ตอนที่แล้วลูกเขยพ่อมารร้ายตอนที่ 91
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปลูกเขยพ่อมารร้ายตอนที่ 93

ลูกเขยพ่อมารร้ายตอนที่ 92


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 92: มอนสเตอร์! “มังกรวิญญาณ” ได้คลานออกมาจากหลุมหลักแล้ว

ณ ทางเข้าหลุมหลัก

เสียงคำรามและเสียงด้านในค่อยๆหายไป พวกโจรกำลังรอการกลับมาของผู้นำทั้งสองคนหรือท่านเซอเบอรัสอย่างเงียบๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหลังจากเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน พวกมันทั้งหมดต่างกังวล บางคนแนะนำให้ลงไปดูที่นั่น

บางคนยืนกรานที่จะรอต่อไปและป้องกันทางเข้าเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูหลบหนี ขณะที่พวกมันกำลังคุยกันว่าจะแบ่งความรับผิดชอบอย่างไร พวกมันก็ได้ยินเสียงคำรามจากหลุมหลัก

ใบหน้าของโจรหลายคนเปลี่ยนไป เพราะพวกมันรู้ว่าไม่ใช่เสียงคำรามของเซอร์เบอรัส นากูราลา เสียงคำรามนั้นลึกและกว้างกว่าเซอร์เบอรัส ความสยดสยองภายในเสียงนั้นเหนือกว่านากูราลามาก

เสียงคำรามเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากนั้นพื้นดินก็สั่นเล็กน้อย ราวกับว่าสัตว์อสูรยักษ์บางชนิดกำลังเดินเข้ามาใกล้อยู่ พวกโจรเริ่มสะพรึงกลัวถึงสิ่งที่กำลังเข้ามาใกล้ หรือว่ามันจะ...

คนที่ต่อสู้กับผู้นำทั้งสองและเซอร์เบอรัสนากูราลาได้นั้น มันต้องเป็นสัตว์อสูรใต้ดินที่น่ากลัวจริงๆ มันต้องเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่เดินเตร่ในชั้นล่างเท่านั้นจริงๆ ผนึกตอนนี้พังแล้ว บางทีมันอาจกำลังขึ้นมาชั้นบน

เมื่อการสั่นสะเทือนใกล้เข้ามา เหล่าโจรก็ถอยกลับอย่างระมัดระวังราวกับว่าศัตรูที่แข็งแกร่งกำลังมา การสั่นสะเทือนหยุดลงเมื่อมาถึงประตู และทันใดนั้น มันก็โยนของออกมานอกประตูถ้ำจนข้างนอกเต็มไปด้วยอะไรบางอย่าง

หากมองดีๆ มันเป็นโครงกระดูกที่ค่อนข้างใหญ่ ภายใต้แสงไฟนั้น เผยให้เห็นกะโหลกสุนัขสีขาวสองหัว พวกมันรู้ได้ทันทีว่ากะโหลกนี้คืออะไร “นั่นมันนากูราลา”

นากูราลา… คงถูกสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวกลืนกินไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่ว่าท่านหญิงซอลลี่กับท่านยากัส...

พวกโจรตกใจมาก และพวกมันก็รีบถอยกลับอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้น เสียงฝีเท้าที่สั่นสะเทือนพื้นดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ร่างขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของโจร ภายใต้แสงไฟและแสงจันทร์ ทุกคนก็ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของสัตว์อสูร พวกเขามีอาการหนาวสั่นตามกระดูกสันหลังในทันที

มันไม่ใช่สัตว์อสูร มันเป็นสัตว์ประหลาด

มันเป็นมังกร พูดให้ถูกก็คือ โครงกระดูกของมังกร อย่างไรก็ตาม โครงกระดูกนี้ยังมีชีวิตอยู่ โครงกระดูกสีซีดเรืองแสงอย่างน่าขนลุก และดวงตาของมันก็เป็นแสงสีเขียวแปลกๆสองจุด

อาณาจักรมารเคยมีเนโครแมนเซอร์หรือลิชที่ใช้ซากศพหรือโครงกระดูกเพื่อต่อสู้อยู่ แต่พวกเขาไม่เคยได้ยินใครที่สามารถควบคุมโครงกระดูกของมังกรได้ มันไม่ใช่อันเดดที่ถูกควบคุมโดยนักเวทย์ มันเป็นสัตว์ประหลาดของแท้

“วิญญาณมังกร…” ใครบางคนพูดในขณะที่ตัวสั่น

สัตว์ประหลาดส่งเสียงคำรามเต็มไปด้วยความโกรธและท่าทางที่ท่วมท้นด้วยแรงปราถนาจะฆ่า แม้ว่าระยะทางจะห่างไกล แต่พวกโจรก็ยังรู้สึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของมัน พวกมันถูกข่มขู่และหวาดกลัวอย่างมาก

ท่าทางของมังกรของมันเป็นท่าทางของมังกรในตำนานจริงๆ

มังกรที่โตเต็มวัยอย่างน้อยก็มีระดับของจักพรรดิมาร ไม่ต้องพูดถึงระดับของมันหลังจากกลายเป็นสัตว์ประหลาดเลย

หลังจากที่สัตว์ประหลาดคำรามจบ มันก็เดินไปหาพวกโจรด้วยฝีเท้าหนัก ตอนนี้ไม่มีใครกล้าที่จะลังเลเลย คนที่ตอบสนองเร็วกว่าเล็กน้อยก็วิ่งออกไปทันที แม้แต่คนที่ยืนอยู่ก็ถึงขั้นรีบคลานลงมาเลยเพราะยืนไม่ได้แล้ว

โจรหลายคนที่อยู่สำนักงานทำเหมืองที่เชิงเขาก็รีบวิ่งขึ้นไป หลังจากได้ยินเสียง ต่อจากนั้น ฉากที่ลืมไม่ลงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมัน สหายของพวกมันกำลังวิ่งหนีจากยอดเขาด้วยความโกลาหล หลังจากนั้น สัตว์ประหลาดที่น่ากลัวที่มีโครงกระดูกสีขาวก็ปรากฏตัวขึ้นที่ยอดเขาและทำเสียงคำรามอย่างน่ากลัวไปยังดวงจันทร์สองดวงบนท้องฟ้า

อารมณ์มักติดต่อได้เสมอ โดยเฉพาะการถ่ายทอดความกลัว ไม่นานโจรที่อยู่บนภูเขาก็เข้าร่วมกลุ่มหลบหนี ตามมาด้วยพวกที่ตีนเขา

เมื่อพิจารณาเพียงโครงกระดูกของเซอร์เบอรัส สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับอสูรระดับสูงก็ถูกกินจนถึงกระดูกของมัน… เดี๋ยวก่อนนะ มีกระดูกเหลืออยู่... อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสนใจถามคำถามไร้สาระเช่น “ทำไมท่านซอลลี่กับท่านยากัสไม่หนีออกมาล่ะ?”

โดโด้ภูมิใจมากจนเกือบลืมคำสั่งของนายท่านที่ไม่ยอมให้พูดและเริ่มตะโกนสโลแกนของ “มังกรวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่” ออกมา งานที่ให้ทำอะไรเช่นนี้ง่ายกว่าจัดการกับเซอร์เบอรัสมาก นอกจากนี้ สำหรับโดโด้ที่ทำหน้าที่เป็นมังกรผีมานานหลายทศวรรษ รู้วิธีที่จะทำมันให้ดี ดังนั้นเวลาและบรรยากาศจึงถูกจัดการอย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม ท่านวิญญาณมังกรตอนนี้เป็นเปลือกที่ว่างเปล่ามากกว่าเมื่ออยู่ในป่าฝนสีดำ เสียงคำรามใส่พวกโจรในตอนเริ่มต้นนั้นเกิดจากการใช้ท่าของมังกรที่แทบไม่ได้สะสมพลังเลย ดังนั้นเสียงคำรามที่ตามมาจึงไม่ได้ผลต่อพวกโจร

ซึ่งด้วยความที่โดโด้ใกล้ชิดกับพลังของมังกร เฉินรุยจึงสามารถวางใจได้และเข้าสู่ระบบสุดยอดเพื่อเปลี่ยนออร่าในห้องแร่เสียทั้งหมด แร่เสียเหล่านี้เหมือนกับแร่ที่ขายในร้านช่างตีเหล็ก พวกมันเต็มไปด้วยคริสตัลแปลกๆ ยิ่งวัสดุมีความก้าวหน้ามากเท่าใด ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการแปลงมากขึ้นเท่านั้น คริสตัลเหล่านี้สามารถแปลงได้ง่ายกว่าวัสดุเวทมนตร์อื่นๆ นอกจากนี้ หลังจากเข้าสู่สถานะมิซาร์ ความเร็วของ 'แปลงออร่า' เร็วกว่าเมื่อก่อนมาก หลังจากนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง ออร่าก็เพิ่มขึ้น 100,000 ออร่า เขามีออร่ามากกว่า 90,000 จุด เมื่อเขาออกจากป่าฝนสีดำ ร่วมกับความสามารถแบบอัตโนมัติของ 'ดูดซับความเสียหาย' เมื่อเขาถูกโจมตีในตอนนี้ จำนวนรวมของออร่าก็ถึง 200,000 ออร่า ในขณะที่แร่ในคลังเก็บได้ลดลงเพียง 10% เท่านั้น

เฉินรุยตระหนักว่าตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงคืนแล้ว เวลาของจารึกมังกรก็หมดลงแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อยู่ในห้องเก็บแร่และได้เวลาเดินออกจากกองแร่เสียสักที เขาเคลียร์ที่เกิดเหตุและนำโดโด้กลับมาที่เต็นท์บนเนินเขาพร้อมกับแม็กดา

วันรุ่งขึ้น อาเธน่าเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของเฉินรุยและถามว่า “เมื่อคืนนี้เจ้านอนไม่หลับเหรอ? ทั้งๆที่ใกล้เที่ยงแล้ว แต่เจ้ากลับยังดูเหนื่อยๆอยู่”

“ข้าแค่ไม่คุ้นเคยกับการนอนในที่ใหม่เฉยๆ” เฉินรุยยิ้ม อันที่จริง หลังจากที่กลับมาเมื่อคืนนี้ เขาก็ยุ่งอยู่กับการเปลี่ยนออร่า ปัจจุบันออร่าทั้งหมดมีจำนวนถึง 350,000 แร่ ในขณะที่แร่ส่วนใหญ่ในคลังยังไม่ได้รับการแปลงออร่า จากนั้นเขาก็เหนื่อยมากในตอนใกล้รุ่งสาง จนผลอยหลับไป

อาเธน่าจำได้ว่าสภาพร่างกายของเฉินรุยไม่ค่อยดีนัก ในตอนที่เขาอยู่ในห้องประชุมครั้งล่าสุด ครั้นครุ่นคิดแล้ว นางก็กล่าวว่า “คราวที่แล้วเจ้าคงไม่หายป่วยสินะ และเจ้าก็คงไม่คุ้นเคยกับการอยู่ในเต็นท์ ให้ข้าสร้างบ้านไม้ให้เจ้าเถอะ”

"ไม่ต้องหรอก ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ" เฉินรุยรู้ว่าอาเธน่าพยายามทำตัวดี คราวที่แล้วพลังจิตวิญญาณนั้นได้ขาดหายไปเพราะ 'วิเคราะห์ขั้นสูง' แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว อาการบาดเจ็บที่เขาได้รับเมื่อคืนนี้แทบจะหายไปหมดสิ้น สาเหตุที่ทำให้เขาดูเหนื่อยล้าเกิดเพราะ "พยายาม" เปลี่ยนออร่ามากเกินไป ดังนั้นเขาจึงง่วงนอนมาก

“ในเมื่อเจ้าดูไม่นัก ก็อย่าออกไปล่าเลย แหล่งน้ำและเหยื่อที่อยู่ใกล้เคียงก็ถูกควบคุมโดยพวกโจร ข้าจะขี่เคกูไปล่าสัตว์ที่ป่าสีเขียวที่เราผ่านมาเอง ไม่ใช่ว่าเจ้าสัญญาว่าจะให้ซุปเนื้อแก่พวกคนงานเหมืองเหรอ?”

“ไม่เห็นต้องกังวลเลย เมื่อวานข้าก็บอกไปแล้วว่าวันเว้นวัน นอกจากนี้ข้าพูดว่าจะ”พยายาม" เฉินรุยเองก็รู้ดีว่าเขาสัญญาอะไรไว้

“เฉินรุย ข้าไม่ฉลาดเท่าเจ้าที่พอจะเข้าใจประโยคที่มีหลายความหมายในคำเดียวได้” อาเธน่าขมวดคิ้ว “ข้ารู้แค่ว่าคนงานเหมืองเสี่ยงชีวิตทุกวันเพื่อเหมือง แต่พวกเขากลับไม่สามารถรับประกันได้ว่าท้องจะอิ่ม นั่นมันลำบากเกินไปแล้ว แล้วเจ้าตอนนี้เองก็เป็นเจ้าหน้าที่เหมืองแร่ และพวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้า เจ้าจะไม่ทำอะไรเลยเหรอ?”

เฉินรุยไม่คิดว่าอาเธน่าจะพูดแบบนี้ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เหมืองแร่เป็นเพียงการปกปิดให้เขามาที่ภูเขาซีหลางอย่างเปิดเผย เขาแค่คิดว่าเขาน่าจะปล่อยให้คนงานเหมืองหนีไปก่อนที่บาร์นาเคิลจะกลับมา

“เมื่อคืนนี้ข้าคิดอยู่นาน พลังของโจรพวกนั้นแข็งแกร่งเกินไป ข้าสู้คนเดียวไม่ได้ ถ้าข้าหุนหันพลันแล่นเกินไป มันอาจจะทำร้ายเจ้า… และคนอื่นๆ สิ่งที่ข้าทำได้ตอนนี้มีเพียงการล่าสัตว์และให้พวกเขาอิ่มท้อง” เป็นที่แน่ชัดว่าอาเธน่านั้นรู้ตัวดีว่าตนเองอ่อนด้อยเพียงใด

อาเธน่ามองไปที่เฉินรุยที่ยังคงนิ่งอยู่ และจู่ๆนางก็ได้ถามขึ้นมา  “ข้าโง่หรือเปล่า?”

"โง่มากเลยล่ะ" เฉินรุยยืนยันคำถามนั้นโดยไม่คิด และจู่ๆอาเธน่าก็อารมณ์เสียใส่

อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเองหรือเพราะสิ่งแวดล้อม มันจึงทำให้เขาในตอนนี้คิดเพียงแค่ว่า ถ้าแข็งแกร่งก็จะได้รับความเคารพจากทุกสิ่ง การปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองก็พอแล้ว จะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไม? คิดว่าข้าเป็นผู้กอบกู้หรือไง?

คนที่คิดประเภทนี้น่ะ แม้แต่ในโลกเดิมของเขา มันก็มีแต่พวกงี่เง่าเท่านั้นแหละ มีคนแบบนี้หลายคนที่สุดท้ายก็มีจุดจบอันแสนน่าอดสู พวกเขาต่างถูกตราหน้าโดย "คนที่ฉลาดกว่า" ว่า "ปัญญาอ่อน , โง่" และบางทีอาจจะได้เพียงแค่ "การสรรเสริญ"

ทุกคนต่างก็มีความโง่เขลาเช่นนี้ แต่ทุกโลกเองก็ต้องการคนงี่เง่าเช่นนี้เช่นกัน แต่ถึงจะไม่มีไอ้โง่พวกนี้ โลกก็ยังคงดำเนินไปตามปกติ อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพราะว่ามีคนเหล่านี้ จึงทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีฟ้ามากขึ้น ดวงอาทิตย์ก็สว่างขึ้นและชีวิตก็มีค่ามากขึ้น

เฉินรุยหยุดคิดและพูดต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม ความโง่เขลาอาจเป็นโรคติดต่อได้ ข้าคิดว่าข้าคงติดเชื้อจากเจ้า”

ดวงตาของอาเธน่าเป็นประกายและนางก็เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาของนางมองที่เขาด้วยความหลงใหลแปลกๆ ในขณะที่เฉินรุยยิ้มเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้น…”

“ไปล่าสัตว์ด้วยกันไหม?” อาเธน่าถามด้วยความกระตือรือร้น

เมื่อมองไปที่ดวงตาของอาเธน่าที่เปี่ยมด้วยความหวัง เฉินรุยยักไหล่ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะกลับไปที่เต็นท์เพื่อพักผ่อนก่อนดีกว่า”

“เฮอะ!” อาเธน่ากลอกตาไปที่เฉินรุยด้วยความไม่พอใจ นางเลิกสนใจเขาและขี่เคกูขึ้นไปบนฟ้าทันที

เฉินรุยถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้: ยัยโง่ เจ้าไม่เข้าใจ สาเหตุที่เขาต้องอยู่ที่เต็นท์น่ะก็เพราะ...

อีกไม่ถึง 2 วัน คูเลียจะกลับมา แม้ว่าเขาจะอดนอนทั้งคืน แต่เขาก็คงไม่สามารถแปลงแร่ในห้องแร่เสียได้หมดหรอก ถ้าเขาไปกับอาเธน่า การจะเอาออร่าทั้งหมดก็คงจะยากขึ้นมากโข นอกจากนี้ยังมีสายลับของโจรในหมู่คนงานเหมืองด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถทำให้ศัตรูรู้ตัวได้

เมื่อโดโด้สร้างความโกลาหลเช่นนี้ ตอนนี้ก็คงไม่มีใครกล้าเข้าไปในหลุมหลัก แม้ว่าการกระทำของมังกรวิญญาณอาจไม่หลอกลวงคูเลียหรือบาร์นาเคิลได้ แต่อย่างน้อยพวกมันก็จะไม่สงสัยสำนักงานเหมืองแร่ในทันที อีกด้านหนึ่ง เขาต้องดูดซับออร่าโดยเร็วที่สุด ในทางกลับกัน เขาต้องพร้อมที่จะรับศึกหนัก

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในอดีตของเชีย โจรของภูเขาซีหลางน่าจะมาจากเขตเจ้าวิญญาณสีชาด เฉินรุยเองก็พอจะรู้แล้วว่าสิ่งที่โจเซฟ “แนะนำ” เขาคืออะไร อย่างแรกคือมันคงต้องการฆ่าเขาเพื่อกำจัดภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากร้านค้าขายปลีกของเจ้าหญิง และแม้แต่เศรษฐกิจของเมืองพระจันทร์ดับ ประการที่สอง มันคือการทำลายและทำให้เชียอ่อนแอลงด้วยความตายของเขา

ดังนั้นแม้ว่าเฉินรุย เจ้าหน้าที่เหมืองแร่จะไม่ตายจากสัตว์อสูรใต้ดินได้ พวกโจรก็คงจะเริ่มเขามามี "บทบาท"

เว้นแต่เขาจะละทิ้งตำแหน่งเจ้าหน้าที่เหมืองแร่และหลบหนีไป ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องเผชิญหน้ากับคูเลีย เมื่อพิจารณาจากคำพูดของยากัส ความแข็งแกร่งของคูเลียนั้นเหนือกว่าความพยายามร่วมกันของซอลลี่และยากัส การเจอกันครั้งนี้ไม่ง่ายเลย มันจะต้องเป็นอะไรที่ลำบากแน่

ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมาเมื่อไหร่ เขาก็จำเป็นต้องปรับปรุงความแข็งแกร่งของตนให้เร็วที่สุด

ความแข็งแกร่งนี้แหละคือการป้องกันที่แท้จริง ส่วนคนงานเหมือง บางทีเราคงจะต้องหาสักทางจัดการพวกเขา...

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด