ตอนที่แล้วตอนที่ 39 : หาเงินเองได้เป็นครั้งแรก
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 41 : ปลาหลีฮื้อตกมาจากฟ้า

ตอนที่ 40 : อยากได้สูตรซุปปลา


ตอนที่ 40 : อยากได้สูตรซุปปลา

เมื่อรู้ว่าซุปปลาและแป้งทอดถูกขายหมดแล้ว สวีเจี้ยนหลินจึงเข้าไปจับแขนน้องสาวเขย่าด้วยความดีใจ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าน้องสาวของข้าเก่งที่สุด !”

“เสี่ยวหลินจื่อ เปิดประตูใหญ่เร็วเข้า เมื่อเกวียนเข้าไปในบ้านแล้วก็ช่วยพ่อเจ้าขนของลงจากรถ บ่ายนี้เรายังมีธุระต้องทำต่อ !” เติ้งอาเหลียนเร่งเร้าหลานชายมิให้ชักช้า

สวีฮุ่ยอยากช่วยย่าทำอาหาร แต่เติ้งอาเหลียนอยากให้นางพักผ่อน เพราะการขายซุปปลาและแป้งทอดเมื่อตอนสายทำให้หลานสาวของนางเหนื่อยมากพอแล้ว ยิ่งช่วงที่ลูกค้าเยอะที่สุดยิ่งมิมีเวลาแม้กระทั่งจะนั่งพักผ่อนหรือดื่มน้ำ ถึงเยี่ยงไรคนที่บ้านก็มิเลือกกิน แม้ฝีมือการทำอาหารของนางจะสู้หลานสาวมิได้ แต่ก็ยังพอไปวัดไปวาได้อยู่บ้าง !

ในตอนที่ทำอาหารกลางวัน โจวเสี่ยวเหมยกำลังเติมฟืนที่ใต้เตา ส่วนเติ้งอาเหลียนกำลังพูดคุยกับนางถึงเรื่องของสวีจื้อเกา

“หรือครั้งหน้าพวกเราจะไปขายที่ตลาดในมณฑลจู๋หยวน ถึงแม้จะไกลออกไปบ้าง แต่ก็มิเจอคนมาหาเรื่องแน่นอน !” เติ้งอาเหลียนมิอยากจะพูดคุยหรือคบค้าสมาคมกับคนจากบ้านใหญ่จริง ๆ

“ท่านแม่ พวกเรามิคุ้นชินกับผู้คนและท้องที่ในมณฑลจู๋หยวน หากอยากไปตั้งร้านขายอาหารที่นั่นคงมิใช่เรื่องง่ายเลย !” โจวเสี่ยวเหมยเองก็รำคาญสวีจื้อเกาเช่นเดียวกัน หากเขาเป็นนกตัวหนึ่ง ป่านนี้นางคงเอามีดฟันเขาแล้วนำไปตุ๋นกินเป็นอาหารไปแล้ว

สวีฮุ่ยเดินมาที่ด้านหน้าประตูครัวก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่พอดี “พวกเรามิใช่ทำเรื่องมิดีเสียหน่อย และก็มิเคยติดค้างเขามาก่อน เหตุใดถึงต้องหลบหน้าเขาด้วย หากครั้งหน้าเขายังกล้ามาก่อความวุ่นวายอีก เราแค่ไล่เขาไปก็จบเรื่องแล้ว

หากเขายังมิยอมไปอีก พวกเราก็จะไปที่ศาลาว่าการ เพราะถึงเยี่ยงไรท่านลุงใหญ่ก็ทำงานอยู่ในหยาเหมินมิใช่หรือ ? หากเขาเห็นน้องชายแท้ ๆ ของตนเองมาก่อความวุ่นวาย เขาจะต้องตำหนิติเตียนแน่นอน พวกเราใช้เหตุผลเข้าสู้ มิจำเป็นต้องกลัวเขา ! ”

คนบางคนรับมือยากกว่าคนที่ชอบตะคอกเอะอะจะฆ่าฟันเสียอีก คนพวกนี้มักจะมาปรากฏตัวต่อหน้าและทำเรื่องไร้ยางอาย อวดฉลาดกว่าตนจริง คนแบบนี้น่าปวดหัวที่สุดแล้ว

และผู้ที่ทำให้ตระกูลสวีปวดหัวอย่างสวีจื้อเกาได้กลับมาที่ร้านอาหารอันเงียบสงบของตระกูลด้วยความหงุดหงิด เดิมทีร้านอาหารของพวกเขามีพ่อครัวที่ฝีมือมิธรรมดาอยู่คนหนึ่ง แต่ในฐานะที่ฟู่เฉียวเยว่เป็นเถ้าแก่เนี้ย นางจึงคิดจะกดราคาค่าจ้างอีกฝ่ายให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

สุดท้ายพ่อครัวมิยอม นางจึงจงใจหาเรื่องเขาจนทำให้พ่อครัวโกรธจัดและหนีไปในที่สุด และเมื่อถึงคราวที่ตัวเองต้องทำอาหารเอง นางถึงได้รู้ว่าแต่เดิมการทำอาหารมิใช่งานเบาเลย เพราะการจะทำอาหารอร่อยสักหนึ่งเมนูนั้นจะต้องผ่านการเรียนรู้และการฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก

ตอนนี้หน้าที่ทำอาหารหลักจึงตกเป็นของจ้าวยวี่จือ ฝีมือการทำอาหารของนางดีกว่าฟู่เฉียวเยว่เล็กน้อย แต่เนื่องจากนางเป็นคนขี้งก อาหารที่ยกมาให้แขกจึงมีจำนวนน้อยลงไปถึงหนึ่งในสาม

สิ่งนี้ทำให้แขกที่เข้าร้านของนางลดลงอย่างต่อเนื่อง เดือนหน้าต้องจ่ายค่าเช่าห้องอีกแล้ว ต้องทำเยี่ยงไรถึงจะแก้ไขสถานการณ์ในยามนี้ได้กันหนอ?

“ผักที่ข้าให้เจ้าไปซื้อล่ะ ? แล้วเหตุใดเสื้อผ้าของเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น เหตุใดถึงได้มีแต่โคลน ประเดี๋ยวก็จะเที่ยงวันแล้ว เจ้ามิได้ซื้อผักมา แล้วข้าจะทำอาหารได้เยี่ยงไร !”

ระยะนี้จ้าวยวี่จือรู้สึกหงุดหงิดและเบื่อหน่ายมาก นางนอนป่วยอยู่ที่บ้านมาหลายวัน สะใภ้คนเล็กก็เริ่มมาชี้หน้าก่นด่าเสียแล้ว ในแต่ละวันหากมิพูดจาด้วยถ้อยคำหยาบคายก็มักจะทำเสียงดังเอะอะโวยวาย มิยอมให้นางได้พักผ่อนดี ๆ กับเขาสักวันเลย

อีกทั้งเพลานี้ร้านอาหารของนางยังอยู่ในช่วงวิกฤต อาการบาดเจ็บที่ปากของลูกสาวก็เพิ่งจะหาย แต่ฟันที่หลุดออกไปมิสามารถใส่กลับลงไปใหม่ได้ สุดท้ายตอนนี้นางจึงมิกล้าออกจากบ้านแล้ว !

“ท่านแม่ บ้านของเรา……เอ่อ ข้าหมายถึงตระกูลสวีน่ะ พวกเขามีสูตรลับการทำอาหารอะไรบ้างไหม ยกตัวอย่างเช่นสูตรทำซุปปลาแสนอร่อยอะไรทำนองนั้น !”

เมื่อพูดถึงตระกูลสวี สีหน้าท่าทางของจ้าวยวี่จือได้เต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลนทันที: “ในตอนที่ข้าแต่งงานกับพ่อของเจ้า ตระกูลสวียากจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี สมาชิกในครอบครัวทุกคนต้องนอนเบียดกันอยู่ในกระท่อมฟางเก่า ๆ ที่มีแค่สองห้องเท่านั้น

หากมิใช่เป็นเพราะบ้านยายของเจ้ามอบสินเดิมมาให้แม่เป็นจำนวนมากล่ะก็ พวกเขาจะมีวันนี้ไหมล่ะ ! ป่านนี้พวกเขาคงยังทำไร่ทำนาที่มีอยู่แค่มิกี่หมู่ในหมู่บ้านฉือหลิ่งเหมือนบ้านรองนั่น ! ”

จ้าวยวี่จือคิดมาตลอดว่าการที่บ้านใหญ่สามารถหลุดพ้นจากชีวิตลำบากที่ต้องหันหลังสู้ฟ้าหันหน้าสู้ดินเป็นความดีความชอบของนางคนเดียว และทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ก็มักจะดูถูกดูแคลนเติ้งอาเหลียนอย่างสาดเสียเทเสีย

“ข้าจะไปถามท่านพ่อแล้วกัน !” เขารู้อยู่แล้วว่าหากถามท่านแม่จะต้องมิได้คำตอบ เพราะนางอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฉือหลิ่งแค่มิกี่วัน หลังจากนางแต่งงานแล้วก็ขอแยกบ้านอยู่กับคนเฒ่าคนแก่ ว่ากันว่านางมิเคยไปกล่าวทักทายหรือเยี่ยมเยียนพ่อแม่สามีมาก่อน ยิ่งมิต้องพูดถึงเลยว่าเคยเรียกพ่อแม่สามีว่า ‘ท่านพ่อ’ ‘ท่านแม่’ หรือไม่ หากเขามีสูตรลับอาหารจริง ๆ ก็คงมิมอบให้ลูกสะใภ้แบบนี้หรอก

สวีจื้อเกาหันหลังไปเตรียมจะเดินออกจากร้าน จนเกือบจะชนเข้ากับสวีไห่ที่เดินสวนเข้ามาในร้านพอดี

“ท่านพ่อ ท่านมาพอดีเลย ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน !” ปกติสวีจื้อเกามิค่อยเข้าหาหรือสนใจพ่อของตนเองมากนัก แต่วันนี้เขาดูเอาใจใส่พ่อของตนเป็นพิเศษ

“นี่ก็ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว เหตุใดถึงยังมิมีแขกในร้านเลยสักคน ! จื้อเกา หากเป็นแบบนี้ต่อไปจะไปรอดได้เยี่ยงไร พ่อว่าไปจ้างพ่อครัวมาสักคนเถิด !” หากยังให้จ้าวยวี่จือและสะใภ้เล็กเป็นคนทำอาหารต่อไปอีกสักระยะ มีหวังร้านอาหารของพวกเขาคงต้องปิดตัวลงในมิช้า

ถึงแม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะอาศัยอยู่ในเขตมณฑล ทว่าชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละวันของครอบครัวเป็นเยี่ยงไร สวีไห่ย่อมรู้อยู่แก่ใจเป็นที่สุด ลูกชายคนโตของเขาทำงานอยู่ในหยาเหมิน ได้เงินเพียงเดือนละสองตำลึงเงิน หากมิใช่เป็นเพราะว่าเขาเก่งในเรื่องการทำธุรกิจ และมีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าเจ้านาย ป่านนี้เขาคงถูกไล่ออกไปนานแล้ว

ส่วนลูกชายคนเล็กของเขาก็เอาแต่เกียจคร้าน มิเป็นโล้เป็นพาย วัน ๆ เอาแต่ฝันหวาน มิทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน หากมิใช่เป็นเพราะมีแม่คอยหนุนหลัง เกรงว่าป่านนี้ชีวิตคงมิได้ดีไปกว่าครอบครัวของจื้อหย่งนัก?

พอนึกถึงลูกชายอีกคนของตนเอง สวีไห่ก็เกิดคิดถึงบ้านอีกหลังขึ้นมา เขาอยากกลับไปที่หมู่บ้านฉือหลิ่ง อยากกลับไปหาเติ้งอาเหลียน

แต่เขาอายเกินกว่าที่จะพูดคำนี้ออกไป และมิกล้าพูดออกไปเช่นเดียวกัน เพราะเขากลัวว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ สุดท้ายตนเองต้องมาทนฟังเสียงทะเลาะเบาะแว้งทั้งวัน เขาเผชิญหน้าวันเวลาแบบนั้นมามากพอแล้ว

“ท่านพ่อ ท่านลองนึกดูสิว่าบรรพบุรุษของเราเคยมีใครที่ไปหาปลาบ้างไหม หรือมีใครที่เคยเกิดหรือเติบโตตามริมทะเลหรือริมแม่น้ำบ้างหรือไม่ !” สวีจื้อเกาพยายามกระตุ้นให้ผู้เป็นพ่อของตนนึก

“ตอนเด็ก ย่าของเจ้าเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงมาก่อน ต่อมาพวกเขาทนอยู่มิได้ ถึงได้ย้ายมาที่มณฑลเฟิงซาน……” สวีไห่นึกย้อนไปด้วยพลางพูดไปด้วย

สวีจื้อเกาได้ยินเช่นนั้นก็ตบโต๊ะฉาดใหญ่ ขอเพียงแค่มีคนในตระกูลเคยมีความสัมพันธ์กับปลาก็พอแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเอาสูตรซุปปลานั้นมาครองให้ได้

หลังจากที่หลอกให้สวีไห่ออกไปจากร้านแล้ว สวีจื้อเกาก็รีบปิดประตูร้านทันที เพราะถึงเยี่ยงไรตอนนี้ก็มิมีแขกมากินอาหารที่ร้านเลยสักคน สู้ปรึกษาหารือกับภรรยาและแม่ถึงสูตรลับอาหารมิดีกว่าหรือ?

“เจ้าบอกว่าในมือของเติ้งอาเหลียนมีสูตรลับทำซุปปลางั้นหรือ ?” จ้าวยวี่จือแทบมิอยากจะเชื่อ เพราะถ้าหากนางมีสูตรลับที่ว่าจริง แล้วเหตุใดครอบครัวของนางถึงได้ยากจนเช่นนั้น ? ต่อให้มิเปิดร้านเอง แต่ก็ยังสามารถขายสูตรอาหารเพื่อรับเงินก้อนโตได้ !

“หรือต่อให้มีสูตรลับจริง ๆ ก็มิน่าจะเป็นของตระกูลสวี !” จ้าวยวี่จือมั่นใจจุดนี้ดี เพราะแม่สามีของนางเป็นคนที่เก็บความลับมิเคยอยู่ มีของดีอะไรก็จะต้องเอาออกมาอวดผู้อื่นเป็นแน่

ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ของตระกูลสวีก็เอาแต่เฝ้าหวงแหนที่นาเพียงมิกี่หมู่ของพวกเขาเท่านั้น มิเคยเข้าเมืองเลยสักครั้ง แบบนี้จะมีสูตรลับทำอาหารได้เยี่ยงไร

“ขอเพียงแค่ในตระกูลสวีมีคนที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับการประมงมาก่อน เราก็น่าจะมีส่วนแบ่งในสูตรลับนั้น ท่านแม่ ท่านยังมิได้ชิมซุปปลาที่ข้าพูดถึง มันทั้งสดใหม่และหอมอร่อยจริง ๆ

หากคว้าสูตรอาหารชนิดนั้นมาครองได้ ร้านอาหารของพวกเราก็ยังพอมีหวังแล้ว ! ” แต่สิ่งที่สวีจื้อเกามิได้พูดออกมาก็คือ หากมีสูตรลับที่ว่านั้น เขามิต้องเปิดร้านขายเองก็สามารถทำเงินก้อนโตได้ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะทิ้งโอกาสดี ๆ แบบนี้ไป !

ด้วยประสบการณ์ที่จ้าวยวี่จือรู้จักเติ้งอาเหลียนมานานหลายปีเช่นนั้น เติ้งอาเหลียนนับได้ว่าเป็นคนเกลียดใครฝังใจเช่นเดียวกัน นางยอมเอาของไปมอบให้เพื่อนบ้าน แต่มิมีทางยอมเสียเปรียบบ้านใหญ่แน่นอน

ฟู่เฉียวเยว่เอามือลูบคางเดินวนไปวนมาอยู่ในร้านหลายรอบ แล้วเดินมาหาจ้าวยวี่จือ “ท่านแม่ อันที่จริงเรื่องนี้จัดการได้ง่ายมาก ท่านก็แค่ยอมโอนอ่อนให้เติ้งอาเหลียน จากนั้นก็……”

“ให้ข้ายอมโอนอ่อนให้นางกับผีน่ะสิ ! ข้าจะบอกอะไรพวกเจ้าให้นะ ทั้งชาตินี้ ข้าจะมิมีวันคุยดีกับเติ้งอาเหลียนแน่นอน นางแย่งสามีของข้าไป ทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลกของหมู่บ้านฉือหลิ่งและมณฑลเฟิงซาน ข้าเกลียดนางมาทั้งชีวิต มิมีวันญาติดีด้วยเด็ดขาด !”

ฟู่เฉียวเยว่แอบเบะปาก: ท่านเองก็มิใช่คนใหญ่คนโตมาจากไหนเสียหน่อย ใครจะมีเวลามาพูดคุยถึงเรื่องไร้สาระของพวกท่านสองคนได้ทั้งวัน อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านเลย ต่อให้เป็นในมณฑลเฟิงซานก็มีบุรุษตั้งมากมายที่ตบแต่งภรรยาสองคน มิเห็นบ้านคนอื่นเขาจะวุ่นวายแบบนี้ หากท่านมิพูดถึงเรื่องไร้สาระพวกนี้ขึ้นมา คนอื่นเขาก็คงนึกมิออกแล้ว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด