ตอนที่แล้วตอนที่ 200: วิหารตันเสีย (19) [ฟรี 11 ธ.ค. 63]
ทั้งหมดรายชื่อตอน

ติดตามการแจ้งเตือนตอนใหม่ที่แฟนเพจ

Facebook Fanpage กดเลย

••••••••••••••••••••

นิยายอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ [เรื่องใหม่]

สารบัญ ARK [จบแล้ว]

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

สารบัญ จอมเวทอหังการ

สารบัญ ราชันเทพเก้าสุริยัน

••••••••••••••••••••

ตอนที่ 201: วิหารตันเสีย (20)

 

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม วังวนลมปราณเข้าสู่ร่างกายของฉือหยางอี้จนหมด จากนั้นเขาลืมตาขึ้น ระดับการรวมลมปราณขั้นท้าย! แท่นรากฐานปรากฏขึ้น! ตอนนี้ เขาสัมผัสพรมแดนที่นำไปสู่การฝึกฝนอย่างแท้จริง ถึงตอนนั้น ที่เขาต้องทำคือวิ่งเข้าหาระดับการก่อตั้งรากฐานด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี

ทว่า จะท้าทายความยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร?

ขนาดหนึ่งในร้อย นั่นคือความหายากของผู้ฝึกฝนที่มีชะตาต่อระดับการก่อตั้งรากฐาน หากกล่าวว่าบรรพบุรุษระดับการก่อรูปแกนกลางคือกำลังทหารสูงสุดของจีน เช่นนั้นก็ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงที่จะบอกว่าระดับการก่อตั้งรากฐานคือหลักสำคัญ

มีผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานไม่ต่ำกว่า 20,000 ที่ยังคงจับตาดูจากด้านข้าง คงอยู่เพียงเพราะระบบอารยธรรมการฝึกฝนอันเหนียวแน่นจนมาถึงทุกวันนี้ ทันทีที่ระดับการก่อตั้งรากฐานลงมือ กิ่งก้านทั้งหมดจะพยายามสุดความสามารถ แม้กระทั่งผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานที่น่ารังเกียจยังมีหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวงอยู่!

สถานะของผู้ว่าราชการจังหวัดในผู้พิทักษ์อวี่หลินมีแต่ผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานเท่านั้นที่สามารถรับได้ สถานะของผู้จัดการพื้นที่ของหอตัวเป่าต้องเป็นผู้ฝึกฝนระดับการก่อตั้งรากฐานเช่นกัน รองหัวหน้าสาขาเทียนเต้าแต่ละมณฑลและบุคคลำสำคัญของ CSIB ต้องมีพลังระดับการก่อตั้งรากฐานด้วย! ที่ระดับการก่อตั้งรากฐาน ทำให้สามารถก่อตั้งสำนักได้ ผู้อาวุโสระดับการก่อตั้งรากฐานขั้นต้นเพียงคนเดียวมากพอจะสนับสนุนตระกูลชั้นสองขึ้นไปได้!

“นี่คือระดับการรวมลมปราณขั้นท้ายเหรอ…?” ฉือหยางอี้จัดเรียงความคิดก่อนกำหมัด เขารู้สึกได้ว่าภายในร่างกายมีสัมผัสหนึ่งที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากเมื่อก่อน มันเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง

ความรู้สึกเช่นนั้นมีจุดกำเนิดมาจากความหนาแน่นที่สามารถรู้สึกได้จากเนื้อหนังร่างกาย มันอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งพอจะสามารถสัมผัสจากลมปราณที่อยู่ข้างในได้ ยิ่งกว่านั้น สัมผัสวิญญาณของเขาสามารถขยายออกไปในระยะ 300 เมตรได้แล้ว!

โดยไม่ปะทะกับใครบางคนในเคล็ดต่อสู้ สัมผัสวิญญาณคือวิธีสะท้อนโดยตรงที่สุด 300 เมตรนี้กล่าวได้ว่าเป็นอาณาเขตสัมบูรณ์ของฉือหยางอี้! ดังนั้นตราบที่เขาต้องการ ทั้งสายลมจะพัดผ่านและต้นหญ้าแกว่งไกวภายในรัศมี 300 เมตรนี้ เขาสามารถทราบถึงทุกสิ่งได้!

“นี่คือผลจากหลักคำสอนการเล่นแร่แปรธาตุนิรันดร์เหมือนกันเหรอ…?” สายตาของเขาทอประกายเล็กน้อยเพราะเคยอ่านสื่อการสอนมามากมาย ในระดับการรวมลมปราณขั้นท้าย สัมผัสวิญญาณขั้นสูงสุดในตอนนี้อยู่ที่ 298 เมตร ส่วนบันทึกนี้ มันมาจากเมี่ยรื่อ นี่คืออัจฉริยะของมนุษยชาติที่หนึ่งศตวรรษจะเกิดสักหนึ่งคน!

คาดไม่ถึง สัมผัสวิญญาณของเขาเหนือกว่าอีกฝ่ายถึงสองเมตร! ถึงอย่างนั้นคุณสมบัติของเขาในตอนนั้นไม่มากพอจะทำให้แผ่นศิลาของเมี่ยรื่อแตกสลายเป็นชิ้น ๆ ได้ ที่เหลืออยู่มีเพียงรอยลึกบนผิวแผ่นศิลา

สิบปทุมแดงคาร์ดินัล…” ความภาคภูมิใจต่อพละกำลังท่วมท้นขึ้นในใจ เขาไม่ได้หันหน้าแล้วคำรามเสียงดัง แต่กลับสูดหายใจเข้าลึก ๆ ใช้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์แรก

“โฮก!” เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังสนั่น จากมือของเขา มังกรอัคคีที่มีความยาวมากกว่าเดิมหลายสิบเมตรกรีดร้องออกมา! ราวกับมันอยากเผาไหม้ทะเลหมอกนี้! ทว่า… มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่นี้!

“สีเปลี่ยนไปงั้นเหรอ?” ฉือหยางอี้ตรวจสอบมังกรอัคคีอย่างละเอียดหลายวินาที เชื่อว่าตัวเองเข้าใจผิดไป ถึงกระนั้น เขายืนยันได้ใหม่แล้วว่า… ไม่ได้เข้าใจผิด! ใช่แล้ว สีเปลี่ยนไป… สิบปทุมแดงคาร์ดินัลมีจุดกำเนิดมาจากมังกรอัคคีสีแดงเข้ม ทว่า เขาเข้าใจดีว่าสีแดงเข้มเป็นตัวแทนของอุณหภูมิราว 700 องศาเซลเซียส

แต่ตอนนี้… มันเป็นสีส้มทอง! นี่คือตัวแทนที่บ่งบอกว่ามังกรอัคคีไปถึงอุณหภูมิ 1200 องศาเซลเซียส!!!

แนวคิดนี้คืออะไรงั้นหรือ?

อธิบายง่าย ๆ ก็คือภูเขาไฟ เมื่อภูเขาไฟปะทุขึ้นมา แมกมาจะมีความร้อนไม่ต่ำกว่า 1200 องศาเซลเซียส! ตอนนี้ มังกรอัคคีตัวนี้มากพอจะเทียบเท่ากับส่วนหนึ่งของพละกำลังธรรมชาติ! มันเทียบเท่ากับสายลาวาที่ยาวหลายสิบเมตร!

ด้วยการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งนั้น แม้แต่เขาก็อดที่จะกำหมัดแน่นไม่ได้ เสียงข้อนิ้วมือหักดังขึ้น ราวกับ… ถ้าเขาพบใครบางคนให้ทดสอบ… อีกฝ่ายอาจจะกลายเป็นเนื้อสุนัขย่างหรือเปล่า?

ร่างกายของฮัสกี้ใหญ่พอสมควร ใช่… มันควรค่าแก่การถูกย่าง

ขณะโบกมือ สิบปทุมแดงคาร์ดินัลหายไปดังปัง เขาหักห้ามความตื่นเต้นแล้วคำรามออกมา “มังกรฟ้าแสวงหาหม้อ!”

ฟิ่ว! เพียงพริบตา แสงสีแดงคืบคลานออกจากทั่วหมัดของเขาอย่างรวดเร็ว พละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นรอง ด้วยความประหลาดใจ ฉือหยางอี้ค้นพบอย่างน่าตกตะลึงว่าความสามารถศักดิ์สิทธิ์นี้… ไม่จำเป็นจ้องใช้พลังเพื่อกักเก็บเอาไว้อีกแล้ว!

การอธิบายแบบนั้นอาจจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แต่ละอย่างมีผลของมันเอง สิบปทุมแดงคาร์ดินัลคือการส่งผลระยะไกล หม้อยาเม็ดสร้างวิญญาณและชีพจรตัดวิญญาณคือคมดาบในความมืด มังกรฟ้าแสวงหาหม้อ… คือการโจมตีอันรุนแรง! มันคือท่าสังหารที่มีพลังภายนอกมากที่สุด

ในขั้นกลาง เขาสามารถยืนหยัดไม่ไปไหนเพื่อกักเก็บพลังได้ตอนใช้ท่านี้ แต่ตอนนี้… เขาสามารถขยับขณะกักเก็บพลังได้ สามารถปลดปล่อยท่านี้เมื่อใดก็ได้!

ส่วนยันต์แปลกประหลาดที่ปรากฏขึ้นในมังกรฟ้าแสวงหาหม้อ ตอนแรกพวกมันอยู่ที่ข้อศอกเท่านั้น ตอนนี้ พวกมันลามปกคลุมทั่วแขนขวา ดูเหมือนกับรอยสักงดงาม

“ควรค่าแก่การเป็นความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของหลักคำสอนการเล่นแร่แปรธาตุนิรันดร์” ฉือหยางอี้ดึงหมัดกลับ รู้สึกพึงพอใจยิ่ง ดูท่าความสามารถศักดิ์สิทธิ์จะมีทั้งดีและแย่ปะปนกันไป ในพลังระดับการรวมลมปราณ มีความสามารถศักดิ์สิทธิ์บางอย่างเท่านั้นสามารถสำแดงพละกำลังได้อย่างเต็มที่ โดยทั่วไป พลังของความสามารถศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้น่าทึ่งอยู่แล้ว ทว่า มีโอกาสที่พวกมันจะก้าวหน้าแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเช่นนั้น ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ที่เขาได้รับมาในตอนนี้ไม่ได้มีดีแค่พลังแต่ยังมีวิธีใช้หลายหลากอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น จากการเพิ่มขึ้นของพลัง ความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของเขาคล้ายกับสมบัติลับที่ถูกขุดขึ้นมาช้า ๆ ท้ายที่สุดเผยความพิศวงมากยิ่งขึ้น!

“ถ้าฉันไปถึงระดับการก่อตั้งรากฐานในสักวัน พละกำลังของความสามารถศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะเป็นแบบไหนกัน…? แต่ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ ฉันต้องคิดเรื่องกระจกสมบัติเทพหลอมรวมให้ดีกว่านี้แล้วสิ”

ไม่ทราบได้ว่ามีผู้ฝึกฝนระดับการรวมลมปราณกี่คนที่ถึงขั้นขายร่างกายเพื่อแสวงหาความสามารถศักดิ์สิทธิ์ นั่นยังไม่กล่าวถึงเรื่องที่พวกเขามีกระจกสมบัติเทพหลอมรวม ต้นฉบับระดับการก่อรูปแกนกลางลับ พวกเขาอาจจะขายไตเพื่อซื้อความสามารถศักดิ์สิทธิ์ก่อนหลอมรวมมันเข้าด้วยกันทันที ความเดือดดาลของเขาทำให้ความสามารถศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งเกินไป ไม่รู้ว่าจะหลอมรวมเข้าด้วยกันได้อย่างไร

ขณะระงับความตื่นเต้นอยู่พักใหญ่ เขาต้องไปต่อ ตอนนี้ เขากังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะออกไป ถ้าออกไม่ได้ เขาจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนแก่ตาย หากเป็นอย่างนี้ มันจะต่างกับการใช้ชีวิตในกรงตรงไหน?

เขาให้สัญญาไว้หลายสิ่ง แต่ไม่สามารถทำสำเร็จได้สักข้อ เขาจะต้องตายอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?

เขาอยู่ระดับการรวมลมปราณขั้นท้ายตอนอายุยี่สิบเจ็ดปี ในสายตาของคนทั้งชาติ เขามีพรสวรรค์สูงส่ง เขาจะมายอมตายในสถานที่ที่ยังไม่ถูกค้นพบพร้อมกับพรสวรรค์ที่มีได้อย่างไร?

“อีกอย่าง… ยังมีเจ้านี่อยู่…” ฉือหยางอี้ขยับมือไปที่ปลายดาบ เขาไม่ได้เก็บเอาไว้ภายในแหวนเก็บของแต่วางไว้ที่ด้านข้าง

ท้ายที่สุด ความลับที่ปกปิดในปลายดาบที่ถูกใช้โดยผู้ฝึกฝนโบราณผู้สามารถยับยั้งด้วยเต๋าผนึกเทพคืออะไร? เพื่อซ่อนมันไว้… พื้นที่อิสระจึงถูกสร้างขึ้นมาในแปดดินแดนความตายใหญ่เป็นพิเศษงั้นหรือ?

นิ้วของเขาลูบพื้นหลายครั้ง ถึงอย่างนั้นคิ้วเริ่มขมวด

ไม่มีอะไร? ปลายดาบไปไหนล่ะ? เขาหันศีรษะกลับไปมองด้วยความตกตะลึง พบว่าปลายดาบหายไปแล้ว! โดยไม่ล่าช้าแม้แต่น้อย เขายืนขึ้นขณะมองรอบข้างอย่างละเอียด หรือว่า… มีใครบางคนเข้ามาแล้ว?

ไม่ เขาปฏิเสธความคิดนี้ทันที ตัดเรื่องนี้ทิ้งไปได้เลย เขาเข้าในสู่อาณาจักรนี้ได้เพราะสรรพาวุธปรปักษ์ได้รับโลหิตเข้าไป ทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะปลุกพื้นที่ลับนี้ขึ้นมาได้ ไม่มีใครสามารถครอบครองคัมภีร์หนังแกะโบราณลึกลับได้

แต่ถ้าเช่นนั้น… มีสิ่งอื่นอยู่ที่นี่หรือ? เขาเริ่มหรี่ตา ตอนแรก เขาก็คิดว่าต้องเป็นแบบนี้ สถานที่นี้ดำสนิท มืดจนมองไม่เห็นนิ้วตัวเองต่อให้ยื่นมือออกมา มันจะไม่ผิดปกติเลยหากมีสิ่งอื่นอยู่อีก ทว่า ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ฉวยโอกาสจากการเลื่อนขั้นของเขาเพื่อพรากชีวิตไปล่ะ?

ฟิ่ว… ตอนนี้ แสงสีแดงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เขาเงยหน้าขึ้นมองคร่าว ๆ จากนั้นมองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงทันที

ราวกับใครบางคนกำลังเขียน… ปลายดาบถึงกับอยู่นท้องฟ้าเพื่อวาดรูปแกะสลักผนังที่ส่องแสงสีแดงเหมือนก่อนหน้านี้! เทียบกับลวดลายเดิมแล้ว… มันแทบจะเหมือนกัน! จุดที่น่าสนใจคือพื้นที่ส่องแสงสีแดงเหล่านี้เป็นประกายเท่ากัน!

ฉือหยางอี้จับจ้องท้องฟ้า ที่นี่แปลกเกินไป ทำไมสรรพาวุธปรปักษ์และวิหารตันเสียถึงข้องเกี่ยวกัน? ทำไมตอนแรกเขาสัมผัสได้ว่ามีผู้ล่าตามธรรมชาติ? ทำไมเขาปฏิเสธปลายดาบ? ถึงอย่างนั้นใครกันที่สร้างที่นี่ขึ้นมา? ทำไมถึงต้องสร้างขึ้นมาด้วย? อย่างแรก เจียงชั่ง ซันปิน ห้าศตวรรษก่อน จูกัดเหลียง ห้าศตวรรษต่อมา หลิวโป๋เวิน ตำนานงูขาว… เมื่อระฆังใบสุดท้ายดังขึ้น ความลับที่ซ่อนเรื่องราวทั้งหมดนี้คืออะไร?

ความสงสัยนับไม่ถ้วนก่อเกิดขึ้นพร้อมกับลวดลายเหล่านี้บนท้องฟ้าก่อนส่องแสงอีกครั้ง ทว่า เขาในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมองสิ่งเหล่านี้เลย กลับกัน เขาลอบรู้สึกมืดมน ความลับเหล่านี้หมายรวมไปถึงความลับของทางเข้าและทางออก ทั้งหมดนั่นซ่อนอยู่ในรูปแกะสลักผนังเหล่านั้น

ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว… ปลายดาบสลักลวดลายทั้งหมดจนครบ สิ้นเสียงฟิ่ว มันกลายเป็นเหล็กธรรมดาอีกครั้งก่อนตกลงข้างเท้าของเขา ฉือหยางอี้พึมพำกับตัวเองขณะหยิบขึ้นมา ในใจ เขามีทฤษฎีหนึ่ง สำหรับดาบเล่มนี้ที่วาดภาพอันคุ้นเคยขึ้นมา… รูปแกะสลักผนังเหล่านี้ถูกสลักขึ้นด้วยคนที่ครอบครองดาบเล่มนี้หรือเปล่า?

คนคนนี้… อยากบอกบางสิ่งกับเขาผ่านรูปแกะสลักผนังเหล่านี้งั้นหรือ? เขาชายตามองขณะศึกษาลวดลายแปลกประหลาดในอากาศอย่างสนใจ พื้นที่ทั้งหมดที่ระยิบระยับด้วยแสงสีแดงกลับไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพวกมันแกะสลักต่างจากรูปแกะสลักผนังเดิม แต่เป็นเพราะตัวพื้นที่ต่างหากที่ทำให้ต่างออกไป!

มีตะขอและยังมีส่วนโค้งเว้าบางแห่ง… มันช่างน่าแปลกประหลาดอัศจรรย์เมื่อมองดูอย่างละเอียด แต่ฉือหยางอี้มองพวกมันไม่ถึงหนึ่งนาทีก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “นี่… คือเส้นตัวอักษร! พวกมันกำลังสร้างประโยคขึ้นมา!”

ใช่… คนจีนทุกคนคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้พวกมันคือเส้นตัวอักษรจีน คนจีนใช้อยู่ทุกวัน! แม้แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าภาพเหล่านี้ถึงกับมาจากใครบางคนที่อยากบอกบางสิ่งให้ทราบ!

ทว่า สภาพของคนคนนี้ในตอนนั้นอันตรายเหลือเชื่อ ถึงขั้นมีโอกาสมากมายที่พวกเขาจะถูกจับตาดู ไม่แม้แต่จะสามารถใช้วิธีธรรมดาเพื่อบอกผู้คนได้แม้แต่น้อย! ต้องใช้วิธีอ้อมค้อมเช่นนี้…

พวกเขาเกรงว่าจะถูกบางสิ่งพบเข้า!

ฉือหยางอี้นั่งไขว้ขาเพื่อสงบจิตใจ ตัวอักษรเหล่านี้อาจจะกำลังปกปิดความลับขนาดมหมึมาของวิหารตันเสียเอาไว้ ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเขาอยากไปต่อ ต้องได้ข้อมูลอันยากลำบากนี้มาครอบครองเสียก่อน!

เส้นตัวอักษรมีไม่มาก การพยายามต่อพวกมันเข้าด้วยกันจึงไม่นับว่ายากเย็นอะไร ถึงอย่างนั้น การหาคำที่เหมาะสมและเข้าคู่กันจากทะเลตัวอักษรจีนกว้างใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย! ยิ่งกว่านั้น มันยังก่อตัวเป็นประโยคอีกด้วย!

ตอนนี้ พรสวรรค์จากความทรงจำเหมือนจริงสำแดงออกมาอย่างเต็มที่ ถ้าเขาไม่มีวิญญาณยาเม็ดนี้ ความพยายามในครั้งนี้อาจจะต้องเพิ่มเป็นเท่าตัว

ถึงกระนั้น สามชั่วโมงเต็มผ่านไป เขาเงยหน้าขึ้นมองสัญลักษณ์ที่สลักบนพื้นด้วยนิ้วอย่างประหลาดใจ ในสามชั่วโมง รอบข้างสิบเมตรถูกสลักเป็นรอย ราวกับกระบวนการแทนแกรมที่ต่อเข้าด้วยกัน

ตอนนี้ เขาตรวจสอบตัวอักษรที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความทึ่งจนแทบไม่อยากเชื่อตาตัวเอง!

นี่แหละ!

ท่ามกลางตัวอักษรนับไม่ถ้วน มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้น พูดให้ถูกก็คือไม่มีเส้นใดหลุดรอดออกไป! ฉือหยางอี้กล้ายืนยันว่าคนคนนี้… ต้องการทิ้งประโยคนี้เอาไว้!

ทว่า… ประโยคนี้ทำให้เขาเคร่งขรึมขึ้นมา!

“ข้า อยู่ ที่ ใต้ วิ หาร ตัน เสีย ช่วย ข้า ด้วย!”

ฉือหยางอี้กระโดดเท้าลอยขณะตรวจสอบตัวอักษรทีละตัวอย่างละเอียด นี่… คือสารที่มาจากหลายศตวรรษก่อนจนอาจถึงขั้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อนด้วยซ้ำ! ส่วนคนคนนี้ เป็นไปได้ว่าเขาคือคนที่สร้างที่นี่ขึ้นมา!

บุคคลยิ่งใหญ่ปานนั้นถึงกับถูกจองจำอยู่ใต้วิหารตันเสีย! ถ้าใต้วิหารตันเสียเป็นอย่างที่เขารู้จริง… เช่นนั้นสัตว์ประหลาดปลาตัวนั้นคืออะไร? หากบอกว่าเป็นปีศาจที่สามารถเผาสวรรค์ได้ก็ไม่ใช่การกล่าวเกินจริงเลย!

ใครจองจำอยู่ใต้วิหารตันเสีย?! ด้านหลังผนังรังผึ้ง ความลับแบบไหนที่ปกปิดเอาไว้?

ปีศาจแบบไหนที่สามารถทำให้ผู้ฝึกฝนที่อยู่ระดับจิตวิญญาณแรกเริ่มเป็นอย่างน้อยส่งเสียงร้องเวทนาได้ขนาดนี้? ลางสังหรของฉือหยางอี้กำลังบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องดี… หรือว่าจุดกำเนิดจะมาจากปีศาจยักษ์?

“ฮ่า…” ฉือหยางอี้สูดหายใจเข้า หัวใจเต้นถี่เร็ว

“ด้านหลังผนังรังผึ้ง… สวรรค์หรือนรกรออยู่กันนะ…?”

==================

ประกาศแจ้ง : เนื่องด้วยผู้แปลเรื่อง จอมมารสะท้านภพ มีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นจึงขอพักการแปลอย่างไม่มีกำหนดครับ ต้องขออภัยทุกท่านครับ

คะแนน 3.4
กรุณารอสักครู่...