ตอนที่แล้วบทที่ 1 เรือหนีภัยของเถี่ยซินหยวน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 3 เสาะหาที่พักพิง

บทที่ 2 โชคชะตาของเถี่ยซินหยวน


บทที่ 2 โชคชะตาของเถี่ยซินหยวน

 

หวังโหรวฮวาไม่ได้สบายอกสบายใจเหมือนเถี่ยซินหยวน เวลานี้นางถือไม้ทุบผ้าอยู่ในมือ คอยคุมเชิงกับเจ้าจิ้งจอกขนสีขาวผุดผ่องดุจหิมะตัวหนึ่งเอาไว้ สุนัขจิ้งจอกตัวนี้งดงามยิ่งนัก ทั่วร่างของมันปกคลุมด้วยขนสีขาวเหลือบเงิน แม้ตัวมันจะแช่อยู่ในน้ำ ขนยาวสลวยก็ยังแผ่กระจายออกเป็นเส้นๆ กรงเล็บทั้งสี่ยังตะกุยตะกายเอาตัวรอด ปลายจมูกสีดำสนิทยกสูงเหนือผิวน้ำ และริมฝีปากเปล่งเสียงร่ำไห้เหมือนเสียงเด็กทารกก็ไม่ปาน

 

ถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติเหมือนเคย หวังโหรวฮวาคงจะจับจิ้งจอกตัวนี้ด้วยความยินดีแล้วนำขนสวยๆ ของมันไปแลกเศษเงินเล็กน้อยมาใช้จ่าย เพราะนางถูกใจรองเท้าสตรี[1]คู่หนึ่งมานานแล้วแต่ไม่มีเงินซื้อ อีกทั้งพี่ชีไม่มีทางสิ้นเปลืองเงินสักแดงกับเรื่องนี้แน่

 

แต่ในวันนี้ไม่เหมือนกันเสียแล้ว เจ้าจิ้งจอกแยกเขี้ยวยิงฟัน พยายามเข้ามาใกล้ถังไม้หลายต่อหลายครั้ง หวังโหรวฮวาคิดว่านอกจากตัวเองและบุตรชาย ก็ไม่มีคนหรือสัตว์เดรัจฉานตัวไหนมีสิทธิ์จะเข้ามาอยู่ในถังใบนี้อีก

 

แม้ว่าจะลอยคออยู่ในน้ำ จิ้งจอกตัวนี้ยังคงเชิดหน้าอย่างหยิ่งทระนง นัยน์ตาสีน้ำเงินซีดแปลกประหลาดจ้องเขม็งมาที่หวังโหรวฮวา พร้อมว่ายน้ำเข้าหาถังไม้ของนางตรงๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ถูกไม้ทุบผ้าตีไล่ไปเสียทุกครั้ง

 

สุดท้ายนางหวังโหรวฮวาก็เป็นฝ่ายชนะ จมูกของเจ้าจิ้งจอกโดนไม้ทุบผ้าตีเข้าไปครั้งหนึ่ง เสียงร้องครวญครางถูกกระแสน้ำพัดพาให้ห่างออกไปไกล เพียงแต่มันยังหันมามองถังไม้ด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่มิคลาย ประหนึ่งว่าต้องการจะจดจำรูปร่างหน้าตาของหวังโหรวฮวาไว้

 

เมื่อคิดถึงเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับสุนัขจิ้งจอกในหมู่บ้านแล้ว หวังโหรวฮวาก็ดึงอกเสื้อขึ้นมาปิดบังใบหน้าตน ส่งเสียงดังลั่นข่มขวัญเจ้าจิ้งจอกที่ลอยห่างออกไปตัวนั้น

 

ระหว่างที่กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้น นางไม่ทันได้สังเกตเลยว่าในห่อผ้าของบุตรชายตัวเอง เหมือนจะมีศีรษะน้อยๆ ของลูกจิ้งจอกตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากซอกแขนของเขา มันหันมองแม่ที่ลอยไปตามกระแสน้ำด้วยความเสียใจ

 

เถี่ยซินหยวนรู้สึกกลัดกลุ้มจนถึงขีดสุด มารดามัวแต่ทะเลาะกับจิ้งจอกตัวโต แต่ไม่เห็นสถานการณ์ตรงนี้เลยสักนิด หลังจากแม่จิ้งจอกดึงความสนใจของนางไปได้ ก็มีลูกจิ้งจอกตัวเล็กๆ สภาพเนื้อตัวเปียกชุ่มโชกฉวยโอกาสปีนเข้ามาในถังไม้ ซึ่งการปีนป่ายเข้ามาก็ใช้เรี่ยวแรงที่มีไปจนหมดสิ้นแล้ว

 

หลังจากเจ้าตัวน้อยนี่เข้ามาในถังไม้แล้ว มันก็เหลือบมองเถี่ยซินหยวนที่กำลังจ้องมองมันอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง จากนั้นจึงมุดเข้ามาในห่อผ้าอย่างไม่เกรงใจ เมื่อเถี่ยซินหยวนช่วยเอื้อเฟื้อพื้นที่นอนเหมาะๆ ให้แล้ว มันก็เตรียมตัวงีบหลับ

 

เถี่ยซินหยวนสัมผัสได้ว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยร่างกายอ่อนแอยิ่งนัก แม้ขนที่เปียกชุ่มของมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวจริงๆ แต่เขาก็ไม่มีปัญญาจะเอ่ยปากบอกใครได้อยู่ดี จึงได้แต่ยอมรับการมีตัวตนของเจ้าตัวเล็กนี่ไปโดยปริยาย คำพูดใดที่ไม่อาจบอกกล่าวกับผู้อื่นได้ เขาก็เอามาพูดคุยปรับทุกข์กับมันแทน

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยได้กลิ่นน้ำนมจากอกของหวังโหรวฮวา ดึงดันจะชะโงกหน้าออกมาให้ได้ เพราะอยากจะเลียกินน้ำนมนั้น พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้เถี่ยซินหยวนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

 

เถี่ยซินหยวนยื่นมือที่ใช้งานไม่ค่อยได้เรื่องเท่าใดนัก ผลักศีรษะเจ้าจิ้งจอกให้มุดกลับเข้าไปในห่อผ้า จากนั้นจึงแหกปากร้องไห้เสียงดังลั่น

 

เพราะว่าเขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับนาง เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้โยเย หวังโหรวฮวาจึงนำหัวนมใส่ปากบุตรชายอีกครั้งทันที จากนั้นจึงเหลียวมองรอบกายเพื่อค้นหาจุดขึ้นเหมาะๆ ที่พวกนางแม่ลูกจะขึ้นฝั่งต่อไป

 

นางไม่ทันสังเกตว่าน้ำนมจากอกของตนไหลรินออกทางมุมปากของบุตรชาย และร่วงลงสู่กระเพาะที่ทนหิวมานานเหลือเกินของเจ้าจิ้งจอกน้อย...

 

กระแสน้ำค่อยๆ ไหลช้าลง จนเหนือผิวน้ำสามารถมองเห็นพืชผลที่ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวบางส่วน ข้าวสาลีจมน้ำล้มตายไปเรียบร้อยแล้ว มีเพียงถั่วเหลืองที่ยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง ฝักถั่วที่มีขนปุกปุยพยายามเต็มที่เพื่อให้ตนโผล่พ้นน้ำ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หวังโหรวฮวารู้สึกปลาบปลื้มยินดีเป็นที่สุด

 

ห่างออกไปไม่ไกลนักมีเนินเขาเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง บนเนินเขานั้นมีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมด มีหลายคนที่มองเห็นหวังโหรวฮวาสองแม่ลูก ก็ร้องตะโกนเสียงดังขึ้นมา ถึงขนาดมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งลงน้ำเตรียมจะลากพวกนางกลับเข้าฝั่ง

 

หวังโหรวฮวาเหลือบมองพวกเขาแค่แวบเดียว จากนั้นก็ใช้ไม้ท่อนหนึ่งประคองถังไม้ให้ออกห่างอย่างรวดเร็ว ในฐานะที่นางเป็นราษฎรเขตเมืองหลวงของต้าซ่ง นางเห็นเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ของพวกเขาก็รู้ว่าคนพวกนี้เป็นชาวบ้านอพยพที่เข้ามาขอทานในเมืองหลวง ถ้าหากพี่ชีของนางอยู่ คงไม่มีทางกลัวพวกเขาแน่ แต่ว่ายามนี้ถ้าหากพวกนางที่เป็นลูกกำพร้าและแม่หม้ายตกอยู่ในกำมือของพวกเขาแล้ว ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินจะคาดเดา

 

เมืองหลวงมีเรื่องเล่าอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับคนพวกนี้อยู่มากมายนัก เรื่องที่น่ากลัวจับใจที่สุดก็คือ พวกคนอพยพที่อาศัยอยู่ตามทางระบายน้ำในเมือง จะคอยดักจับพวกผู้หญิงและเด็กลากลงไปข้างล่าง นับจากนั้นหญิงที่ถูกจับก็เงียบหายไร้ข่าวคราว ส่วนเด็กน้อยเป็นไปได้ว่าอาจกลายเป็นคนพิการ แล้วไปนั่งขอทานอยู่ตามถนนในสภาพแปลกประหลาดน่าเวทนา

 

ชายกลุ่มนั้นเห็นถังไม้ของสองแม่ลูกลอยห่างออกไปไกล ก็ตะโกนด่าทอสาดเสียเทเสียขึ้นมายกใหญ่ เวลานี้หวังโหรวฮวายกมือตบหน้าอกของตัวเองเบาๆ เพราะความหวาดผวายังไม่จางหาย โชคดีที่พี่ชีเคยเล่าความชั่วช้าของคนพวกนี้ให้นางฟัง...

 

บัญชีทะเบียนราษฎร์ของครอบครัวถูกเก็บรวบรวมไว้อย่างดีอยู่ในห่อผ้า นี่เป็นสิ่งที่พี่ชียัดเก็บไว้ในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้ มีเพียงชาวบ้านที่อาศัยอยู่เขตเมืองหลวงเท่านั้นถึงจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการ สำหรับพวกที่อพยพเร่ร่อนมาล้วนเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว ไม่รู้จักทำไร่ทำนาอยู่ในถิ่นฐานเดิมของตัวเอง แต่ดันอพยพย้ายมาที่เมืองหลวงสร้างหายนะให้ผู้อื่นเสียได้

 

หลังจากตรวจสอบเล่มทะเบียนราษฎร์เรียบร้อย ก็พับเก็บเข้าไปตามเดิมอย่างระมัดระวัง หวังโหรวฮวายังหันไปถ่มน้ำลายใส่คนอพยพพวกนั้นด้วยความคับแค้นใจ สำหรับนางแล้วคนที่ไม่ตั้งใจทำไร่ไถนาต่างเป็นพวกสันหลังยาวและพวกไร้ค่าใช้งานไม่ได้

 

เมื่อก้มหน้ามองก็เห็นบุตรชายกำลังหลับสนิท ใบหน้าของเขาเป็นสีแดงเปล่งปลั่งชวนมอง หวังโหรวฮวาจึงเอาหน้าผากแนบใบหน้าน้อยๆ ด้วยความรักใคร่ ขอเพียงเด็กคนนี้ยังอยู่ นางมีชีวิตรอดไปก็ยังมีความหวัง

 

เด็กคนนี้ฉลาดรู้ความมากทีเดียว ถ้าหากเขากินอิ่มก็จะไม่งอแงแม้แต่น้อย ต่อให้รู้สึกปวดฉี่ ปวดอึขึ้นมา ก็จะร้องไห้โยเยสักพักหนึ่ง แต่เมื่อใดนางจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะนอนอยู่เงียบๆ ไม่ส่งเสียงร้องอีก

 

เด็กน้อยมีนัยน์ตาสีดำสนิทเปล่งประกายวาววับ พอเพ่งมองนานสักหน่อยเหมือนจะเจือสีน้ำเงินจางๆ อยู่ด้วย ดวงตาของลูกนางช่างงดงามมีชีวิตชีวายิ่งนัก แลดูกลมเกลี้ยงราวกับอัญมณีล้ำค่าสองเม็ด

 

แม้ว่าหวังโหรวฮวาจะไม่เคยเห็นของล้ำค่าเช่นนั้นมาก่อน แต่ก็ไม่อาจยับยั้งจินตนาการของตนได้ อัญมณีเป็นสิ่งล้ำค่าที่ส่องประกายสว่างไสวที่สุด เรื่องนี้พี่ชีเคยบอกเอาไว้นานแล้ว

 

มีบางครั้งที่นางรับรู้ได้ถึงความสงสัยอย่างผู้ใหญ่จากแววตาของลูกน้อย ทำให้หวังโหรวฮวารู้สึกภาคภูมิใจนัก ลูกบ้านไหนมีแววตาเฉลียวฉลาดอย่างเด็กคนนี้บ้างเล่า?

 

ถ้าหากผู้อาวุโสหกรอดพ้นเคราะห์ร้ายคราวนี้มาได้ เขาจะต้องเอ็นดูซินหยวนมากเป็นแน่ ท่านผู้เฒ่ามักกล่าวอยู่เสมอว่าลูกหลานตระกูลเถี่ยมีแต่พวกหัวขี้เลื่อย ให้ทำงานหนักออกแรงตีเหล็กนับว่ามีฝีมือดี แต่ไม่มีสักคนที่สติปัญญาเฉลียวฉลาด วันนี้มีซินหยวนของนางแล้ว ท่านคงจะพอใจแล้วสินะ?

 

เมื่อนางหันกลับไปมองน้ำท่วมเป็นวงกว้างสุดสายตา ที่นั่นจะยังมีเงาของหมู่บ้านตระกูลเถี่ยให้เห็นสักนิดหรือ?

 

หวังโหรวฮวาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมา แล้วนำร่มพังๆ มากางเอาไว้ที่มุมหนึ่งของถังไม้ ปล่อยให้มันช่วยพาพวกนางสองแม่ลูกไปสู่ที่ปลอดภัย

 

สายฝนหยุดโปรยปรายอย่างแท้จริงได้เสียที และดูเหมือนว่าถังไม้จะไม่ลอยไปต่อแล้วเช่นกัน หวังโหรวฮวานวดคลึงดวงตาที่ตายังสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย ก่อนจะมองประเมินสถานการณ์รอบด้าน เมื่อครู่นางไม่ทันระวังถึงได้เผลอหลับไป

 

ถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าบุตรชายเริ่มร้องโยเย เกรงว่าคงอีกสักพักใหญ่ๆ กว่านางจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา

 

เมื่อเหลือบมองลูกน้อยในอ้อมกอด จึงได้เห็นว่าเขาหยุดร้องไห้ไปแล้ว เวลานี้หวังโหรวฮวาพบว่าถังไม้พาพวกนางสองแม่ลูกมาถึงตรงกำแพงเมืองหลวง

 

ทหารบนกำแพงเมืองเห็นพวกนางแล้ว จึงหย่อนเชือกเส้นหนาที่ผูกตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งเอาไว้ลงมาจากบนกำแพง พวกเขาตะโกนเสียงดังเร่งให้นางรีบปีนเข้าไปในตะกร้านั้น

 

หวังโหรวฮวาอุ้มบุตรชายกระโดดเข้าไปในตะกร้าไม้ไผ่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นยื่นมือไปคว้าถังไม้เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าทหารบนกำแพงเมืองจะตะโกนด่าทอสักเท่าใด นางก็ยังไม่ยอมปล่อยอยู่ดี

 

เหล่าทหารต่างรู้สึกอับจนปัญญา ทำได้เพียงลากพวกหวังโหรวฮวาสองแม่ลูกพร้อมถังไม้เก่าๆ ใบนั้นขึ้นมาด้วยกันอย่างสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงยิ่ง นายทหารที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราเพิ่งจะยกมือขึ้น หวังโหรวฮวาก็หยิกก้นของเถี่ยซินหยวนอย่างแรง เมื่อเด็กน้อยได้รับสัญญาณที่ส่งมาก็ร้องไห้เสียงดังด้วยความเจ็บปวด หญิงผู้นี้หยิกได้เจ็บจริงเชียว

 

นายทหารหนวดเคราดกครึ้มเห็นว่าเด็กน้อยร้องไห้น่าเวทนานัก เขาชักมือใหญ่หนาของตนกลับมา เหลือบมองกระแสน้ำหลากนอกกำแพงเมือง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ช่างเถิด ถังไม้ใบหนึ่งอย่างไรเสียก็พอมีค่าอยู่บ้าง ผู้ชายบ้านเจ้าเล่า?”

 

หวังโหรวฮวาเปิดปากกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “เจ้าคนสารเลวนั่น รู้ดีอยู่แก่ใจว่าน้ำใกล้จะมาแล้ว ยังทอดทิ้งพวกเราแม่ลูกเข้าเมืองไปหาสหายที่ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพายอยู่อีก ข้าจะไปตามหาเขาที่หน่วยฝึกทหาร แล้วคิดบัญชีสั่งสอนเสียหน่อย”

 

นายทหารผู้มีหนวดเคราดกครึ้มหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าว่าเรื่องนี้คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาหรอก หลังจากเขื่อนกั้นแม่น้ำเกิดรอยแตก ประตูเมืองหลวงทั้งเก้าแห่งก็ปิดเรียบร้อยแล้ว ต่อให้อยากออกไปเขาก็ไม่มีปัญญาออกไปแน่”

 

สีหน้าของหวังโหรวฮวาพลันเปลี่ยนไปทันใด นางกล่าวด้วยเสียงกระซิบว่า “ประตูเมืองไม่เปิดให้เข้าหรือ”

 

นายทหารตรงหน้าหวังโหรวฮวาหัวร่อเสียงดังแล้วบอกว่า “เห็นแก่ที่เจ้าก็เป็นคนเมืองหลวง เวลานี้น้ำท่วมรอบเมืองหลวงสามด้าน ถ้าหากยังเปิดประตูเมืองเอาไว้ ในเมืองนี้ยังมีที่ให้คนอยู่ได้อีกไหมเล่า? สำนึกแล้วสินะ ว่าเจ้าโชคดีเพียงใด?

 

เพราะมาเจอคนใจอ่อนเช่นข้าหรอก หากพวกเจ้าแม่ลูกเร่ร่อนอยู่นอกกำแพงเมือง แล้วโดนกลุ่มขอทานลากตัวไป จะมีจุดจบอย่างไรคงไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำ

 

เห็นแก่หน้าสามีเจ้าที่สนิทสนมกับทหารอย่างพวกเราไม่น้อย จงรีบไปเสียเถิด ไม่อย่างนั้นแล้วเกิดผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองหลวงมาพบเข้า เขาคงจับพวกเจ้าแม่ลูกโยนลงกำแพงไปแน่”

 

หวังโหรวฮวาคารวะนายทหารที่ลากนางขึ้นมาด้วยความขอบคุณ จากนั้นผูกห่อผ้าไว้กับเอวอย่างแน่นหนา แล้วลากถังไม้ลงไปตามแนวกำแพงเมือง

 

เถี่ยซินหยวนรู้สึกเลื่อมใสสติปัญญามารดาของตนยิ่งนัก ในสถานการณ์เช่นนี้ภรรยาชาวนาคนหนึ่งสามารถกล่าววาจาเลื่อนลอย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ส่งเดชกับทหารพวกนี้ จากนั้นหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นจากปัญหามาได้อีก เป็นเรื่องยากเย็นไม่ธรรมดาเลย

 

เขารู้สึกว่ามีมารดาเช่นนาง ต่อให้ขาดบิดาไปสักคน เขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีความสุขได้แน่นอน

 

หวังโหรวฮวาลากถังไม้ลงมาถึงกำแพงเมืองด้านล่างจนเดินห่างจากรั้วไม้ เวลานี้เองนางถึงถอนหายใจออกมาได้เฮือกใหญ่ ทหารดีๆ ในเมืองหลวงมีไม่มากเท่าใดนัก แต่ทหารที่นางพบในวันนี้นับว่าเป็นคนดีใช้ได้ทีเดียว

 

ยามปกติแล้วเจ้าพวกชิวปา[2]รังแกผู้คนในหมู่บ้านรอบข้างน้อยเสียเมื่อไร อาศัยว่ามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ จึงเที่ยวขโมยไก่คลำสุนัข[3]เกี้ยวพาราสีผู้หญิงเอาไว้เสียมากมาย พืชผลทางการเกษตรที่เจริญงอกงามแตกยอดอ่อนเหนือผืนดิน หายวับไปไม่เหลือแม้แต่เงาภายในคืนเดียวหลายต่อหลายครั้ง ก็เพราะเจ้าพวกชิวปามาลอบตัดไปแล้วนั่นเอง

 

ได้ยินมาว่าพวกเขาคิดค้นอาหารจานใหม่ได้ชนิดหนึ่งเรียกว่าผัดยอดอ่อน หรือก็คือผัดข้าวสาลีนั่นเอง เริ่มด้วยการตีต้นข้าวที่ยังแตกยอดอ่อนให้เมล็ดหลุดจากรวง จากนั้นนำเมล็ดข้าวสาลีที่ยังเป็นสีเขียวสดไปผัดในกระทะใบใหญ่ เติมน้ำเกลือลงไปเล็กน้อย เมื่อผัดจนสุกทั่วดีแล้วก็จะกลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่มีรสชาติยอดเยี่ยมจานหนึ่ง แค่เพียงชามเล็กๆ เห็นว่าต้องใช้เงินถึงสองอีแปะ

 

วิธีการหาเลี้ยงชีพได้เป็นกอบเป็นกำเช่นนี้พวกทหารสามารถทำได้ แต่ราษฎรนอกกำแพงเมืองกลับทำไม่ได้ แม้ว่าจะนำข้าวสาลีที่บ้านตนเก็บเกี่ยวเองมาผัดขายก็ไม่ได้ เพราะ ‘บัญญัติส่งเสริมการเกษตร’ ที่ทางราชสำนักออกมาอธิบายไว้ชัดเจนว่า ห้ามชาวไร่ชาวนาเก็บเกี่ยวพืชผลที่ยังไม่สุกงอมโดยเด็ดขาด

 

นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกันเล่า ข้าวสาลีสีเขียวราคาสูงกว่าข้าวสาลีสีทองเสียอีกนะ

 

ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยมีชีวิตรอดมาได้แล้ว มันดิ้นไปดิ้นมาอยู่ในห่อผ้าไม่หยุด เดิมทีมือน้อยๆ ของเถี่ยซินหยวนก็ไม่มีทางควบคุมเจ้าตัวนี้ได้อยู่แล้ว เขาทำได้เพียงหนีบตัวเองเข้าหากันจนแน่น ไม่ยอมให้เจ้าจิ้งจอกน้อยทำอันตรายจุดสำคัญในร่างกายตัวเอง เพราะเจ้าตัวยุ่งนี่เห็นอะไรนูนโผล่ขึ้นมาก็ดูดกินไปเสียหมด เพราะเข้าใจว่าเป็นหัวนมของมารดา

 

ในที่สุดหวังโหรวฮวาก็พบว่าห่อผ้าในอ้อมแขนมีอะไรแปลกพิกล หลังจากนำห่อผ้าวางลงในถังไม้และเปิดออกดู นางถึงเห็นว่ามีลูกจิ้งจอกตัวน้อยๆ นอนหมอบอยู่บนหน้าท้องของบุตรชายตัวเอง จึงส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ...

 

----------------------------

 

[1] รองเท้าสตรีหรือชั่วเต้าตี่ (错到底)เป็นชื่อรองเท้าสำหรับสตรีที่แต่งงานแล้วในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยพื้นรองเท้าจะมีสองสี

[2] ชิวปา เป็นคำเรียกทหารที่แฝงนัยเหยียดหยามในสมัยโบราณ เขียนด้วยอักษร 丘(ชิว) 八(ปา) ซึ่งเป็นการแยกตัวอักษร 兵 (ปิง)ที่แปลว่า ทหารออกเป็นสองส่วน

[3] ขโมยไก่คลำสุนัขหรือโทวจีโมโก่ว (偷鸡摸狗)หมายถึง มีพฤติกรรมลักขโมย

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด