ตอนที่แล้วบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 3 คนที่ใช่ ที่อยู่ผิดที่ (Right man in the wrong place)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 5 ผู้แทนคนแรกของอาณานิคม (First representative of the colony)

นิยาย ชาติที่แล้วผู้นําฉ้อโกง ชาตินี้ขอเป็นผู้นําที่ดีแทนบ้าง

บทที่ 1 กำเนิดประชาธิปไตย : ตอนที่ 4 ทางเลือกคือ คำโกหก หรือ เลือด (The choice is lies or blood)


ทางเลือกคือ คำโกหก หรือ เลือด

(The choice is lies or blood)

สิ้นเสียงหญิงสาวผมสีบลอนด์ทองตรงหน้า บรรยากาศในห้องก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง มีเพียงชายและหญิงทั้งสองที่จ้องหน้ากันอยู่ ส่วนอมนุษย์หนุ่มผู้ที่นั่งข้างๆได้แต่นั่งคิดในใจว่าทำไมเขาต้องมานั่งร่วมวงสนทนากับเรื่องที่ยากเกินกว่าที่ตัวเขาจะเข้าใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจ

ผิดกลับลาสที่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากลับกล้าที่เปิดโปงเรื่องราวที่อาจจะทำให้เธอต้องจบชีวิตลงได้ ช่างเป็นหญิงสาวที่แปลกประหลาดยิ่งนัก จะมีใครกล้าเอาชีวิตของตนมาเสี่ยงดวงเหมือนเธอกัน?

“ไม่… ผมจะไม่บอกใคร” ลาสตอบเบาๆ

เฟลิเซียได้ยินเช่นนั้นก็หุบพัดบรรดาศักดิ์ลงก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดัง เสมือนว่าเฟลิเซียได้ยกภูเขาออกจากอก เสียภาพพจน์คุณหนูชนชั้นสูงจนหมดเกลี้ยง หรือแท้จริงแล้วเฟลิเซียจะคิดว่าลาสจะเอาเรื่องของเธอไปบอกทางการจริงๆ

“ขอบคุณพระเจ้า! ข้ามองคนไม่เคยผิดจริงๆ” เฟลิเซียเอ่ย

“พระเจ้าไม่ได้ช่วยคุณหนูเสียหน่อย” ลาสชะงัก “เป็นผมที่เลือกตอบต่างหาก” แม้ว่าจะตอบไปเช่นนั้นแต่ลาสก็รู้ตัวดี เขาไม่เลือกที่จะเป็นอเทวนิยมเพราะไม่เชื่อว่าพระเจ้า แต่เพราะลาสคิดว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลของมัน ขนาดที่ตัวเขายังไม่กล้าเชื่อว่าการที่ตัวเขาได้มาอยู่บนดาวที่เหมือนโลกที่ชื่ออองโทราลจะเป็นเจตนารมณ์ของเหล่าทวยเทพ เช่นนั้นเขาก็น่าจะได้เจอหน้าพระเจ้าไปแล้ว ลาสเชื่อว่ามันน่าจะมีทฤษฎีที่สามารถพาตัวเขามาอยู่ณที่แห่งนี้ก็เป็นได้

“อย่างไรก็ตามข้าก็เชื่อว่าท่านไม่ก็ไม่ชอบคนจากโพ้นทะเล” คำพูดของลาสไม่ได้ทำให้เฟลิเซียโกรธแต่อย่างไร เธอก็ไม่ใช่ผู้คลั่งศาสนาเสียกระไร

“ร้อยตรี… หากเป็นไปได้ ท่านควรที่จะร่วมมือกับข้า หากจะถือท้ายตรงไปเส้นทาง[1]ที่ควรจะเป็น” เฟลิเซียกล่าวเชื้อเชิญลาส เฟลิเซียเชื่อว่าชายตรงหน้าสามารถเพิ่มความต้องการด้านทหารของเธอได้อย่างแน่นอน นั้นรวมไปถึงกำลังทหารที่ลาสถืออยู่เช่นกัน แม้ว่ามันจะไม่ได้เยอะมาก แต่พวกเขานั้นล้วนเป็นทหารที่ผ่านการฝึกร่วมกับกองกำลังลีโอเนีย และเป็นเพียงกลุ่มเดียวจากกองกำลังทางทหารทั้งหมดของอาณานิคมอาริกาเซียที่ผ่านการทำศึกจริงๆมาแล้ว

หากจะพูดถึงเรื่องกองกำลังในอาณานิคมนั้นช่างแตกต่างกับที่อื่นใด เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยในอดีต ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกำลังทหารจะขึ้นตรงกับดินแดนแม่อย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามนั้นก็เป็นเพราะระยะทางที่ใกล้กัน ซึ่งต่างกับอาริกาเซียไกลแสนไกลยากที่จะเข้าถึง เป็นเหตุว่าทำไมถึงสามารถจัดมีตั้งกองกำลังอาสาและกองกำลังติดอาวุธประจำรัฐได้โดยที่ไม่ต้องขึ้นตรงทำดินแดนแม่ เพื่อปกป้องภัยอันตรายโดยไม่ต้องการกำลังเสริมที่ยาวนานจากดินแดนโพ้นทะเล แม้ว่ามันจะเสี่ยงก็ตาม

แน่นอนว่าเฟลิเซียมีไพ่เหลือสำรองให้ต่อรองหากเธอมไม่ได้ความร่วมมือจากชายตรงหน้า แต่เฟลิเซียก็ยังเชื่อว่าชายตรงหน้าก็น่าจะเข้าใจ และยอมตกลงเข้าร่วมกับเธออย่างแน่นอน

ท้ายที่สุดแม้ว่าลาสจะนั่งครุ่นคิดในใจอย่างเงียบสงบก็ต้องเปิดปากพูด

“ถ้าไม่ว่าอะไร ผมขอถามอะไรสักหน่อยจะได้ไหมครับ?” ลาสแค่นเสียงเอ่ยถาม ตามด้วยเฟลิเซียที่พยักหน้าเป็นอันยอมรับ

“คุณหนูมีความพร้อมที่จะแลกอริสระภาพที่คุณหนูต้องการนักต้องการหน้าหรือไม่?” ลาสชะงักถอนหายใจก่อนจะพูดด้วยนํ้าเสียงที่จริงจัง

ไม่ว่าราคานั้นจะแพงเกินกว่าที่ตัวคุณหนูจะคิด คุณหนูก็พร้อมที่จะแลกมันมา?

สิ้นเสียงคำพูดของชายหนุ่มหน้าหวาน หญิงสาวที่ตอนแรกเก็บสีหน้าของตนไว้ได้ บัดนี้กลับมีก็หน้าที่กังวลออกมา เธอตกตะลึงและนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้า แววตาลังเลตัดสินใจไม่ได้ เธอคิดใคร่ครวญคำพูดอยู่ช่วงคู่ ไม่นานนักหญิงสาวก็เอ่ยตอบ

“หากมันจำเป็นต้องแลกด้วยชีวิตและดวงวิญญาณ เช่นนั้นข้าก็พร้อมที่จะแลกมัน  ” แม้ว่าเธอจะใช้เวลาคิดไม่นาน แต่นํ้าเสียงที่หนักแน่นและแววตาที่จริงจังนั้นช่างน่าเกรงขามเป็นไปด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้า อุดมการณ์ที่พร้อมแลกมันด้วยชีวิต เธอพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อผู้คนและบ้านเกิดของเธอ แม้เธอจะไม่รู้ว่ามันจำเป็นต้องแลกด้วยอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยก็ควรทำดีกว่าเพิกเฉยต่อความอยุติธรรม

หากเป็นคนทั่วไปคงปลาบปลื้มกับคำพูดของเธอ ผิดกับชายตรงข้ามที่นั่งเงียบ ใบหน้านิ่งยากที่จะขาดเดาอารมณ์ ลาสไม่แม้จะมีปฏิกิริยาอะไรต่อคำพูดของเธอแม้แต่น้อย มันช่างเหมือนกับพวกชนชั้นผู้นำตระกูลใหญ่ๆในห้องประชุมระดับรัฐ เหมือนบิดาของเธอที่เพิกเฉยต่อคำพูดของตัวเธอ เป็นเหมือนกับนักการเมืองอย่างที่คู่หมั้นเธอเคยพูดเอาไว้ การต่อสู้ระหว่างชนชั้นปกครองด้วยคำพูดเพื่ออำนาจและอิทธิพล แม้เธอจะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ชายตรงหน้าช่างเหมือนกับสิ่งที่คู่หมั้นเธอได้กล่าวไว้จริงๆ

เฟลิเซียถึงกับต้องกัดริมฝีปากสะกดกลั้นอารมณ์อันเดือดพล่านในใจ ‘ ข้าคิดว่าเขาจะเข้าใจเหมือนข้าเสียอีก! ’ จนกระทั่งขณะที่เฟลิเซียจะกล่าวโทษลาส ชายหนุ่มดันชิงเอ่ยพูดเสียก่อน

“ขอยอมรับความมุ่งมั่นและอุดมการณ์อันแรงกล้าของคุณหนู อย่างไรก็ตามเพียงความมุ่งมั่นมันไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะถามคำถามใหม่อีกว่า คุณหนูมีพันธมิตรหรือไม่? และคุณหนูรู้จักสหจักรวรรดิมากแค่ไหน?” ลาสไถ่ถามข้อมูลจากเฟลิเซีย เขาเชื่อว่าคุณหนูผู้นี้น่าจะเตรียมการแผนการต่าง ๆไว้มานาน

“ข้าไม่รู้จะเรียกพวกเขาพันธมิตรได้หรือเปล่า แต่ข้าเชื่อว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร” เธอก็เกือบจะมีโทสะและกล่าวว่าชายตรงหน้าเรื่องที่เขาเพิกเฉยต่อคำพูดของเธอ เฟลิเซียเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติหลังได้ยินคำถาม ก่อนที่จะกล่าวตอบลาส

“ในเขต6 บรรดาสิบเอ็ดรัฐอาริกาเซีย ตอนบน นิวลีโอ นิลเฟล  โจเซ วัลเทอร์ ชาร์ลส ตอนกลาง โฟลิโอ เอคริสเปีย เดอลากูร์ เบอร์เกน และตอนล่างมี แคนน่าน กับ นิวเซนดัม ช่างน่าเสียดายมีเพียงแค่ 5 รัฐ โจเซ เดอลากูร์ เบอร์เกน แคนน่าน และ นิวเซนดัมเท่านั้นที่ข้าเข้าร่วมกับข้า” เฟลิเซียส่ายหน้าจนปัญญา เธอคิดว่ายังต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนให้พวกเขาหันมาร่วมกับเธอ ต่อให้ต้องทำด้วยวิธีสกปรกก็ตาม

“ทั้งหมดที่กล่าวมาก ผู้นำทุกรัฐรู้อุบายแผนการของคุณหนูกันหมดเลยหรอครับ?” ลาสถามด้วยความสงสัย

เฟลิเซียส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะพูดต่อ “ทั้ง 5 รัฐที่เข้าร่วมกับข้า ผู้นำล้วนเป็นตระกูลเล็กและมีความต้องการแยกตัวมานานแล้ว แต่ว่าปัญหาก็คือผู้นำทั้ง 5 นั้นเป็นพวกกระหายในอำนาจ ไม่ช้าไม่เร็วมีหวังคงได้แตกคอกันเอง เช่นนั้นข้าจึงเป็นตัวแทนของการต่อต้านในคราวนี้ เป็นตัวกลางคันระหว่างตระกูลค่อยคุมสมดุลไม่ให้ความบาดหมางนั้นมีมากจนเกินไป” สักพักเฟลิเซียก็นึกขึ้นมาได้ เธอจึงกล่าวต่อ

“ถ้าหากเป็นพัธมิตรที่สามารถไว้ใจได้จริงๆละก็ คงจะเป็นพวกกลุ่มทาสหลบหนีกับพวกหัวรุนแรง แต่พวกเขาไม่มีอำนาจที่จะสู้ใครได้เลยแม้แต่น้อย อย่างมากกองโจรก็พวกที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังแบ่งแยกไคโยตี(Coyote Separatist Forces) หรือไม่ก็พวกรักสงบอย่างแสงตะวันออก (Eastern Light) ที่ต้องการเลิกทาส ทั้งสองถือว่าเป็นมิตรที่ดียิ่งกว่าผู้นำตระกูลต่าง ๆเสียอีก” เฟลิเซียพูดด้วยนํ้าเสียงที่เหนื่อยใจ

“กลุ่มแบ่งแยกที่คุณหนูเคยถามถึงผม ก็เพราะผมมีกองทหารในมือใช่ไหมครับ?” เฟลิเซียไม่ได้พูดอะไรเธอพยักหน้าตอบคำถามของชายตรงหน้าอีกครั้ง

เมื่อลาสได้รับรู้ว่าเขากลายเป็นพวกหัวรุนแรงอย่างที่เฟลิเซียกล่าวว่า มันก็ทำให้ลาสต้องจับหน้าผากกับตัวและหัวเราะแห้งๆออกมา เขาไม่คิดว่าตัวเองจะถูกมองเหมือนขุนศึกในวรรณกรรมจีนที่มีกองกำลังเป็นของตัวเองแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ถ้าเป็นไปได้คงต้องรีบขอร้องเซอร์กาย ให้ย้ายไปอยู่ทำงานฝ่ายเอกสารแทนเสีย ว่าแต่ว่าหญิงสาวผู้นี้รู้องค์กรและกลุ่มลับมากมายได้ยังไงกันนะ? เธอมีอำนาจและอิทธิพลมากมายแค่ไหน คำถามนั้นโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด ลาสได้แต่คิด

เฟลิเซียที่นั่งมองชายตรงหน้าที่จมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความคิด ก็ได้หยิบถ้วยนํ้าชามาดื่มอีกครั้ง เธอปล่อยให้ลาสได้คิดก่อนที่จะสนทนาตอบโต้กับเธอ ก่อนจะหันไปหาอมนุษย์หูหมาผู้เป็นชนพื้นเมืองและเอ่ย

“เจ้า… เจ้ามาจากเผ่าใดหรือ?”

“อะ อา อาโมนูเท เผ่า อาโมนูเท ครับ!” บูลล์ที่นั่งเงียบมานานจู่ๆถูกทักก็พูดกระตุกกระตักด้วยความตกใจ ใครจะไปรู้ว่าทั้งสองคนที่คุยเรื่องสำคัญมากๆจะหันมาถามเขากัน!?

“อาโมนูเท?… ชนเผ่าแรกๆที่บรรพบุรุษพวกข้าติดต่อเป็นกลุ่มแรกเลยมิใช่หรือไง” เฟลิเซียหัวเราะเบาๆ

“ข้าเชื่อว่าเจ้ายังคงจงรักภักดีต่อเผ่าของเจ้า ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากจะขอความร่วมมือจากชนเผ่าพวกเจ้าหน่อยจะได้หรือไม่?” สิ้นเสียง ใบหน้าของบูลล์ก็แสดงถึงความวิตกกังวลทันที บูลล์หันหน้าไปหาชายที่นั่งข้างๆเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับได้ความเงียบมาแทน ตัวเขาแทบจะกรีดร้องออกมาแต่ต้องคุมสติตัวเองเอาไว้ บูลล์จึ่งครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนจะ มองหน้าหญิงสาวตรงหน้าและตอบกลับ

“อาโมนูเท เดินทางเข้าใจกลางทวีปไปแล้ว ต้องขออภัยที่ไม่สามารถช่วยอะไรคุณหนูได้เลย” จบคำพูดของบูลล์ เขาก็ก้มหัวขอโทษทันที  เฟลิเซียจึงวางถ้วยนํ้าชาและส่ายหน้าไปมาก่อนจะตอบบูลล์ไป

“อย่าได้กังวลไปเสีย ข้ามิได้จะว่าเจ้า.. ข้าพอทราบเรื่องราวเผ่าของเจ้ามาบ้าง ไม่นานนักข้าได้ยินมาว่าเผ่าของเจ้าขึ้นเหนือไปพร้อมกับผู้ลี้ภัยข้าเชื่อว่าพวกเขาจะอยู่ดีกว่าอยู่ในเขตที่6แห่งนี้… เอาเถอะ ว่าแต่ร้อยตรี ลาส ข้าพูดมาเยอะขนาดนี้แล้วท่านก็ควรตกลงกับข้าได้แล้ว” เฟลิเซียเอ่ยด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนหวานเบาๆ

หากจะเริ่มทำในสิ่งที่ควร เขาควรจะช่วยหญิงสาวผู้นี้ แม้ว่ามันจะอาจจะทำให้เขาต้องจบชีวิตลง แต่ไม่ใช่ว่าเขาตายไปแล้วรอบหนึ่งไม่ใช่หรอ? งั้นก็ระวังตัวให้มากกว่าเดิมสิ โลกใบนี้ ดาวดวงนี้ไม่ได้มีกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่จะมาดูแลเขาเสียหน่อย

“เช่นนั้น ผมยินดีที่จะช่วยคุณหนูเฟลิเซีย หากเป้าหมายของคุณคืออริสระภาพ นั้นคือเป้าหมายที่ผมจะช่วยให้เป็นจริง” ลาสตอบตกลงที่จะเข้าร่วมกับเฟลิเซีย

“ขอบคุณท่านมาก! ข้าจะเชิญท่านมาคุยแผนการเพิ่มเติมหลังจากนี้” เฟลิเซียลุกขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้มด้วยเต็มไปด้วยความยินดี

ขณะที่ลาสกำลังจะพูด เจ้าบ้านคุณหญิงแอร์นาก็ได้เดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก ใบหน้าที่ไร้ความโศกเศร้าเสียใจ เธอคงทำใจได้แล้วจึงกลับเข้ามา เธอก้มหัวทักทายลาสและบูลล์ เนื่องจากตอนแรกที่เธอรับจดหมายเสียชีวิตของสามีเธอ แอร์นาก็ไม่ได้ทักทายชายทั้งสองคน เธอต้องการอ่านข้อความในจดหมายสุดท้ายด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีใครมายุ่ง เมื่อแอร์นาทำใจเสร็จเธอก็รีบเดินไปห้องรับแขก

“ร้อยตรี ดักลาส ข้าเชื่อคำพูดของสามีข้าเสมอ ข้ารู้ว่าท่านกับสามีข้าได้พูดคุยกันแล้ว เช่นนั้นข้าจะไม่พูดอ้อมค้อม” แอร์นาพูดด้วยเสียงเรียบ ก่อนที่เธอจะก้มหัวลงและขอร้องชายหนุ่ม “ได้โปรด! ได้โปรดท่านช่วยบอกโอกาสที่เราจะได้เป็นอริสระด้วยเถิด”

ลาสมีสีหน้าที่ตกใจเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้ร้อนรนแต่อย่างไร ผิดกับเฟลิเซียที่ตื่นตัวตกใจกับคำพูดของแอร์นาอย่างมาก ลาสนิ่งอยู่คิดอยู่สักพัก ลาสไม่รู้ว่าจดหมายสุดท้ายของหลี่เขียนไว้ว่าอย่างไร แต่ตัวเขาก็ยอมรับว่าคุยกับผู้หมวดหลี่ไว้เยอะพอสมควร ไม่แน่ผู้หมวดหลี่ จะนำตัวตนของเขาในระหว่างการประจำกองกำลังอาสาไปเขียนไว้ในจดหมายนั้น และผู้หมวดหลี่ คงคิดว่าเขาจะสามารถชักนำผู้คนให้ลุกขึ้นสู้อะไรทำนองนั้น ซึ่งแทนจริงแล้วลาสก็ไม่ได้คิดจะทำสิ่งที่ทำให้ประชาชนต้องตายโดยคำพูดของเขาเพียงคนเดียว การยุยงปลุกปั่นนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดแม้ว่าบางครั้งมันก็จำเป็นเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา หาจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเริ่มทำณตอนนี้ คิดเช่นนั้นลาสก็กล่าวขึ้นมา

" โอกาสนั้นเกิดโดยไม่ใช่ผมหรือผู้นำคนใด.. โอกาสนั้นขึ้นอยู่กับทางเดินของทุกคน ไม่ว่าจะพวกเขาจะเดินไปทางไหน

 ไม่ว่าทางเดินที่เต็มไปด้วยเลือดหรือทางเดินที่เต็มไปด้วยแผ่นกระดาษ

……

.

.

.

.

.

.

เสียงคลื่นซัดกระทบฝัง กลิ่นทะเลที่ลอยเต็มท้องฟ้า ชาวบ้านชาวเมืองหลากหลายเผ่าพันธุ์เดินไปมา คนงานต่างขนของทำงานต่างๆ เมืองบอสตันนั้นเป็นเหมือนหัวใจของอาณานิคมแห่งนี้ สินค้าจากโพ้นทะเลที่ถูกนำเข้ามาล้วนจอดที่ท่าเรือแห่งนี้ หรือไม่ก็สมาชิกจากสมาพันธ์การค้าที่นำเรือมาจอดอีกฝั่งของเมือง

ชายฉกรรจ์สองสามคนกำลังเดินไปมาระหว่างทางเดิน พวกเขาส่วมเสื้อโค้ทสีนํ้าเงินเข้ม ขอบโค้ง ปลายเสื้อหลังยาวเล็กน้อย กางเกงเอวสูงสีเทา ส่วมหมวกฟีดอรา ต่างกับชาวเมืองที่แต่งคนละแบบ กลุ่มชายฉกรรจ์ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาพวกเขาถืออุปกรณ์พร้อมผ้าคลุมเดินไปเดินมา และพูดคุยกับชาวเมือง แต่หลายคนก็ส่ายหน้าไปมา จนกระทั่งพวกเขาได้เจอหญิงสาวผมบลอนด์ทองส่วมใส่เครื่องแต่งกายขุนนางพร้อมเมดอมนุษย์รับใช้สองคน เธอกำลังเดินถือร่มกันแดดสีขาวกำลังเดินเล่นอยู่ พวกเขาจึงได้เดินเข้าไปหาหญิงสาวผู้นั้นทันที

“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง ผมมาจากสำนักพิมพ์แกรนด์เฮสซิเชอร์ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงพอจะมีเวลาพูดคุยไหมครับ?” ชายร่างใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มถามหญิงสาว

“อ๊ะ! สำนักพิมพ์งั้นหรือ คู่หมั้นข้าเคยเล่าเกี่ยวกับพวกท่านอยู่พอสมควร” เธอกล่าวพร้อมยิ้มอ่อน

“โอ้! ในที่สุดก็มีคนเข้าใจสักที คุณหญิงรู้ไหมว่าคนในเมืองแทบไม่รู้จักสำนักพิมพ์เลยสักนิด พอจะขอถามพูดคุยพวกเขาก็ไม่ยอมพูดคุยเลยสักนิด แต่คุณหญิงคงมีคู่หมั้นที่ดีนะครับ” เขาชะงัก “ พวกผมไปขอสัมภาษณ์ชาวเมืองพวกเขาก็ไม่กล้าคุย ถ้าเป็นไปได้ผมขออนุญาตถ่ายรูปคุณหหญิงก่อนสัมภาษณ์ได้ไหมครับ?” ชายร่างใหญ่บ่นด้วยนํ้าเสียงเหนื่อยล้า ก่อนจะเปิดผ้าคลุมอุปกรณ์กล้องดาแกร์โอไทป์[2]และขาตั้งไม้

เมื่อหญิงสาวหยักหน้าตอบตกลงไป เหล่ากลุ่มชายฉกรรจ์ก็ดีใจกันยกใหญ่ อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้พลาดโอกาสที่ได้มาอยู่บนพื้นดินแห่งนี้แล้ว เมื่อได้สัญญาณว่าคุณหญิงตรงหน้าตกลงแล้วพวกเขาก็นับเลขทันที

3… 2.. 1.. “เสร็จเรียบร้อยครับ!” สิ้นเสียงชายอีกคนก้หยิบสมุดขึ้นมาพร้อมถามคุณหญิงตรงหน้า “ผมขอเริ่มที่ชื่อก่อนเลยนะครับ”

“นามของข้าคือเฟลิเซีย….”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1]ถือท้ายตรงไป (steady as she goes) เป็นคําศัพท์ของนักเดินเรือ แปลว่า ถือท้ายตามเข็มที่นายสั่งการ/สั่งให้นายหางเสือเรือรักษาเส้นทางปัจจุบันของเรือ

[2]กล้องดาแกร์โอไทป์ (daguerreotype camera) กล้องถ่ายภาพ ในศตวรรษที่ 18 ลักษณะเป็นกล่องแบบสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 ใบ [แต่ในที่นี้จะใช้ ‘ แคโลไทป์ ’ แทน]

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด