน้อยโดยการสอนเด็กใหม่ว่าสถานที่แห่งนี้อันตรายแค่ไหนและความรู้ที่พวกเขาเรียนรู้มาจากหนังสือนั้นไร้ค่าเพียงใดเมื่อเข้าสู่การต่อสู้จริง

'มันได้ผลมาตลอด'

ไม่ใช่แค่ทหารรับจ้างเท่านั้นแต่ยังรวมถึงอัศวินและนักดาบด้วย เด็กใหม่ทุกคนมักจะหมดท่าหลังเจอการรับน้องเข้าไป

'แต่ว่า...'

ราดินกัดริมฝีปากของเขาอย่างอดทนและมองไปที่ราอนที่กำลังตอบคำถามเกี่ยวกับร่องรอยของมอนสเตอร์

'เขาแตกต่าง’

คำถามเกี่ยวกับมอนสเตอร์ ทิศทางที่มันมุ่งหน้าไป สถานที่ วันที่ และแม้แต่เวลาที่การต่อสู้เกิดขึ้น เขาตอบคำถามถูกทั้งหมด

เขารู้สึกเหมือนกับราอนเป็นคนที่เติบโตมาในปราสาทฮาบุนอย่างไรอย่างนั้น

'แม้แต่คนที่อยู่ที่นี่มาห้าปีก็ยังไม่รู้ว่าร่องรอยแบบนี้เกิดขึ้นตอนไหน…'

แม้ว่าเขาจะเป็นทหารรับจ้างแต่เขาก็ยังเด็กอยู่เลย ไม่รู้ว่าเขาเติบโตมาแบบไหนถึงได้มีประสบการณ์มากมายขนาดนี้

'แล้วเขาก็ดูผ่อนคลายมาก'

ไม่ว่าเขาจะมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากเพียงใด แต่นี่เขากำลังอยู่ที่ปราสาทฮาบุนซึ่งถูกเรียกว่านรกทางเหนือ

ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้ถึงข่าวที่แม้แต่ทหารผ่านศึกก็ยังต้องหนีจากสถานที่แห่งนี้ แต่ดวงตาของราอนกลับสงบนิ่งเกินไป

คนที่มีสายตาแบบนั้นมีสองแบบ

ไม่บ้ามากก็มั่นใจเกินไป

"เด็กใหม่”

ราดินก้าวไปข้างหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“คิดว่านี่คืออะไร?”

เขาชี้ไปที่รูเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น ซึ่งมันดูเหมือนเป็นรูที่เจาะด้วยสว่าน

'ไม่มีทางที่เขาจะรู้'

คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเป็นรูที่เกิดจากธรรมชาติ แต่มันไม่ใช่ มันเป็นรอยเล็บของสิงโตหิมะที่มีกรงเล็บคล้ายกริช

แม้แต่คนที่อยู่ที่ปราสาทฮาบุนมานานก็ยังสับสน ดังนั้นจึงไม่มีทางที่มือใหม่จะรู้เรื่องนี้

“รอยเล็บของสิงโตหิมะครับ”

และราอนก็ตอบถูกราวกับกำลังเยาะเย้ยให้ความคิดของเขา

“ฮ-เฮ้ย! เธอแน่ใจนะ? มันอาจเป็นแค่รูจากแรงลม...”

"ผมมั่นใจ”

ราอนพยายามเอานิ้วล้วงเข้าไปในรูแล้วส่ายหัว

“ถ้ามันเป็นรูจากลมภายในก็จะเป็นทรงกลม แต่เล็บของสิงโตหิมะจะมีปลายแหลมคม มันไม่เหมือนกัน”

“อ่า…”

“ดูจากรอยนี้แล้วมันคงอยู่ที่นี่เมื่อหนึ่งวันก่อนแล้วมันก็มุ่งไปทางทิศเหนือ”

ราดินแสดงสีหน้างุนงง

มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องและก็เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

'เด็กนี่ถูกฝึกมาจากที่ไหนกัน?’

* * *

ราอนหลับตาและเปิดการรับรู้ของตัวเอง เขาเรียกใช้ญาณแห่งบุปผาหิมะเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ

หลังจากที่เขาตอบคำถามเกี่ยวกับสิงโตหิมะได้แล้ว ราดินก็พึมพำว่า'เธออยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ'และทิ้งเขาไว้ตามลำพังเพื่อลากดอเรียนไปอีกมุมหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ดอเรียนจึงถูกหน่วยสอดแนมลากไปรอบๆ และเกือบจะร้องไห้ออกมา เขามองราอนอย่างน่าสงสารและพยายามขอความช่วยเหลือแต่ราอนก็เมินเฉยต่อเขา

วืด!

กริชแห่งเรควีเอ็มบอกเขาว่ามันจะช่วยสำรวจด้านหลังและทิศตะวันตกเอง ด้วยเหตุนี้ราอนจึงมุ่งความสนใจไปที่ด้านหน้าและทิศตะวันออกเท่านั้น

'ช่วยได้เยอะเลย ขอบใจนะ'

วืด!

กริชแห่งเรควีเอ็มบอกว่าไม่เป็นไร

อะแฮ่ม!

ราธซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับกลิ่นเย็นสดชื่นของทุ่งหิมะกระแอมในลำคอและหันมาหาเขา

นั่นไม่ใช่วิธีการสอดแนมที่ถูกต้อง

'ฮะ?’

วิธีใช้ออร่าการรับรู้ของเจ้าก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน

มันโพล่งออกมาโดยมองไปที่ราอนและกริชแห่งเรควีเอ็มที่กำลังสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆ

'ไม่เป็นไร ฉันแค่ต้องพยายามมากขึ้นหน่อย'

ราชาแห่งแก่นแท้เคยอาศัยอยู่ในสถานที่ที่เป็นจุดตัดของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและมหาสมุทรที่เย็นยะเยือกเช่นนี้ ยังมีวิธีที่ดีกว่าในการใช้ออร่าการรับรู้ในที่่แบบนี้

'อืม...'

ราอนเลียริมฝีปากและกริชแห่งเรควีเอ็มก็ดังก้องกังวานเพื่อบอกว่ามันจะพยายามหนักอีก

'กริชแห่งเรควีเอ็มบอกฉันว่ามันมีวิธีเหมือนกัน'

ฮ-แฮ่ม! ราชาแห่งแก่นแท้อยู่ในระดับที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตไร้ค่าเช่นนั้น! หากเจ้ายอมรับการสอนของราชาแห่งแก่นแท้เจ้าจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

เกล็ดน้ำแข็งสีน้ำเงินออกมาจากราธ เหมือนกับว่ามันกำลังขอร้องให้เขาตอบรับการสอนของมัน

'นี่มันเร็วกว่าที่คิดไว้'

ปลางับเหยื่อได้แค่สองวันแต่มันคงถึงเวลาที่จะดึงเบ็ดแล้ว

'ก็ได้ๆ ฉันลองหน่อยก็ได้'

ราอนมองกลับไปที่ราธอย่างเฉยเมย

นั่นเป็นตัวเลือกที่ดี! เมื่อเจ้าตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของข้าได้แล้วเจ้าก็จะไม่พอใจกับพลังสยดสยองของสิ่งมีชีวิตตัวนั้นอีกต่อไป!

ราธยิ้มและยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขา

มันเป็นปลาที่ตัวใหญ่มากจนน้ำกระเซ็นไปหมด

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด