ตอนที่แล้วตอนที่ 40 : อยากได้สูตรซุปปลา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว

ตอนที่ 41 : ปลาหลีฮื้อตกมาจากฟ้า


ตอนที่ 41 : ปลาหลีฮื้อตกมาจากฟ้า

สวีจื้อหย่งต้อนวัวลากเกวียน ลากเด็กสองคนกับถังไม้สองถัง เกวียนวัวหยุดที่หัวสะพานเล็ก ๆ สวีฮุ่ยจึงบอกพ่อและพี่รองของตนว่าวันนี้จะมิจับปลาที่แม่น้ำในหมู่บ้านฉือหลิ่ง

“แล้วพวกเราจะไปจับปลาที่ใด ?” สวีจื้อหย่งเอ่ยถาม

“เส้นทางเข้าเมืองต้องผ่านแม่น้ำสายหนึ่งมิใช่หรือ ด้านนั้นยังมีป่าอีกด้วย สามารถหลบเลี่ยงสายตาของผู้อื่นในระหว่างที่จับปลาได้ !” สวีฮุ่ยคิดไว้หมดแล้ว

สวีเจี้ยนหลินจับมือน้องสาว ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น “น้องหญิง พวกเราจะพอจับปลาที่มีขนาดใหญ่เหมือนคราวก่อนได้หรือไม่ ?”

“พี่รอง แค่จับปลาได้ก็เพียงพอแล้ว คนเรามิควรคิดแต่จะอยากมีอยากได้ มิรู้จักพอ” สวีฮุ่ยมิอยากใช้ความสามารถพิเศษที่สามารถดึงดูดฝูงปลาได้โดยการไปจับปลาที่แม่น้ำทุกวัน เพราะนางอยากจะสร้างความมั่งคั่งด้วยความพยายามและสองมือของนางเอง

ถึงแม้บางครั้งอาจมีลาภหล่นลงจากฟ้า แต่ใครจะรับประกันได้ว่าจะมีลาภหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ !

สวีจื้อหย่งพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ ลูกสาวของเขาพูดถูกทุกประการ เพราะในอนาคตหากมิมีความสามารถพิเศษนี้แล้วก็ต้องอาศัยความสามารถของตนเองมาจับปลา เขามิอาจพาลูกสาวไปได้ทุกที่ เพราะถึงเยี่ยงไรความปลอดภัยของนางเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เกวียนวัวเคลื่อนที่ไปได้ประมาณครึ่งชั่วยามก็มาถึงชายป่า ทั้งสามผูกวัวไว้กับต้นไม้เรียบร้อยแล้วจึงพากันเดินถือถังไม้ไปยังริมแม่น้ำ

สวีฮุ่ยถอดรองเท้าของตนเองแล้วพันขากางเกงขึ้นมาเหนือเข่า สวีเจี้ยนหลินเห็นว่ารอบด้านมิมีใคร จึงถอดเสื้อและกางเกงของตนเอง แล้วกระโดดลงไปในน้ำ

หลังจากเลือกบริเวณที่น้ำไหลเบาได้แล้ว สวีฮุ่ยจึงเอามือจุ่มลงไปในน้ำแล้วแอบปล่อยน้ำแร่ใสจากในมิติลงไป 2-3 หยด ส่วนสวีจื้อหย่งได้เข้ามาเลือกจับปลาเฉพาะตัวที่หนักประมาณ 2 ชั่ง เพียงมินาน ในถังไม้ก็มีปลาถึงสิบกว่าตัวแล้ว

สวีจื้อหย่งถอนหายหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้เขามิมีความมั่นใจเอาเสียเลย เพราะถ้าหากจับปลามิได้ขึ้นมา เขาจะไปอธิบายกับพ่อบ้านเหวินได้เยี่ยงไร ! แต่ตอนนี้จำนวนปลาใกล้ได้ครบแล้ว เขาจึงรู้สึกโล่งใจมิน้อย

“ครบแล้ว ! เสี่ยวหลินจื่อสวมกางเกง พวกเราจะไปกันแล้ว !” สวีจื้อหย่งตรวจสอบปลาที่อยู่ในถังไม้ทั้งสองพบว่ามันมีทั้งหมด 20 ตัวพอดี มิขาดมิเกิน

เขาเพิ่งได้ลงน้ำ ยังเล่นมิสมใจอยากเลย ! สวีเจี้ยนหลินยอมขึ้นมาบนฝั่งอย่างเสียดาย ส่วนสวีฮุ่ยทำได้เพียงค่อย ๆ เดินไปทางด้านหลัง ตอนนี้พี่รองรู้จักอายแล้ว หากไปเห็นตอนเขาสวมกางเกงขึ้นมา ประเดี๋ยวเขาจะอายเอา

“เจ้านาย เจ้ารอข้าสักประเดี๋ยว ในแม่น้ำแห่งนี้มีสมบัติ !”

เมื่อได้ยินเสียงของเฮ่อจิ่น สวีฮุ่ยจึงหยุดฝีเท้า ในแม่น้ำจะมีสมบัติอะไรได้ หรือจะเป็นศิลาสมบัติเหมือนในนิยาย ? แต่บริเวณนี้อยู่ติดริมตลิ่งขนาดนี้ หากมีศิลาสมบัติจริงคงถูกคนอื่นเก็บไปนานแล้ว

“เจ้านาย เจ้าเดินไปในน้ำสัก 2-3 ก้าว ประเดี๋ยวสมบัติก็จะมาหาเจ้าเอง !”

สวีฮุ่ยจึงเดินกลับลงไปในน้ำ 2-3 ก้าว สวีจื้อหย่งตะโกนเรียกให้นางกลับขึ้นมาบนฝั่ง สวีฮุ่ยเพียงแค่พูดขึ้นว่า: “รอให้พี่รองสวมกางเกงเสร็จก่อน แล้วข้าจะขึ้นไป ท่านพ่อ ข้ามิลงไปลึกหรอก ข้าจะอยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยว !”

อย่างนี้เริ่มเกิดระลอกคลื่นบนผิวน้ำ จากคลื่นเล็ก ๆ ได้ก่อตัวกลายเป็นคลื่นใหญ่แล้ว !

“ฮุ่ยฮุ่ยรีบกลับมา มีลมพัดมาแล้ว !” สวีจื้อหย่งตะโกนอยู่บนฝั่ง

“รีบทำสมาธิเปิดมิติเร็วเข้า !” เฮ่อจิ่นพูดอย่างร้อนใจ

ทันใดนั้นก็มีลำแสงสีทองลำแสงหนึ่งพุ่งเข้าใส่สวีฮุ่ย ลำแสงสีทองนั้นสว่างจ้าจนนางมิอาจลืมตาขึ้นได้ จนกระทั่งนางลืมตาขึ้นมานั้น ก็พบว่าตรงหน้ามิมีสิ่งใดเลย

“เฮ่อจิ่น เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้น ?”

“มันเป็นเรื่องดีเชียวล่ะ ตอนนี้พ่อและพี่รองของเจ้าเดินมาแล้ว ไว้รอให้เจ้าเข้าไปในมิติก่อนค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ข้าจะมอบบางสิ่งให้เจ้าเอาไว้แก้ตัวก่อนแล้วกัน เปิดเสื้อของเจ้าสิ !”

สวีฮุ่ยเปิดเสื้อตามที่มันบอก ทันใดนั้นปลาหลีฮื้อสีแดงสองตัวก็กระโดดเข้ามาในเสื้อของนาง ซึ่งเป็นตอนที่สวีจื้อหย่งและสวีเจี้ยนหลินเดินมาถึงตัวนางพอดี

“ฮุ่ยฮุ่ย เมื่อครู่พ่อเห็นลำแสงสีทอง ลูกเห็นหรือไม่ ?” สวีจื้อหย่งถาม

“ข้ามิรู้เหมือนกันว่ามันคือแสงอะไร แสงสว่างจ้าจนข้าลืมตามิขึ้น พอข้าลืมตาได้อีกครั้งก็มิมีอะไรแล้ว มีก็แต่เจ้าปลาสองตัวนี้ที่กระโดดเข้ามาในอกของข้า !”

“แม่เจ้า ! นี่มัน……ปลาหลีฮื้อมิใช่หรือ ? น้องหญิง คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยบอกว่าหากใครพบเจอปลาหลีฮื้อ นั่นหมายความว่าจะพบเจอแต่ความโชคดี ! พวกมันกระโดดเข้ามาในอกของเจ้าเอง เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเจ้ากำลังจะโชคดีครั้งใหญ่แล้ว !” สวีเจี้ยนหลินลูบปลาหลีฮื้อสีแดงสองตัวนั้น เหตุใดเขาถึงมิโชคดีแบบนี้บ้าง !

“พวกเรารีบไปกันเถิด หลังจากเอาปลาไปส่งแล้วจะได้รีบกลับบ้าน !” สวีจื้อหย่งตะโกนเรียกลูก ๆ ทั้งสอง

“ท่านพ่อ เราเลี้ยงปลาสองตัวนี้ไว้เถิด กลับบ้านแล้วก็ให้ท่านย่า ท่านแม่และพี่ใหญ่ได้ลูบมัน พวกเขาจะได้อาศัยความโชคดีของน้องหญิงด้วย” นี่เป็นครั้งแรกที่สวีเจี้ยนหลินได้เห็นปลาหลีฮื้อสีแดง เขาจึงตัดใจขายมันมิลง

วันนี้พวกเขาเอาถังไม้มาแค่สองถังเท่านั้น ขนาดใส่ปลาลงไป 20 ตัวยังแน่นถังขนาดนี้! ถ้าหากต้องเอาถังไม้มาใบหนึ่งเพื่อใส่ปลาหลีฮื้อ แล้วเทปลาทั้งยี่สิบตัวใส่ลงในถังไม้ถังเดียวกัน เกิดไปถึงในเมืองแล้วปลาตายขึ้นมา แล้วทีนี้เขาจะขายได้เยี่ยงไร !

“มิเป็นไรท่านพ่อ เราเอาปลาสองตัวนี้ใส่ลงไปในถังก่อน พอใกล้ถึงจวนตระกูลเหวินค่อยจับปลาสองตัวนี้มาใส่ไว้ในเสื้อของข้า !” สวีฮุ่ยกล่าว

สามคนพ่อลูกจึงขึ้นไปนั่งบนเกวียน สวีฮุ่ยเอาปลาหลีฮื้อสีแดงทั้งสองตัวใส่ลงไปในถังไม้ แล้วหยดน้ำแร่ใสลงไปเล็กน้อย

ระหว่างเส้นทางดินที่คดเคี้ยว เกวียนวัวลำหนึ่งเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว สวีจื้อหย่งสะบัดแส้ตีขึ้นฟ้าอย่างเดียว เขามิกล้าสะบัดแส้ลงบนตัวแม่วัวแก่

เพราะการที่ครอบครัวชาวนาจะเลี้ยงวัวได้สักตัวนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย พวกเขายังคาดหวังให้พวกมันช่วยไถพรวนดิน ลากสิ่งของและช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิต ! จะทำใจตีมันลงได้เยี่ยงไร !

หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว สวีจื้อหย่งจึงไปตามทางที่พ่อบ้านเหวินบอก ระหว่างทางมีสอบถามชาวบ้านละแวกนั้นบ้างถึงได้มาถึงจวนตระกูลเหวิน

เมื่อเห็นป้ายชื่อจวนเหวินติดตระหง่านอยู่เช่นนั้น สองพี่น้องได้ช่วยกันจับปลาหลีฮื้อออกมา เกวียนวัวไปจอดอยู่ที่ด้านหลังประตู สวีจื้อหย่งจึงลงจากเกวียนมาคุยกับคนที่ยืนเฝ้าอยู่มุมประตู สวีฮุ่ยจึงกระซิบถามพี่รองว่ารู้หรือไม่ว่าที่ใดมีร้านขายเมล็ดพันธุ์บ้าง

“เจ้าจะซื้ออะไร ? เจ้ามีเงินหรือ ?”

“ข้ามี 10 อีแปะ ข้าอยากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว มันมีประโยชน์มากเลยนะ !”

สวีเจี้ยนหลินเกาหัว เขารู้เพียงว่ามีร้านขายเมล็ดพันธุ์ แต่มิรู้ว่ามีเมล็ดข้าวขายหรือไม่

“พวกเจ้าสองคนรีบแหวกทางเร็วเข้า ม้าของคุณชายมันพยศ ถ้าชนพวกเจ้าสองคน ข้ามิรับผิดชอบนะ !”

ม้าตัวเล็กกำลังวิ่งทะยานมาทางด้านนี้ ในขณะที่สวีเจี้ยนหลินกำลังจะจับมือน้องสาววิ่งหนี แต่จู่ ๆ ม้าตัวนั้นก็วิ่งตะบึงไปทางสวีฮุ่ย

“เฮ้ ! รีบหยุดม้าของเจ้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นผู้อื่นอาจถึงตายได้เชียวนะ เจ้ารู้หรือไม่ ?” สวีฮุ่ยยื่นมือไปผลักพี่รองออกไป ส่วนอีกมือก็ถลกกระโปรงขึ้น เมื่อเห็นว่าหน้าบ้านหลังนี้มีรูปปั้นสิงโตผู้พิทักษ์ที่ทำมาจากหินตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างประตู ซึ่งตรงกลางมีช่องพอให้นางเอาตัวลอดผ่านไปได้ สวีฮุ่ยจึงวิ่งไปที่ด้านหลังรูปปั้นสิงโตด้วยความเร็วสูงสุด

ม้าวิ่งมาหยุดอยู่ที่หน้ารูปปั้นสิงโต มันคุกเข่าลงไปด้านหน้า ดูทีท่าราวกับเหมือนจะอดทนมิไหว

มีเด็กชายอายุราวสิบขวบคนหนึ่งลงมาจากหลังม้า เขามีริมฝีปากแดงเรื่อ ฟันขาว หากจะให้บอกว่าเขามีข้อด้อยจุดไหนบ้าง ก็คงต้องบอกว่าเขามีรูปร่างอวบไปหน่อย กล่าวได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มรูปหล่อหุ่นอวบคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

“บนตัวเจ้าต้องมีบางสิ่งที่เจ้าเทาของข้าสนใจแน่นอน รีบออกมาให้ข้าดูเร็วเข้า !” เด็กชายคนนั้นกล่าว

ของที่ม้าเจ้าสนใจน่ะหรือ……มีกับผีน่ะสิ ! สวีฮุ่ยจึงโผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาจากด้านหลังรูปปั้น:“งั้นเจ้าดูม้าให้ข้าไหมล่ะ ? เกิดมันเป็นเช่นเมื่อครู่ขึ้นมา ข้าจะทำเยี่ยงไร ?”

เป็นเพราะตอนบ่ายมิได้ออกมาขายของที่ตลาด สวีฮุ่ยจึงไม่ได้แต่งกายเป็นเด็กผู้ชาย อีกทั้งรอยกระที่นางใช้ขี้เถ้าทาได้หลุดออกไปจนหมดตั้งแต่ตอนที่นางลงไปจับปลาแล้ว

เหวินจื้อหงคลายแส้ในมือ เขาเดินไปตรงหน้ารูปปั้นสิงโต แล้วกระดิกนิ้วเรียกหนูน้อยออกมา “เจ้าออกมาได้แล้ว !”

“ข้ามิออกไป เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะรับปากว่าจะดูแลม้าตัวนั้นของเจ้าให้ดี !” สวีฮุ่ยมิแยแส

“มิเคยมีใครกล้าเรียกร้องกับข้ามาก่อน เจ้าเป็นคนแรกเลยนะ !”

ข้าแค่รับประกันความปลอดภัยของตนเองก็ถือว่าเป็นการเรียกร้องอย่างนั้นรึ ! สวีฮุ่ยถลึงตาใส่เหวินจื้อหงอย่างมิยอม และเมื่อสายลมพัดผ่านมา ผมที่เคยปกคลุมหน้าสวีฮุ่ยได้ปลิวออก เผยให้เห็นดวงตากลมโตใสแป๋วของนาง

แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ทว่าดวงตางดงามคู่นั้นกลับหยั่งรากลึกลงในจิตใจของหนุ่มน้อยเหวินจื้อหงเข้าแล้ว !

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด