ตอนที่แล้วตอนที่ 14 : ข้าแน่ใจว่านางมิได้ทำ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 16 : น้องเล็กแบ่งปลา

ตอนที่ 15 : ปลาทอดเค็มแสนหอม


ตอนที่ 15 : ปลาทอดเค็มแสนหอม

นางหลี่นำไข่ไก่ 15 ฟองที่สามารถฟักเป็นตัวได้มาให้ตระกูลสวี เติ้งอาเหลียนเข้าไปในเล้าไก่ และรวบรวมไข่ไก่มาได้ 16 ฟองอย่างยากลำบาก “พี่หญิง อีกสองวันข้าจะรวบรวมไข่ไก่อีกสี่ฟองไปให้ท่านให้จงได้ !”

นางหลี่หยิบไข่ไก่ออกไปจากตะกร้า 1 ฟอง “เจ้าคืนข้าแค่ 15 ฟองก็พอแล้ว จะคืนอะไรมากมายเพียงนั้น !”

นางหลี่มิเพียงแต่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับตระกูลของหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้น แต่ตระกูลของลูกชายคนเล็กยังอาศัยอยู่กับนางด้วย

เฉียนยวี่ผิง ลูกสะใภ้คนเล็กของพวกเขาทั้งขี้เหนียวทั้งชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ครั้งที่แล้วนางบอกว่าต้องนำไข่ไก่ 20 ฟองมาแลก ถึงจะได้ไข่ที่ฟักลูกไก่ได้ 15 ฟอง

ในตอนนั้นเติ้งอาเหลียนมิได้พูดอันใด นางเองก็แอบคิดเหมือนกันว่ามิเหมาะสมเช่นกัน ดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกมิอยากแลกเปลี่ยนแล้ว เพียงแต่นางคิดมิถึงเลยว่าวันนี้นางหลี่จะนำไข่ไก่มาให้นางเอง อีกทั้งช่วงสองสามวันมานี้ นางยังเอาไข่ไก่มาทำอาหารให้หลานสาวกินไปบางส่วนแล้ว จึงมิสามารถรวบรวมได้ครบ 20 ฟองในคราวเดียว

“พี่หญิงรอข้าสักประเดี๋ยว !” เติ้งอาเหลียนมิอยากให้พี่สาวที่ตนนับถือต้องมาทะเลาะกับลูกสะใภ้คนเล็กเพียงเพราะเรื่องไข่ไก่แค่มิกี่ฟอง “ฮุ่ยฮุ่ย หลานอยู่คุยเป็นเพื่อนย่าหลี่ก่อน ประเดี๋ยวย่ากลับมา”

“ย่าหลี่ ขอบคุณที่ท่านนำไข่ไก่มาให้นะเจ้าคะ !”

“เด็กคนนี้……รู้จักเกรงใจกันด้วย ย่าหลี่กับย่าของเจ้ารู้จักกันมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว พวกเราสนิทกันมากเชียวนะ ! วันหลังเจ้าไปเล่นที่บ้านของย่าสิ ย่าหลี่จะเอาหนังหมูกรอบให้เจ้ากิน !”

สวีฮุ่ยขอบคุณนางหลี่ เพราะนางรู้ดีว่าหนังหมูกรอบถือเป็นสิ่งล้ำค่าในชนบท แผ่นหนังส่วนติดไขมันที่ถูกซื้อมาจะถูกนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปเจียวในกระทะจนได้น้ำมันหมู ส่วนที่แห้งจนมิเหลือน้ำมันแล้วจะเรียกว่าหนังหมูกรอบ

ทันใดนั้น สวีฮุ่ยก็นึกถึงอาหารประเภทกากหมูเจียวอีกเมนูหนึ่งขึ้นมาได้ มันคือการเคี่ยวไส้หมูจนได้น้ำมันออกมา เสิร์ฟพร้อมกับเมนูตับทอด ถือเป็นอาหารจานเด็ดอีกหนึ่งเมนู ซึ่งเครื่องในหมูน่าจะมีราคาถูกกว่าหนังหมู ไว้มีโอกาสค่อยลองทำกินแล้วกัน

เติ้งอาเหลียนนำไข่ไก่สี่ฟองใส่มาในกระเป๋าเสื้อ แล้วนำออกมาให้นางหลี่ ซึ่งรวมแล้วได้ 20 ฟองพอดี

“น้องหญิง เจ้าเอามาให้ข้าทำไม ?” นางหลี่ยืนกรานที่จะมิยอมรับไข่ไก่

“ท่านรับไปเถิด อย่าลืมสิว่าท่านอาศัยอยู่กับตระกูลลูกชาย อย่าได้ทะเลาะกันเพราะเรื่องไข่ไก่เพียงมิกี่ฟองเลย ระยะนี้แม่ไก่ของข้าออกไข่เก่ง อีกสองวันข้าก็จะนำไปคืนตระกูลชุยแล้ว !”

“เจ้าอย่าไปสนใจสะใภ้คนเล็กของข้าเลย นางเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวแบบนี้แหละ หลายปีมานี้พวกข้าทั้งเคยด่าและเคยโน้มน้าว แต่นางก็มิเปลี่ยนนิสัยเสียที !”

หากมิใช่เป็นเพราะนางให้กำเนิดหลานชายสองคนแก่ตระกูล นางหลี่ก็อยากให้ลูกชายหย่าขาดจากนางเหมือนกัน

“จะว่าไปแล้วที่นางเรียกร้องมานั้นมิได้เกินจริงเลย บ้านของข้ามิมีพ่อไก่ ไข่ที่ได้จึงมิสามารถฟักเป็นตัวได้ ท่านต้องรับไข่ไก่พวกนี้เอาไว้ อย่างนั้นหากในอนาคตข้ามีเรื่องใด ข้าก็คงมิกล้าไปหาท่านแล้ว !” เติ้งอาเหลียนพูด

หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันไปอีกสักพัก นางหลี่ก็ถือตะกร้าขอตัวกลับบ้านก่อน สวีเจี้ยนหลินเห็นเช่นนั้นถึงได้ออกมาจากในบ้าน “ท่านย่า เรากินข้าวกันเถิด ! ข้าหิวแย่แล้ว”

ปลาทอดเค็มจานนั้นช่างหอมเหลือเกิน เขาอยากรีบชิมเร็ว ๆ

ในตอนที่ปลาทอดเค็มถูกยกมาวางบนโต๊ะ เติ้งอาเหลียนถึงกับอุทานพลางพูดว่า “เหตุใดถึงได้หอมขนาดนี้ !”

“น้องเล็กเป็นคนทำ ข้าเองก็มิรู้เช่นกันว่านางทำเยี่ยงไรถึงได้หอมขนาดนี้ จนตอนนี้น้ำลายของข้าใกล้จะไหลเต็มทีแล้ว พวกเรารีบกินข้าวกันเถิด !”

มันก็แค่ปลาทอดเค็มจานหนึ่งมิใช่หรือ ? ต้องทำให้ย่าและพี่รองตื่นเต้นขนาดนี้ไหม ? สวีฮุ่ยกำลังจะนำชามไปตักข้าวให้ย่าและพี่รอง ทว่าเติ้งอาเหลียนกลับให้นางนั่งอยู่บนตั่งเฉย ๆ

หลังจากตักข้าวกันครบทุกคนแล้ว สามคนย่าหลานได้พร้อมใจกันยื่นตะเกียบไปยังจานปลาทอดเค็ม เป็นเพราะมิมีเมนูอื่น สวีฮุ่ยจึงต้องกินปลาทอดเค็ม; ส่วนย่าและพี่รองยื่นตะเกียบไปเพราะอดใจในความหอมของเมนูนี้มิได้

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เติ้งอาเหลียนลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ไปหยิบชามสะอาดมาหนึ่งใบแล้วตักปลาทอดเค็มออกไปครึ่งหนึ่ง “ชามนี้เหลือไว้กินตอนเย็น เสี่ยวเหวินและพ่อแม่ของเจ้าจะได้กลับมากิน !”

“ท่านย่า ตอนเย็นข้าจะทำให้พวกเขาอีกครั้ง หากเปลี่ยนเป็นเมนูอื่น ข้าก็จะโน้มน้าวให้พวกเขากินให้ได้ เพราะถึงอย่างไรปลาทอดเค็มก็มีรสเค็ม ทางที่ดีอย่ากินเยอะเลย !” สวีฮุ่ยกล่าว

สวีเจี้ยนหลินกลืนข้าวที่เคี้ยวอยู่เต็มแก้มลงคอแล้วพูดว่า “น้องเล็ก เจ้าทำเมนูอะไรเป็นอีกบ้าง บางทีอาจเป็นเมนูปลาแบบแปลกใหม่ก็ได้ พี่รองของเจ้ามิเพียงแต่ลงน้ำจับปลาได้เท่านั้น แต่ยังปีนต้นไม้ขึ้นไปเอารังนก เก็บเห็ด เก็บผลไม้ได้อีกด้วย ขอเพียงเป็นสิ่งที่มีอยู่ในหมู่บ้านฉือหลิ่งของเรา น้องเล็กอยากได้สิ่งใด พี่รองจะหามาให้เอง !”

“พวกเราอยากกินหมูตุ๋น ขาแกะย่าง เจ้าไปหามาสิ !” เติ้งอาเหลียนยกเท้าขึ้นมาเตรียมจะถอดรองเท้าอีกครั้ง แต่เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้เป็นเวลากินข้าว นางจึงได้อดกลั้นไว้ก่อน

“พี่รอง ข้าเองก็ทำไปเรื่อย มิรู้จริง ๆ ว่าตนเองถนัดทำเมนูใด แต่ข้ามิอนุญาตให้ท่านไปเอารังนกและปีนต้นไม้ เพราะต่อให้ท่านนำสิ่งพวกนั้นมาให้ข้า ข้าก็จะมิทำให้ท่านกิน !” สวีฮุ่ยวางตะเกียบลงแล้ว ก็แบ่งแป้งทอดที่เหลือให้พี่รองและท่านย่า

“เที่ยงนี้ข้ากินอิ่มแล้ว น้องเล็กเก็บไว้กินตอนเย็นเถิด !” สวีเจี้ยนหลินอิ่มแล้วจริง ๆ เขากินปลาทอดเค็มกับข้าวฟ่างนึ่งไปตั้งสองชาม หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เขาก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาแล้ว !

“เย็นนี้เราจะย่างปลากินที่ลานบ้าน ข้ามิกินแป้งทอดแล้ว !” ถึงแม้ว่าการย่างปลาพวกนั้นในตอนเย็นจะให้รสชาติที่มิสดใหม่เท่าตอนกลางวัน แต่มันก็น่าจะรสชาติดีกว่าข้าวฟ่างและแป้งทอดพวกนั้น

หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เติ้งอาเหลียนจึงให้เด็ก ๆ ทั้งสองกลับห้องไปพักผ่อน สวีฮุ่ยเข้าไปในมิติเพราะอยากไปดูเฮ่อจิ่น นางไปตะโกนเรียกเจ้าภูติน้อยอยู่ใต้ต้นไม้ตั้งหลายครั้ง แต่ก็มิมีเสียงตอบรับได้กลับมาก คงมิได้เป็นเพราะเขากลายร่างเป็นเบ็ดตกปลา ทำให้สูญเสียพลังวิญญาณไปมากใช่ไหม !

สวีฮุ่ยดึงหอมแดงขึ้นมาแล้วเด็ดใบสะระแหน่ที่ขึ้นอยู่ริมบ่อน้ำพุขึ้นมา 2-3 ใบ แล้วรดด้วยน้ำพุเล็กน้อย

จากนั้น นางได้ไปเลือกเครื่องปรุงรสบางส่วนที่เคยเด็ดเก็บไว้ก่อนหน้านี้นำมาบดเป็นผง แล้วบรรจุไว้ในกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็ก เพื่อนำไว้ใช้ปรุงรสเวลาทำเมนูผัดหรือซุป

จะว่าไปร่างนี้ก็ช่างตัวเล็กเหลือเกิน ทำอะไรนิดหน่อยเพียงเท่านี้ก็เหนื่อยจนเหงื่อออกแล้ว สวีฮุ่ยจึงออกจากมิติกลับมาที่เตียงของตนเอง หลังจากเปลี่ยนชุดแล้ว นางก็ขึ้นไปนอนหลับ

กระทั่งนางตื่นมาอีกครั้ง ฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว มิรู้ว่าตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาหรือยัง สวีฮุ่ยคิดได้ดังนั้นจึงคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมแล้วใส่รองเท้าวิ่งออกไป จนเกือบชนเข้ากับสวีจื้อหย่งที่กำลังโกยหญ้าเตรียมไปป้อนวัวแก่

สวีจื้อหย่งยกที่โกยขึ้นมา ส่วนมืออีกข้างก็จับแขนของลูกสาวเอาไว้ “อย่าวิ่งเร็วนักสิ ประเดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก !”

“ท่านพ่อ ขายปลาตัวใหญ่ได้ไหม ?”

เมื่อพูดถึงปลาตัวนั้น สวีจื้อหย่งก็ยิ้มกว้างในแบบที่แทบจะมิเคยมีผู้ใดได้เห็น “ปลาตัวนั้นขายได้ 500 อีแปะ ส่วนปลาเล็กปลาน้อยพวกนั้นขายได้รวมกันอีก 168 อีแปะ !”

รวมกันแล้วยังมิถึง 1 ตำลึงเงินเลย! สวีฮุ่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

“วันนี้โชคดีหน่อย พ่อไปเจอพ่อบ้านเสวีย เขาจึงให้เงินรางวัลอีก 500 อีแปะ” สวีจื้อหย่งกล่าว ต่อให้เขานอนหลับฝันไป เขาก็คาดมิถึงว่าจะขายปลาได้เงินมากถึง 1 ตำลึงเงิน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังมิอยากเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง

“ตระกูลของเราจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น !” สวีฮุ่ยจับมือใหญ่ของพ่อแล้วกล่าวอย่างมาดมั่น รอให้นางโตกว่านี้อีกหน่อยจนสามารถเปิดร้านอาหารเป็นของตนเองได้ นางจะมิยอมให้คนในตระกูลต้องมาทำงานหนักอีกแล้ว นอกจากนี้นางจะส่งพี่ใหญ่ไปเรียนหนังสือในสำนักดี ๆ ส่วนพี่รอง……วาจาลื่นไหลขนาดนี้ ให้ทำธุรกิจกับเราก็คงดีมิน้อย แต่ถึงเยี่ยงไรก็ต้องให้เขาเรียนหนังสือสัก 2-3 ปีก่อน เพราะเขาต้องอ่านบัญชีเป็น อ่านข้อความบนสัญญาให้ออก ก่อนทำความร่วมมือกับผู้อื่น !

“ฮุ่ยฮุ่ยเป็นเด็กที่เกิดมาโชคดี !” ใบหน้าของสวีจื้อหย่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ เขาจับปลาในแม่น้ำที่หมู่บ้านฉือหลิ่งมาทุกปี แต่ก็มิเคยจับปลาได้ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ลูกสาวของเขานำมาให้ทั้งนั้น

เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมยชะเง้อหน้าไปทางขอบหน้าต่างเพื่อมองดูสองคนพ่อลูกคุยกัน ปกติสวีจื้อหย่งเป็นคนพูดน้อย ขนาดกับภรรยาตนเองยังพูดเพียงแค่มิกี่คำ ทว่าในยามนี้ ลูกสาวตัวน้อยของเขาที่กำลังเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความชื่นชมนั้น กลับทำให้เขายิ้มออกมาได้

“ตระกูลของเราจะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแน่นอน !” เติ้งอาเหลียนได้ยินหลานสาวพูดเช่นนั้นก็คิดว่าคำพูดของนางมีเหตุผล ส่วนโจวเสี่ยวเหมยเองก็รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายของนางเต็มไปด้วยพละกำลังและความฮึกเหิม นางมีตระกูลและลูก ๆ ที่ดีขนาดนี้ เพื่อตระกูลและลูก ๆ จะให้นางทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด