ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 2 การต่อสู้ของเซียน

ตอนที่ 1 มีชีวิตเพื่อสิ่งใด


“ทุกผู้ทุกคนต้องการชีวิตนิรันดร์ แต่ถ้าหากเขาตายไม่ได้จริง ๆ เขาจะต้องเห็นทุกคนที่สนิทชิดเชื้อตากตกตามกันไป สุดท้ายแล้วจะไร้ซึ่งผู้ใดที่ห่วงใยและอยู่เพียงตัวคนเดียวกับความเดียวดาย…”

ชายหนุ่มชุดขาวอายุ 16 ปียืนอยู่ริมหน้าผาดอกชา สายลมเย็นจากหน้าผาพัดกระทบใบหน้าและสร้างเสียงกระทบกับชุดที่สวมใส่ เงาอันเปล่าเปลี่ยวนั้นไม่เข้ากันกับโลกใบนี้เอาเสียเลย

ยามย่ำค่ำอันงามงดด้วยสายลมและแสงสาดทอ ช่างน่าเสียดายที่มนุษย์มิอาจโบนบินบนกระบี่เพื่อมองทิวทิศน์อันงดงามของโลกได้ดั่งยอดเซียน ชายหนุ่มเดินไปอีกสองก้าวข้างหน้า หินแตกกลิ้งมาที่เท้าของเขาจมลงสู่ก้นบึ้งที่ไร้เสียงสะท้อนกลับ

เขาถอนหายใจ ลังเลที่จะก้าวไปให้ถึงก้าวสุดท้าย มิใช่ว่าเขาจะไม่กระโดดลงไปจากตรงนี้ เขาเพิ่งจะมีชีวิตรอดจากการจบชีวิตตนเองครานั้น แม้ว่าอวัยวะภายในจะแหลกสลายจากการกระโดดไปแล้ว เขากลับฟื้นคืนอย่างสมบูรณ์อย่างไร้เหตุผลในอีกเจ็ดวันให้หลัง เขาล้มเหลวในความตายนั้น

“เฉินเอ๋อ…”

ในตอนนั้น เสียงชายวัยกลางคนดังจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันไปมองและตระหนักว่ามีชายคนหนึ่งยืนอยู่ในศาลาตรงหน้าเขา

ชายวัยกลางคนนั้นมีจอนหูสีเทาท่าทางดูเหนื่อยล้า ราวกับว่าเขาหมดแรงทั้งกายและใจ ชายหนุ่มเดินไปหาเขาอย่างเชื่องช้าและถามด้วยเสียงแผ่วเบา

“ท่านพ่อ ไปอ้อนวอนพวกเขาอีกแล้วรึ…?”

ชายวัยกลางคนถอนหายใจพลางพูดด้วยเสียงอันขื่นขม

“เฉินเอ๋อ ข้าขอโทษ ข้าอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องเจ้า…”

เขาถอนหายใจอีกคราก่อนจะพูดต่อ

ชายหนุ่มหน้าซีด เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไร ท่านพ่อไม่ต้องห่วง…”

เขาไม่พูดอะไรต่อ ดวงอาทิตย์อัสดงทอดเงาทั้งสองให้ยาวเหยียดยิ่งขึ้นไปราวกับไร้จุดจบ

ชายหนุ่มผู้นี้มีนามว่าเสี่ยวเฉิน นายน้อยสี่แห่งตระกูลเสี่ยวเมืองเมฆา ทว่ายังมีอีกเสี้ยวความทรงจำในตัวเขาที่เป็นความทรงจำจากหลายพันปีก่อน

ในครานั้น มีพลังปราณมากมายบนโลกและทุกคนนั้นบ่มเพาะพลังได้และโบยบินบนกระบี่ เขาเป็นศิษย์นิกายครามพิสดารซึ่งนับว่าเป็นนิกายชั้นยอดที่สุดในการฝึกเซียน และยังเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของหลิงหยิน เซียนเหมี่ยวหยิน พรสวรรค์ของเขาไร้เทียมทานตั้งแต่ครั้งยังเด็ก ขณะที่ผู้บ่มเพาะพลังมากมายพยายามจะเข้าถึงขอบเขตตั้งแกน เขาได้ไปถึงขอบเขตที่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีวันเข้าถึงได้ในตลอดชีวิตนี้

ด้วยพรสวรรค์นั้น เขาควรจะไปถึงขอบเขตอันยิ่งใหญ่และมีชีวิตรอดในวิบัติเพื่อกลายเป็นเซียน หมางเมินแก่โชคชะตาและกลายเป็นราชาเซียนในดินแดนของเขา

ทว่าเหตุการณ์หนึ่งได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไป เขาถูกป้ายสี ผู้คนได้สมคบคิดกับอสูรและสังหารศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขา เขาถูกลงโทษและถูกทำลายดวงวิญญาณในที่สุด

ระหว่างการป้ายสีนั้น มีเพียงผู้เดียวที่กล้าเชื่อและปกป้องเขาต่อเสียงเสียดทานมหาชน นั่นคือหลิงหยินผู้เป็นอาจารย์ของเขา ในวันประหาร หลิงหยินผู้มีพลังไร้เทียมทานได้หลอกเหล่าเทพสูงสุดและแอบผนึกดวงวิญญาณของเขาไว้ในหยกสังสารวัฏซึ่งเป็นสมบัติวิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในครั้งโบราณกาล

เมื่อเขาตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาพบตัวเองขดตัวอยู่ในผ้าพร้อมกับร่ำไห้ เมื่อรู้ตัวว่าเวลาผ่านมาแล้วหลายพันปี เขาได้มองหาบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่มีและพงศาวดารเก่าแก่ กลับกลายเป็นว่าเขามิอาจหาร่องรอยของยุคสมัยนั้นของเขาได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างผันเปลี่ยน

ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เขียนถึงเรื่องราวในยุคสมัยนั้น ราวกับว่ามันได้ถูกลบล้างจางหายไปจนหมด เหล่าราชาเซียนและราชาอสูรที่อ้างตนว่าไม่มีวันตายพร้อมกับก่อสงครามสะเทือนแผ่นดินระหว่างกัน สิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานกันปากต่อปากเท่านั้น

เมื่อได้ผ่านวัฏสงสาร ชะตาของเขาถูกแบ่งไปสู่ผู้อื่น ผู้ที่โชคดีอาจเกิดในตระกูลราชวงศ์ ส่วนผู้ที่โชคร้ายอาจกลับกลายเป็นขอทานข้างถนน

ดังนั้นแล้วจึงไม่มีผู้ใดจินตนาการได้ว่าผู้มีพรสวรรค์ไร้เทียมทานในชาติที่แล้วอย่างเาจะไม่มีแม้แต่เส้นปราณเดียวในชีวิตนี้ นั่นหมายความว่าเขามิอาจสร้างกำลังภายในได้เสียด้วยซ้ำ ยังมิต้องกล่าวถึงการดูดซับพลังปราณจากฟ้าดิน เขานั้นเลวร้ายเสียยิ่งกว่าคนทั่วไป

“เฉินเอ๋อ เจ้าคิดจะทำอะไร?”

เสี่ยวยี่ฟานทำลายความเงียบด้วยเสียงเบา

“ข้า…”

เสี่ยวเฉินตื่นจากความทรงจำไร้สิ้นสุด แต่เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร

ตระกูลเสี่ยวนั้นเป็นตระกูลจอมยุทธมาหลายพันปี ทุกคนในตระกูลต่างฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้ได้ ถ้าหากคนในตระกูลคนใดเติบโตได้ไม่ถึงชั้นหนึ่งก่อนอายุ 16 ปี เขาจะถูกขับออกจากตระกูล นี่คือกฎของตระกูลที่มิอาจเปลี่ยนแปลง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น เสี่ยวเฉินใช้ชีวิตดั่งตัวตลกมีชีวิต แม้ว่าเขาจะเป็นนายน้อยตระกูลเสี่ยวก็ตามที แต่คนทำความสะอาดบางคนยังกล้าดูหมิ่นเขาต่อหน้าต่อตา

เสี่ยวยี่ฟานถอนหายใจ

“คนเฒ่าเหล่านั้นเป็นปู่ลูกพี่ลูกน้องเจ้า พวกเขาเป็นคนตัดสินใจในตระกูลนี้ ข้าทำได้แค่อ้อนวอนปู่เจ้าให้ไม่ส่งเจ้าไปในแดนเถื่อนนอกเก้าดินแดน”

เสี่ยวเฉินหันไปและไม่พูดอะไรแต่มองไปที่ตรงข้ามหน้าผา น้ำใสไหลลงหุบเขาจากทั้งสองหน้าผา ละอองน้ำพวยพุ่งขึ้นมาตลอดเวลา แสงอาทิตย์สาดสว่างท่ามกลางหมอกละอองสะท้อนเป็นรุ้งงดงามตระการตา

ดังนั้นแล้วสถานที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่าสะพานสายรุ้ง ว่ากันว่าเหล่าเซียนอาศัยบนสายรุ้ง แต่ปุถุชนคนธรรมดาจะทะยานไปสู่สายรุ้งก่อนจะกลายเป็นเซียนและโบยบินได้อย่างไร?

แม้จะเป็นยุคสมัยในชาติที่แล้วของเขา มันยากที่คนธรรมดาจะกลายเป็นเซียนได้ ไม่เพียงแต่จะต้องรับพลังปราณมหาศาลจากฟ้าดิน แต่ยังจำเป็นต้องมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมอีกด้วย แต่เขานั้นสูญเสียทั้งสองอย่างในชีวิตครานี้

“ทุกคนบนโลกต่างอยากเป็นเซียน แต่มีน้อยคนนักที่ทำได้ เช่นเดียวกับสะพานสายรุ้งแห่งนี้ ที่ข้าทำได้เพียงแค่ยืนมอง…”

เสี่ยวเฉินถอนหายใจ พร้อมจะหันกลับและเดินจากไป

ทันทีที่เขาย่างก้าว สายฟ้าฟาดสะเทือนผืนดินดังจากด้านหลังสะเทือนศาลาสายรุ้ง พวกเขาทั้งสองตกใจ นี่เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม สายฟ้าในช่วงเวลานี้ไม่ควรดังลั่นเช่นนี้

เสี่ยวเฉินหันไปมองและเห็นแสงสว่างจ้าจากทิศตะวันตก แสงสีขาวสูงไปแสนศอกแทบจะบดบังดวงอาทิตย์ทั้งดวง

แสงสีครามส่องสว่างใบขอบนภาและเมฆาม้วนตาม เสี่ยวยี่ฟานพึมพำ

“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดอากาศถึงได้ประหลาดนัก?”

พวกเขาเป็นแสงสีท้องทะท้อนมาจากขอบนภาเมื่อสายฟ้าอัสนีพิโรธ สองลำแสงสีครามและขาวแล่นผ่านเมฆาที่เคลื่อนคล้อยนั้น แสงทั้งสองแยกจากกันและปะทะกันเป็นระยะ แต่ละครั้งที่ปะทะกันนั้นราวกับจะสะบั้นฟ้าดินให้แยกจากกัน

เสี่ยวเฉินตกตะลึง นี่ไม่ใช่อากาศประหลาด ถ้าเขาคิดถูก นี่คือผู้บ่มเพาะพลังสองคนที่ต่อสู้กันอยู่บนท้องฟ้า!

แต่จะเป็นไปได้อย่างไร? เขาไม่รู้สึกถึงพลังปราณจากฟ้าดินเลย ถ้าหากพลังปราณไม่มีอยู่แล้วบนโลกใบนี้ พวกเขาทั้งคู่จะบ่มเพาะจนถึงขอบเขตที่บินได้หรือ?! หรือว่าพลังปราณยังคงมีอยู่บนโลกนี้?

สองลำแสงเคลื่อนไหวมาสู่เรือนระกูลเสี่ยวที่มีภูเขานับไม่ถ้วน แสงสว่างจ้าและสายฟ้าคำรามสั่นสะเทือนทั้งภูเขาและเหล่าคนตระกูลเสี่ยวที่กำลังฝึกเคล็ดวิชาอยู่บนภูเขา

เสี่ยวเฉินได้สติในที่สุด ในชาติที่แล้ว เขาได้เห็นการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วนระหว่างเซียนกับอสูร ไม่มีผู้ใดที่นี่ที่รู้ซึ้งถึงพลังอันน่าหวาดกลัวในการต่อสู้ระหว่างผู้บ่มเพาะพลังได้ดีเท่ากับเขา ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกบดขยี้ได้โดยคลื่นกระแทกของพลังวิเศษ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธชั้นสิบยังต้องสลายในพริบตาไม่เหลือสิ่งใดในคลื่นกระแทกนั้น

“ท่านพ่อ! หนีไปจากที่นี่เร็ว!”

แต่มันสายไปแล้ว คลื่นกระแทกลูกหนึ่งได้แล่นผ่านพวกเขาเมื่อเสี่ยวเฉินกระโดดไปหาบิดา เขาได้ยินเสียงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จากด้านหลัง หน้าผาแตกสลายเป็นผุยผง ผาดอกชากลายเป็นเถ้าถ่าน

แม้ว่าเสี่ยวเฉินจะห่างจากแรงระเบิดเจ็ดสิบศอก โลหิตของเขาก็หมุนเวียนอย่างรวดเร็วและหัวใจนั้นเต้นอย่างบ้าคลั่ง เหล่าคนตระกูลเสี่ยวรีบมาดูและได้เห็นการต่อสู้ พวกเขาเห็นลำแสงทั้งสองปะทะกันอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับพลังทำลายอันน่ากลัว

บางคนกลัวจนหน้าซีด พวกเขาตัวสั่นล้มลงไปกองกับพื้น พวกเขาฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้มาตลอดชีวิตและไม่เคยเห็นภาพอันแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนเลย

คนหนุ่มสาวที่ฉลาดคิดอะไรบางอย่างได้ ในตอนนี้พวกเขาลืมไปแล้วว่าเคยดูถูกเหยียดหยามเสี่ยวเฉินและมองเขา

“เฮ้! เจ้าอมตะเฉิน! นี่คือการต่อสู้ของเซียนที่เจ้าพูดถึงรึ?”

ลำแสงทั้งสองใกล้กับพวกเขามากขึ้น แรงสั่นสะเทือนใหญ่โตยิ่งกว่า ยอดเขาถูกเฉือนอย่างคมกริบ เศษหินจำนวนมหาศาลกระเด็นลอยมาที่ศาลาสายรุ้ง

เหล่าผู้เฒ่านับสิบรีบวิ่งมาที่นี่และใช้กำลังภายในเพื่อป้องกันก้อนหินจำนวนมากพร้อมกับตะโกน

“หนีไป!”

เหล่าคนตระกูลเสี่ยวต่างหนีเอาชีวิตรอดยกเว้นพวกที่กล้าหาญ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนโชคร้ายที่โดนหินกระแทกใส่ พวกเขากระอักเลือดและกระเด็นลอยไปไกล

ในตอนนี้ คนสองคนได้ปรากฏตัวบนท้องฟ้า พวกเขายืนอยู่ตรงข้ามกันบนกระบี่เมื่อทะเลเมฆาเคลื่อนคล้อยไปมาอยู่เบื้องล่าง คนหนึ่งมีผมขาวและเครา เขาสวมชุดสีครามและถือพัด เขาดูราวกับเซียนอาวุโสที่ลงมาจากสวรรค์

ส่วนอีกคนนั้นสวมชุดขาวที่พริ้วไหวตามสายลมและถือกระบี่เซียนขาว นางลอยอยู่บนท้องนภาด้วยดวงตาคมกริบปานอัสนี นางดูราวกับเทพธิดาเก้าสวรรค์

คนตระกูลเสี่ยวอึ้ง ไม่น่าเชื่อว่ามีคนบนโลกนี้ที่บ่มเพาะจนกลายเป็นเซียนได้! เหล่าเซียนมีอยู่จริง! สำหรับพวกเขานั้น มีเพียงเซียนเท่านั้นที่โบยบินบนกระบี่และทำลายขุนเขาได้

แม้ว่าหลายคนจะได้ยินเรื่องเล่าเรื่องเซียนมาจากตำนานเล่าขานแล้ว พวกเขาในตอนนี้ได้แต่มองเซียนทั้งสองด้วยความนับถือ พวกเขาฝึกวิชายุทธมาตลอดชีวิต แม้ว่าพวกเขาจะฝึกฝนจนสมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาบินบนกระบี่ได้หรือ? พวกเขาจะป้องกันปราณกระบี่จากเซียนได้หรือ?

บางคนยังคงวิ่งมาที่ศาลาสายรุ้งเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เสี่ยวเฉินตะโกนใส่พวกเขา

“ถอยไป! ไปให้พ้นจากที่นี่!”

เสี่ยวยี่ฟานนั้นตัวแข็งทื่ออยู่แล้ว เขาพึมพำ

“เฉินเอ๋อ เกิดอะไรขึ้น?”

ในขณะนี้ เขาลืมตัวไปและนึกขึ้นได้ว่าเสี่ยวเฉินนั้นมักจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการกลายเป็นเซียน

สู่ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องนภาก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คนทั้งสองปะทะกันอีกและปล่อยแสงสีทองตระการตาออกมา ปราณกระบี่อันรุนแรงได้ผ่ายอดเขาไปห้าลูก ต้นไม้ใบหญ้าถูกถอนรากถอนโคนเป็นเถ้าถ่านในทันที

ด้วยระยะที่ใกล้ หลายคนโดนพัดปลิวด้วยสายลมรุนแรงจากการต่อสู้ พวกเขาทุกคนรู้แล้วว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าหากคนทั้งสองเข้าใกล้ตระกูลเสี่ยวมากกว่านี้ ตระกูลผู้ฝึกยุทธจากโบราณกาลหลายพันปีแห่งประวัติศาสตร์คงแตกสลายในพริบตา

ผู้เฒ่าชุดแดงดูหวาดกลัวและกลั้นใจตะโกนบนท้องนภา

“ท่านเซียน โปรดเวทนาและไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด อย่าสู้กันที่นี่เล…”

ก่อนที่เขาจะพูดจบ ปราณกระบี่ที่หลงเหลืออยู่ก็ได้พัดเขากระเด็นไป

ในสายตาของเหล่าเซียน มวลมนุษย์เป็นเพียงแค่มดปลวก สองเซียนบนท้องนภามิอาจได้ยินเสียงของเขาเลย

เสี่ยวยี่ฟานกลับมาตั้งสติได้ในที่สุด เขาดึงเสี่ยวเฉินให้ออกไปจากจุดอันตราย แต่เสี่ยวเฉินนั้นผละตัวออกจากเขา

“ท่านพ่อไปก่อนเถอะ”

เสี่ยวเฉินหันกลับไปมองบนท้องนภาด้วยดวงตากระตือรืนร้น กระบี่บินควบคุมพลังจากฟ้าดิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพลิงวิเศษของเซียนที่เขาเคยคุ้นเคย

เขาไม่ควรจะยุ่งกับเรื่องนี้ แต่เขาจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา! เหตุใดพวกเขาจึงใช้พลังและบ่มเพาะจนถึงขอบเขตที่บินได้ แต่เขาที่รู้จักวิชาบ่มเพาะที่ดีที่สุดกลับไม่รู้สึกถึงพลังปราณจากฟ้าดินเลย!

ในสายตาของมนุษย์เหล่านี้ สองคนบนท้องฟ้านั้นอาจเป็นเซียน แต่เขามั่นใจว่าคนทั้งสองเป็นเพียงแค่ขอบเขตตั้งแกนเท่านั้น ไม่ถึงขอบเขตก่อวิญญาณด้วยซ้ำไป

คิดได้เช่นนี้แล้ว เขาหายใจเข้าลึกและรีบวิ่งไปที่ยอดเขา

เสี่ยวยี่ฟานหน้าซีดด้วยความกลัว เขาตะโกน

“เฉินเอ๋อ กลับมานะ!”

เขาขยับฝีเท้าและใช้วิชาตัวเบาพยายามจะตามเสี่ยวเฉินให้ทัน แต่ทว่าคลื่นกระแทกปราณกระบี่ที่ไม่คาดคิดกลับขวางทางเขาเอาไว้

เสี่ยวเฉินหันกลับมาพูด

“ท่านพ่อกลับบ้านไปก่อน! ข้าจำเป็นต้องไป!”

“อย่านะ! เจ้าจะตายนะ!”

เสี่ยวยี่ฟานรู้ดีว่าลูกชายของเขาต้องการเป็นเซียน แต่พวกเขาที่เป็นเพียงมนุษย์จะทำได้อย่างไร?

เสี่ยวเฉินยิ้มและพูด

“ข้าไม่ตายหรอก!”

จากนั้นเขาจึงเร่งความเร็วขึ้นไปสู่ยอดเขา

เขาไม่รู้ว่าเขาจะตายหรือมีชีวิตรอด เขาเพียงแค่รู้ว่าจะไม่มีโอกาสอีกครั้งในชีวิตแล้วถ้าเขาพลาดโอกาสนี้ไป เขาไม่อยากจะถูกเนรเทศออกจากตระกูลหรือปล่อยให้พ่อของเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงาของใครอื่น

สิ่งที่เขาชิงชังที่สุดคือการใช้ชีวิตอย่างน่าอดสู!

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด