ตอนที่แล้วนักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 10
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปนักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 12

นักฆ่าเกิดใหม่กลายเป็นจอมดาบอัจฉริยะ 11


ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

บทที่ 11

ความแข็งแกร่ง, ความว่องไว และพลังกาย เพิ่มขึ้น 2 แต้ม

“ห้ะ…”

ราอนอ้าปากค้าง

'เรื่องจริงเหรอ'

กล้ามเนื้อของเขากระตุก เริ่มจากปลายแขนแล้วลงไปทั้งตัว เมื่อเขากำหมัดแน่น เขารู้สึกได้ว่าพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

เขาลองกระโดดขึ้นลง ร่างกายของเขาเบาขึ้นราวกับว่าเขาได้กำจัดก้อนโลหะเล็กๆ ออกจากร่างกาย

'แปลว่าร่างกายจะเปลี่ยนไปเมื่อค่าสถานะเพิ่มขึ้นสินะ?'

เจ้าคิดว่าระบบที่สร้างโดยราชาเป็นของปลอมหรือไง?

'นี่มันบ้าไปแล้ว'

ราอนพูดไม่ออก ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นเมื่อเขาทะลุขีดจำกัดของตัวเองได้ และข้อความชุดที่สองก็ปรากฏขึ้นอีก

ต้านทานการรบกวนของ <ราธ> ได้สำเร็จ

คะแนนความสามารถเพิ่มขึ้นอีก

ความว่องไว, พลังกาย และ พลังงาน เพิ่มขึ้น 1

ข้อความที่สองบอกว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นจากการต้านทานการรบกวนของราธ

นี่คืออะไรกัน?

'...'

ดวงตาของราอนเป็นประกาย เขารู้สึกถึงความเย็นสบายที่แล่นผ่านร่างกายของเขา

อะ-อะไรเนี่ย? ทำไมมันถึงให้ค่าสถานะพิเศษในการต้านทานการรบกวนของข้ากัน!

'แกเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เหรอ?'

แน่สิ! ระบบนี้ไม่เคยมีผู้ใดใช้มันมาก่อน และราชาแห่งแก่นแท้ก็ไม่เคยที่จะครอบครองร่างกายมนุษย์ไม่สำเร็จ!

ราธเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสีน้ำเงินและบินไปรอบๆ เขา ดูลุกลี้ลุกลนทำตัวอย่างกับผึ้ง

'ก็คงงั้น'

เมื่อราอนพยักหน้า เขาก็ได้ยินเสียงดังจากเหนือแท่น

“ทำได้ดีมากทุกคน”

ริมเมอร์ยืนยิ้มขณะที่เขาปรบมือ

“ฮึ…”

“หืม…”

“แม่งเอ้ย!”

เพราะรอยยิ้มร่าเริงของเขา เด็กๆที่ยอมแพ้ไปก่อนได้แต่ขมวดคิ้วและก้มตัวลง

“เฮ้อ…”

“ฉันเกือบทำไม่ได้”

“คิดว่าจะตายแล้วซะอีก”

คนที่อดทนได้จนสิ้นสุดก็ยิ้มอย่างพอใจ แม้ว่าพวกเขาจะเหนื่อยล้ามากก็ตาม

“ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้จะให้ใครออก”

“เอ๊ะ?”

“อะไรนะ?”

เด็กๆ เบิกตาโพลงเมื่อได้ยินเสียงสวรรค์ของริมเมอร์

“ฉันบอกว่าพวกเธอจะถูกทดสอบ แต่ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นวันนี้”

“โอ้…”

“จ-จริงใช่ไหม?”

“ฉันพูดจริง แต่ถ้าพวกเธอเป็นแบบนี้อีก ส่วนใหญ่ก็คงไม่ผ่าน”

“เขาว่าไงนะ?”

“มะ-หมายความว่ายังไงกัน…?”

เด็กๆจ้องริมเมอร์ด้วยความไม่เชื่อ มีเด็กจำนวนตั้งห้าสิบคนที่สามารถวิ่งจนจบได้

“ฉันพูดอย่างชัดเจนว่าพวกเธอควรวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด แต่พวกเธอประหยัดแรงไว้ในขณะวิ่ง ฉันเห็นมีเพียงคนเดียวที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดตลอดเวลา”

ริมเมอร์มองไปที่ราอนครู่เดียว

“มีแค่เขา ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงเก็บแรงไว้ตอนที่วิ่ง มันน่าสมเพชที่พวกเธอบางคนลงเอยด้วยการยอมแพ้ทั้งๆอย่างนั้น”

“เอ่อ…”

“น-นั่นมัน…”

เด็กๆ ที่ถูกเปิดโปงต่างก็อายจนหน้าแดงก่ำ

“นอกจากนี้ยังมีคนเจ้าเล่ห์ที่ใช้ออร่าเพื่อไม่ให้ความเร็วตก ควรพิจารณาการกระทำของตัวเองนะ”

“หืม”

เมื่อริมเมอร์พูดจบประโยค ผู้เข้ารับการฝึกหลายคนรวมทั้งเบอร์เรนก็กัดริมฝีปาก

“คนที่โดนทดสอบคือพวกเธอไม่ใช่ฉัน จริงๆแล้วฉันก็ไม่สนใจว่าพวกเธอจะทำอะไร”

ริมเมอร์ยิ้มกว้าง มันเป็นรอยยิ้มลึกลับที่จริงจังและเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน

“สถานะของพวกเธอจะเป็น 'ผู้ฝึกหัดชั่วคราว' ตั้งแต่นี้ไป ฉันจะลบคำว่า 'ชั่วคราว' หากเธอผ่านการสอบที่จะเกิดขึ้นในหกเดือน”

“กะ-การสอบนั้นคืออะไรครับ?”

เด็กตาสีเขียวที่ยื่นแคร็กเกอร์ให้ราอนก่อนหน้านี้ยกมือขึ้นถาม

“บอกไปก็ไม่สนุกสิ จะไม่มีการจัดอันดับแต่ก็มีคนที่จะได้ที่หนึ่งนะ ดังนั้นทำให้ดีที่สุดล่ะ”

“เราต้องฝึกหนักแค่ไหนครับ?”

“ฉันจะใบ้ให้พวกเธอนิดหน่อยแล้วกัน”

เขากอดคอพลางมองเด็กๆ ดวงตาของทุกคนเป็นประกายด้วยความคาดหวัง

“ในหกเดือนนี้ ถ้าเกิดฝึกฝนตามวิธีของฉันทั้งหมด และทำตามคำแนะนำของฉันได้ พวกเธอจะผ่านการทดสอบอย่างแน่นอน”

“โอ้!”

“จริงดิ?”

“นั่นไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ?”

สีหน้าของเด็กๆ สดใสขึ้น ในเมื่อพวกเขาได้ยินว่าทำตามคำแนะนำก็เพียงพอแล้ว

“ไม่ได้โกหกนะ ถ้าพวกเธอทำตามคำแนะนำของฉันเธอก็จะผ่าน อย่างไรก็ตาม…”

มุมปากของริมเมอร์ยกขึ้น

“นั่นคงไม่ง่ายหรอก ฉันแค่จะให้คำแนะนำและปล่อยให้พวกเธอฝึกกันเอง ถ้าพวกเธอยังเป็นแบบวันนี้คงไม่มีใครผ่านแน่นอน”

“อ่า…”

“ไม่มีทางอะ…”

สีหน้าของเด็กอายุ12ถึง13ปีเต็มไปด้วยความกังวล เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถกลับบ้านมือเปล่าได้

ส่วนทางฝั่งราอนและรูนันยังคงสงบนิ่ง ราวกับว่าพวกเขาไม่กังวลใดๆ

“ให้ตายเถอะ…”

ในทางกลับกัน เบอร์เรนดูท่าทางไม่พอใจ

ริมเมอร์ไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมา แต่เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายตำหนิเขาและชมเชยราอน ถึงเขาจะวิ่งได้เร็วที่สุด ก็รู้สึกเหมือนแพ้เจ้าขยะนั่น

'อวดดีเหลือเกิน!'

เบอร์เรนจ้องไปที่ด้านหลังของราอนแทนที่จะฟังคำอธิบายของริมเมอร์เกี่ยวกับการทดสอบ

“พวกเธอจะต้องพักอยู่ในหอพักของสนามฝึกซ้อมที่ห้าเป็นเวลาหกเดือน ในนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีที่สุด ขอให้สนุกนะ”

ริมเมอร์ชี้ไปที่หอพักซึ่งอยู่ด้านหลังสนามฝึกซ้อม

“อืม…”

“นั่นหอพักเหรอ…?”

สีหน้าของเด็กๆไม่ได้ดีขึ้น แม้จะได้ยินว่ามีสิ่งที่ดีที่สุดรออยู่ เพราะพวกเขารู้ว่าผลประโยชน์เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเท่านั้น

“วันนี้เป็นวันแรกงั้นฉันขอพอแค่นี้ พวกเธอสามารถไปพักผ่อนหรือจะฝึกซ้อมต่อได้ตามที่ต้องการ แล้วยังมีโรงฝึกในร่มอยู่ทางด้านซ้าย ไปใช้ได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

ริมเมอร์ลงจากเวทีเมื่อเขาพูดจบ เมื่อเขาลงบันไดไปได้ครึ่งทางเขาก็หันหน้ามาและยิ้ม

“โอ้ อีกอย่างหนึ่ง ที่นี่ไม่มีสถานะตำแหน่งทางสังคม ไม่ว่าเธอจะเป็นกษัตริย์ สามัญชน หรือทาส ทุกคนเท่าเทียมกัน สนิทกับเพื่อนร่วมฝึกไว้ล่ะ”

เขาโบกมือแล้วออกจากสนามซ้อม ผู้ฝึกสอนครึ่งหนึ่งเดินตามเขาไป อีกครึ่งหนึ่งยืนพิงกำแพงมองดูเด็กๆ

‘เจ้าหูแหลมหยาบคายนั่น…’

'แกไม่ชอบอะไรในตัวเขาขนาดนั้น?'

ราอนแสดงความงุนงงในขณะที่เขามองดูราธ

ข้าไม่ชอบหน้ามัน มันมองข้าราชาแห่งแก่นแท้ผู้นี้แบบดูถูก มันคิดว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ โดนจองจำในคุกน้ำแข็งหมื่นๆ ปีก็ไม่พอสำหรับมันหรอก

'...'

ราธอธิบายแต่ราอนก็ยังไม่เข้าใจ ดูเหมือนว่าราธคงเป็นแค่เป็นปีศาจโรคจิตกระมัง

'ฉันไม่น่าสนใจเขาเลย'

เขาส่ายหัวเล็กน้อย เขาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้าโดยใช้ 'วงแหวนแห่งไฟ'

'ฉันควรไปดูสถานที่ฝึกก่อนดีกว่า'

ราอนเดินเข้าไปในโรงฝึกในร่มที่ริมเมอร์พูดถึง

“อืม…”

* * *

* * *

“ราอน ซีกฮาร์ท”

“เขาวิ่งได้ยังไงกัน”

สายรองและลูกๆของขุนนางไม่อาจละสายตาจากแผ่นหลังของราอนได้ในขณะที่เขาเดินเข้าไปในโรงฝึกในร่ม

สิ่งที่พวกเขาเห็นมันแตกต่างกับสิ่งที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้มาก

พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าราอนยืนหยัดได้นานกว่าพวกเขา ทั้งๆที่พวกเขาล้วนผ่านการฝึกฝนความแข็งแกร่งมาบ้าง

“สงสัยเพราะว่าได้ยาอมฤตกระมัง”

เครน ซีกฮาร์ท ขมวดคิ้ว เขาเป็นคนแรกที่ทะเลาะกับราอน

“ยาอมฤตเหรอ?”

“แต่เขาอยู่ในอาคารรอง แถมยังถูกสายตรงทอดทิ้งไปแล้วนะ”

“ใช่ เขาเป็นคนที่แย่ที่สุดในหมู่เด็กๆ ในตระกูล เขาจะได้ยามายังไง?”

“แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

“ฉันได้ยินมาว่านักบุญมอมแมมมอบให้มัน ไม่ใช่จากตระกูล”

เครนอธิบายสถานการณ์ให้สายรองคนอื่นๆฟังซึ่งต่างก็สงสัย

“อ๋อ!”

“เป็นท่านนักบุญ!”

“ที่วิ่งได้ขนาดนั้นก็เพราะด้วยพลังของยาอมฤต ไม่ใช่ตัวมันเองหรอกสินะ”

“ถึงว่าล่ะว่าทำไมมันถึงทำตัวอวดดีมาก”

เมื่อรู้ว่าเขาได้รับยาอายุวัฒนะที่นักบุญมอมแมมมอบให้ พวกเขาก็พอเข้าใจกันแล้ว

“เหอะ”

“ช่างเป็นคนที่โชคดีจริงๆ!”

“ตัวมันเองไม่ได้มีอะไรดีเลย ก็แค่โชคดีที่ได้กินน้ำอมฤตแหละ”

เหล่าเด็กสายรองแสดงความไม่พอใจออกมา

“นั่นแหละ เหตุผลที่ฉันพูดเรื่องนี้”

“ห้ะ?”

“เราควรสอนบทเรียนเล็กๆน้อยๆให้มันไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่แล้ว ฉันเห็นมันโต้เถียงกับท่านเบอร์เรนด้วย”

“เราคงต้องแสดงให้มันเห็นหน่อย”

“วันนี้ตอนที่มันกลับไปที่หอ…”

“หยุดเดี๋ยวนี้”

เมื่อสายรองกำลังวางแผนโจมตี ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำจากข้างๆ

“ท-ท่าน เบอร์เรน?”

“พวกนายจะทำให้ชื่อของซีกฮาร์ทแปดเปื้อนกันหรือไง?”

เบอร์เรนมองอย่างเย็นชาไปที่เด็กสายรอง

'ช่างน่าสมเพช'

เขาไม่ชอบราอนเช่นกัน แต่การที่หลายคนจะรุมทำร้ายเขานั้นน่าขายหน้าสิ้นดี

จะปล่อยให้พวกที่มีชื่อซีกฮาร์ทลงมือไม่ได้

“เดี๋ยวไม่นานเขาก็จะถอนตัวไป ไม่ต้องสนใจเขาและมุ่งความสนใจไปที่การฝึกของพวกนายเถอะ”

เบอร์เรนหรี่ตากับพฤติกรรมที่ไม่น่าดู เขาเดินออกจากสนามฝึก

“อ๊ะ อืม…”

“เขา… เขาบอกให้พวกเราหยุด”

“อืม”

“นี่แกโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ”

เครนแลบลิ้นเมื่อเห็นเพื่อนสายรองหมดกำลังใจ

“ทำไม”

“เขากำลังบอกให้เราลงมือทำต่างหาก”

“อะไรนะ?”

“เขาบอกว่าเขาไม่ต้องการให้ตัวเองสกปรก ดังนั้นเราก็แค่เปลี่ยนแผน ไม่เข้าใจรึไง?”

“อ๋อ”

“…หมายความแบบแบบนั้นเหรอ?”

“ก็ใช่สิ ถ้าเรามอบบทเรียนที่เหมาะสมแก่ราอนได้ ท่านเบอร์เรนก็จะพึงพอใจเหมือนกัน”

เด็กฝึกหัดทั้งสี่รวมหัวกันเป็นวงกลมและเริ่มวางแผนว่าพวกเขาจะสั่งสอนราอนอย่างไร

และหลังจากนั้น…

รูนัน ซัลเลียน ที่ไม่ได้สนใจใครเป็นพิเศษ กำลังเพ่งสายตาไปยังจุดๆหนึ่ง

ไม่ใช่เบอร์เรนที่วิ่งได้ที่หนึ่ง ไม่ใช่เด็กจากตระกูลขุนนางหรือใครอื่น

แต่คือราอน ซีกฮาร์ท

สายตาของเธอจับจ้องไปที่แผ่นหลังของราอน ซึ่งความแข็งแรงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระหว่างการทดสอบ จากนั้นเธอก็พึมพำคำหนึ่ง

“ประหลาด”

***

ริมเมอร์ออกจากสนามฝึกซ้อมและปีนขึ้นไปบนภูเขาสุสานตอนเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังอาคารหลัก เขาไปถึงหินรูปเสือที่เชิงเขาแล้วเงยหน้าขึ้น

“มีแขกมาเยือนที่แอบงีบของฉันแฮะ”

เขาพูดกับก้อนหิน ชายชราผมทองหลังก้อนหินก็โผล่ออกมา เป็น เกล็น ซีกฮาร์ท

“เป็นไงบ้าง?”

“อย่ามาถามฉันเรื่องนั้น”

ริมเมอร์ยิ้มอย่างขมขื่นขณะเอนหลังพิงก้อนหิน

“ก็รู้ว่าฉันมองทะลุคนเก่ง แต่ว่า… ฉันมองของราอนไม่เห็น ฉันไม่สามารถวิเคราะห์ในตัวเขาได้เลย”

“…”

“ฉันมั่นใจว่ามันว่างเปล่า ในนั้นไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเขาวิ่งจนจบได้ยังไง”

ความอยากรู้อยากเห็นและความประหลาดใจอยู่ในตายิ้มของริมเมอร์

“เบอร์เรนและรูนันมีความสามารถที่ดีที่สุด เด็กคนอื่นๆก็ไม่เลว สามารถเป็นเสาหลักค้ำจุนตระกูลในอนาคตได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม…”

“นายไม่สามารถเห็นอนาคตของราอนได้สินะ”

เกล็นจ้องผ่านริมเมอร์ไปยังสนามฝึกซ้อมที่ห้า

“ถูก พรสวรรค์ ศักยภาพ อนาคต และแนวโน้มของเขา—มองไม่เห็นอะไรเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมืดแปดด้านขนาดนี้ ถ้าไม่นับตอนที่เจอนาย...ล่ะนะ”

ริมเมอร์หัวเราะคิกคัก

“ตั้งแต่ศูนย์กลางพลังงานของฉันเริ่มขาดๆหายๆก็เจอแต่เรื่องน่าเบื่อ แต่คราวนี้ก็ดูสนุกดีแฮะ”

“อย่าลืมล่ะว่างานของนายคือการทำให้เด็กๆ เป็นนักรบสมกับชื่อ ซีกฮาร์ท”

“แน่นอน ฉันรู้ตัวน่า ฉันไม่ใช่คนที่ภักดีที่สุดของตระกูลซีกฮาร์ทหรือไง?”

ริมเมอร์วางท่าเหมือนอันธพาล

“ถ้าไม่ใช่เพราะว่าฉันไม่อยากรังแกคนป่วยและนายเป็นเพื่อนร่วมรบในสงครามล่ะก็ หัวของนายคงปลิวไปแล้ว”

“ว้าว งั้นการที่ศูนย์กลางพลังงานของฉันพังก็ช่วยชีวิตฉันได้ตั้งครั้งหนึ่งแล้วสินะ!”

“…”

เกล็นมองไปที่ศูนย์กลางพลังงานรอบๆ หัวใจของริมเมอร์ จากนั้นก็เบนหน้าหนี

“เลิกเล่นแล้วสนใจงานของนายด้วย นายมาขอเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนฉันก็ให้เป็นแล้ว”

“รู้น่า แต่ฉันน่ะรู้สึกได้เลยว่าหนึ่งในเด็กฝึกหัดปีนี้จะกลายเป็นคนที่ฉันฝากอนาคตของฉันไว้ด้วยได้”

ริมเมอร์หันไปมองสนามซ้อมที่ซึ่งเกล็นมองอยู่

“นายหมายถึงเบอร์เรน หรือว่ารูนัน?”

“ก็อาจจะ แต่อาจเป็นหนึ่งในเด็กสักคน หรืออาจจะเป็นเด็กที่ถูกทั้งตระกูลทอดทิ้ง”

“เป็นไปไม่ได้หรอก เด็กคนนั้นแม้จะเป็นนักดาบก็ยังยากเลย”

หลังจากพูดอย่างนั้นแล้วเกล็นเดินลงมาจากภูเขาสุสานตอนเหนือ ริมเมอร์จ้องมองไปที่ด้านหลังของนักรบที่เขาเคารพนับถือที่สุด และยิ้ม

“นายเองรู้แก่ใจแล้วไม่ใช่หรือไงล่ะ?”

***

ราอนเดินออกจากโรงฝึกในร่มหลังสำรวจอุปกรณ์ต่างๆหมดแล้ว

'ไม่เลว'

อุปกรณ์การฝึกเป็นอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดและดีที่สุดเหมือนกับที่ริมเมอร์เคยบอก อุปกรณ์จะช่วยให้พัฒนาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแน่นอนหากพวกเขาทำตามคำแนะนำ

พวกเขาฝึกกันเสร็จในตอนบ่าย ตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เขาออกไปจากสนามซ้อมและกำลังจะตรงไปที่หอพัก...

“เฮ้”

จากด้านขวาของทางเดินเล็กๆ เขาได้ยินเสียงเรียกเบาๆ เมื่อเขาหันไปก็เจอเด็กทั้งสี่จากสายรองที่เขามีเรื่องด้วยจ้องมองมาที่เขาด้วยท่าทางข่มขู่

“ฉันได้ยินมาว่าแกกินยาอมฤตตั้งแต่ยังไม่ถึงขวบเลยเหรอ”

“แล้วแกก็เลยอวดดีสินะ?”

“ถ้าฉันเป็นคนกินยาอมฤตฉันคงทำได้ดีกว่าแกมาก ฉันน่ะคงได้อยู่ข้างท่านเบอร์เรนไปแล้ว”

เด็กทั้งสี่ทำตัววางท่า พวกเขาเข้ามาใกล้อีก

แม้แต่เด็กก็เข้ามาดูถูก? เหอะ ข้าว่าเจ้าปล่อยปละไปมากแล้วนะ

'ได้'

เปลวไฟในดวงตาของราอนถูกจุดขึ้น

'คราวนี้ฉันจะจัดให้แกแบบที่แกต้องการเลย'

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด