ตอนที่แล้วตอนที่ 17 เกลี้ยกล่อม
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 19 ปริศนาแตงกวา

ตอนที่ 18 เบาะแส


ตอนที่ 18 เบาะแส

 

ในที่สุดลินจิก็เกลี้ยกล่อมชุนไปสุสานได้สำเร็จ พวกเขาทั้งสองออกจากสำนักตั้งแต่เช้าตรู่ โดยฝากชายผู้เฝ้าประตูกล่าวลาเจ้าสำนักแทนพวกตน

“ขอโทษพวกท่านด้วยนะขอรับ เจ้าสำนักดื่มหนักจึงตื่นมาส่งไม่ไหว”

คนเฝ้าประตูเอ่ยพลางค้อมศีรษะ ส่วนลินจิก็ยกแขนสะบัดมือ

“ไม่เป็นไร ๆ ตามสบายเถอะ”

เส้นทางสู่ ‘สุสานเปี๊ยกโกะ’ จำเป็นต้องเดินลงเขาและข้ามเขาไปอีกสองลูก ครั้นลินจิจะขอขี่หลังชุนเหาะไป เขาก็ทราบดีว่าฝั่งนั้นคงปฏิเสธ แม้ตนจะสามารถจำแลงเป็นเทพจิ้งจอกสวรรค์แล้วเหาะเหินเดินอากาศไป แต่ระยะเวลาแปลงกายก็สั้นจู๋เพียงนิดเดียว เช่นนี้ลินจิจึงเลือกเก็บพลังไว้ใช้ยามคับขัน

ขณะเดินทางสองต่อสองเหมือนออกเดต ห้าชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า แดดอ่อนยามสามเปลี่ยนเป็นแดดจ้า โชคดีที่วันนี้เมฆหนาจึงไม่ร้อนเท่าที่ควร ตั้งแต่หลุดมาโลกนี้ ลินจิแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลย ก็เขาเป็นผู้ชายนี่นา แล้วมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะหลั่งบางอย่างออกไป ขณะนั้นลินจิก็นึกสงสัยขึ้นมา จึงชะลอฝีเท้า จับคาง หรี่ตา วิเคราะห์ชุนจากด้านหลัง เมื่อไม่ได้คำตอบจึงตัดสินใจถาม

“นี่คุณชุน ผมไม่เห็นคุณชุนช่วยตัวเองบ้างเลย ไม่รู้สึกแปลก ๆ เหรอครับ”

ชุนหยุดกึกทันที ก่อนหันมาถามเสียงเรียบ

“เจ้าพูดเรื่องอะไร”

ลินจิซึ่งเดินรั้งท้ายรีบวิ่งตามชุน ก่อนจะก้าวขาพร้อมกัน จากนั้นก็อธิบาย

“ก็… เวลาจุ๊ดจู๋ไม่สบายมันก็จะบวมเบ่งขึ้นมา ไม่รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านบ้างเลยเหรอ”

คิ้วขวาชุนกระตุกหงึกทันที สำหรับเขาแล้วการอดทนต่อสภาวะร่างกาย คือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง เรื่องที่ลินจิถามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากตนจะพูดถึงสิ่งนี้ นับเป็นเรื่องน่าอาย

เมื่อชุนรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าว เขาก็รีบเร่งฝีเท้าเดินนำ ตอบเสียงแข็งว่า…

“ไร้สาระ!”

ลินจิมองตามหลังชุนอย่างเวทนาสงสาร เกิดมาเป็นชายทั้งที มันต้องลิ้มรสของแบบนี้บ้าง ไม่งั้นจะมีไว้ทำไมกัน พิลึกคนจริง ๆ

“…ตายด้านแล้ว”

ชุนหันขวับ เดินย้อนหลังตึงตังทันที

“หา… ว่าไงนะ เจ้าว่าไงนะ”

“อ๊ะ!”

ลินจิก้าวถอยหลัง ยกสองมือปราม รีบอธิบาย

“ก็มันเป็นเรื่องธรรมชาตินี่ครับ ช่วยทำให้เราผ่อนคลายจากความอัดอั้น หรือคุณชุนทำไม่เป็น แบบนั้นผมจะได้สอนให้”

“ข้าไม่ต้องการ!”

แย่แล้ว แย่แล้ว ทำให้ชุนโกรธเข้าจริง ๆ เสียแล้ว ลินจิคิดวิธีเอาตัวรอด จึงแสร้งทำเป็นลูบท้อง ก่อนพูดว่า…

“เฮ้อ… หิวข้าวจังเลยนะเนี่ย”

คิ้วที่ขมวดอยู่แล้ว ขมวดแน่นขึ้น

“เมื่อกี้เจ้าก็กินกล้วยหอมเซ่นไหว้จนหมดหวีไปแล้วไม่ใช่เรอะ”

“แต่ว่าไม่ได้กินข้าวด้วยนี่นา”

“นี่เจ้า!”

พอชุนพ่นลมวัวกระทิงออกจมูก ลินจิก็ถามตาใส อย่างไม่สนใจหัวข้อสนทนาเก่า

“คุณชุนได้พกของกินมาบ้างรึเปล่า”

“ข้าไม่มีหรอก แต่ว่าอีกเดี๋ยวก็จะถึงหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว ทนไปก่อนแล้วกัน”

ว่าแล้วชุนก็รีบนำหน้าไปทันที

ลินจิระบายลมหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่เอาตัวรอดจากบุรุษขี้โมโหมาได้ ฮิฮิฮี่ จับทางได้แล้ว วันหลังถ้าชุนโกรธเขาจะแกล้งทำเป็นเมินเรื่องที่คุย แล้วเปลี่ยนไปอีกเรื่องหนึ่ง แบบนี้สินะที่เรียกว่า ‘กลยุทธ์เปลี่ยนเรื่อง ’

“เย้! หมู่บ้านจริง ๆ ด้วย”

ลินจิชูสองแขนวิ่งตามอย่างร่าเริง แสร้งแสดงละครกลบเกลื่อนเพื่อให้ชุนตายใจ ขณะนั้นชุนก็หรี่ตาสังเกตหมู่บ้าน

“นี่เจ้า! รู้สึกว่าหมู่บ้านนั่นมันแปลก ๆ ไหม”

“เอ๊ะ”

เมื่อสังเกตจากมุมสูง ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ บ้านเรือนบางหลังมีสีดำราวถูกไฟไหม้ บางหลังก็พังทรุดลงมาราวกับสภาพหลังสงคราม แต่ก็ยังมีบ้านที่คงสภาพปกติหลงเหลืออยู่บ้างเป็นหย่อม ๆ

….

เมื่อมาถึงหมู่บ้านก็พบว่า บ้านไม้แทบทุกหลังมีร่องรอยเพลิงไม้ บางหลังก็ทรุดพังทลาย ส่วนบ้านที่ยังคงสภาพดีกลับรกร้างไม่มีมนุษย์อาศัย กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ กับเสียงเงียบสงัด ให้ความรู้สึกราวกับวันสิ้นโลก

ตอนนั้นเองชายชราคนหนึ่งก็เดินออกมาทำท่าด้อม ๆ มอง ๆ ตามด้วยชวยหนุ่มอีกสามคนที่เดินกุมเป้าตามหลังมาอย่างสำรวมราวกับคนใช้ เมื่อพวกเขาเห็นว่าชุนกับลินจิไม่น่าจะใช่ปีศาจร้ายจึงเอ่ยทัก

“พวกท่าน…”

ชุนและลินจิหยุดฝีเท้าหันมองไปตามเสียง พบชายชราผมขาว กับชายหนุ่มอีกสามคนที่ท่าทางเจี๊ยมเจี้ยมอยู่ด้านหลัง

ลินจิเห็นผู้ชายจึงทำตาเป็นประกาย แล้วก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยถาม

“เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอครับ”

ชายชรากวาดสายตาสำรวจลินจิและชุนอยู่พักหนึ่ง

“โล่งอกไปที ท่านคงใช่พวกปีศาจปลอมตัวมาหรอกนะ”

“แหม… ไม่ใช่ปีศาจหรอกครับ”

ลินจิยิ้มเจื่อน ยกแขนสะบัดมือขึ้นลงสามครั้ง

“เมื่อวันก่อนมีปีศาจข้ามาบุกหมู่บ้านแล้วฆ่าท่านเจ้าเมืองน่ะขอรับ ตอนนี้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างอพยพหนีไปกันแล้ว”

“อ้าว! แล้วท่านไม่หนีไปด้วยเหรอ”

ลินจิถามอย่างสงสัย ขณะเดียวกันชุนก็ยืนฟัง ส่วนชายชราก็ถอนหายใจ

“ข้าแก่แล้ว ถ้าต้องตายก็ขอตาย ณ ถิ่นเกิด โชคดีที่หลังจากวันนั้นทุกอย่างก็สงบลง ไม่มีแม้แต่โจร หรือปีศาจโผล่มาสักตน”

“พูดอะไรแบบนั้นล่ะครับ ชีวิตเป็นสิ่งมีค่านะครับ”

“อ๊ะ!”

มือหนาปิดปากลินจิทันที ขณะที่ลินจิดิ้นทำเสียงอู้อี้ดัง “อื้อ ๆ” เพราะหายใจไม่ออก ชุนก็ถามต่อ

“ท่านช่วยบอกลักษณะของปีศาจที่มาบุกหมู่บ้านนี้ให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม”

ชายชราพยักหน้า

“คนที่มาบุกหมู่บ้านเป็นชายหนุ่มผมทอง ตัวสูง ร่างโปร่ง บนหน้าผากปรากฏแสงสีฟ้ารูปดวงตา อีกทั้งยังประกอบร่างเนื้อได้ขึ้นมาใหม่ เห็นแบบนั้นข้าจึงมั่นใจว่าคงไม่ใช่มนุษย์แน่”

ลินจิก็กระตุกผ้าคลุมของชุนพลางเงยหน้ามอง ทั้งสองพยักหน้าให้กันเหมือนรู้คำตอบ ชายชราสงสัยจึงถาม

“พวกท่านรู้จักหรือ…”

ชุนปิดปากส่ายหน้า ลินจิจึงสะดุ้งขึ้นมาหนึ่งครั้ง ก่อนหันไปยิ้มเจื่อนให้เหล่าชาวบ้าน

“อ้อ! เปล่าหรอกครับ”

จู่ ๆ ลินจิก็ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น ชุนจึงขมวดคิ้ว

“เจ้าเป็นอะไร!”

“ได้กลิ่นแปลก ๆ…”

ลินจิหยุดพูด ขยับปีกจมูก แล้วพูดต่อ

“เหมือนตอนที่เจอปีศาจเลย”

ชายชราและเหล่าผู้ติดตามได้ยินเช่นนั้นจึงเบิกตากว้าง ถามว่า จริงเหรอ ๆ พลางหันซ้ายหันขวาอย่างระแวดระวัง ส่วนชุนก็กวาดสายตาสำรวจเช่นกัน

“เจ้าได้กลิ่นที่ว่ามาจากทางไหน”

“ทางโน้นน่ะครับ”

 

ลินจิกระตุกผ้าคลุมของชุนสองครั้ง พลางชี้ไปยังซากปรักหักพังที่เห็นอยู่ไกล ๆ ชุนเกรงว่าชายชราและผู้ติดตามจะไม่ปลอดภัย จึงปรามว่า

“พวกท่านรออยู่นี่ก่อน”

ชายชรากับเหล่าผู้ติดตามพยักหน้า

เมื่อเดินมาถึงต้นตอของไอชั่วร้าย ก็พบหลังคาดินเผาและเศษไม้กองทับถมกันอย่างเละเทะ ลินจิมองเห็นปราณปีศาจสีม่วงที่ปกคลุมซากเหล่านั้น จึงกำมือซ้ายหลวม ๆ แล้วยกขึ้นปิดปาก บอกเสียงสั่นว่า…

“ตะ…ต้องเป็นปีศาจแน่ ๆ”

“ซ่อนตัวอยู่สินะ”

ชุนเอ่ยพลางย่อขา จับดาบ เตรียมจู่โจม

ขณะเดียวกันลินจิก็วิ่งเข้าไปหลบด้านหลังชุน พลางเปิดใช้เขตอาคมเทพเจ้าคุ้มกัน แม้จะสามารถแปลงกายเป็นเทพจิ้งจอกสวรรค์ แต่พลังนั้นมีจำกัด ลินจิจึงเก็บเอาไว้ใช้ในยามที่ตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ

ทันใดนั้นซากปรักหักพังก็สั่นสะเทือนดังกึกกัก ราวกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่ในนั้น ปราณสีม่วงแผ่ขยายรุนแรงแล้วรวมตัวกันเป็นสีดำ จากนั้นซากไม้และหลังคาก็ปลิวกระจาย

หุ่นดินเผายักษ์รูปร่างคล้ายมนุษย์โผล่พุ่งออกมา ใบหน้าดูแข็งทื่อไร้อารมณ์ไม่ต่างจากรูปปั้น ลำตัวห่อหุ้มด้วยชุดเกราะคล้ายกระเบื้องดินเผา สองมือจับกระบองยาว

“ว๊าก!”

ลินจิตกใจร้องลั่น เบิกตากว้าง เงยหน้ามองปีศาจยักษ์ พลางถอยหลังขาสั่นก่อนจะล้มก้นกระแทกพื้น

“โอ๊ย…”

เมื่อรู้สึกเจ็บสติก็กลับมา ลินจิจึงใช้ทักษะ ‘หยั่งรู้’ ส่องดูข้อมูล

[โมเอตาจี้ ปีศาจ เพศชาย]

“ข้าจัดการเอง!”

ชุนตะโกนพลางวางดาบขวางเป็นแนวนอนระดับสายตา คมดาบทั้งสองขนาบฟ้า ขนาบดิน สองนิ้วทาบที่ตัวดาบ พร้อมบริกรรมบทคาถา จากนั้นตัวดาบก็เปล่งแสงสีแดง

วินาทีที่ปีศาจฟาดกระบองลงมา วงเวทขนาดยักษ์ก็ปรากฏบนผืนดินล้อมรอบปีศาจตนนั้น

“เวทพายุเสาเพลิง!”

ชุนตวัดคมดาบอย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นเส้นแสงสีแดง ทันใดนั้นเสาเพลิงขนาดใหญ่ก็พุ่งจากพื้นบริเวณที่ ‘โมเอตาจี้’ ยืนอยู่เป็นแนวดิ่งทะยานขึ้นฟ้า

พริบตานั้น ร่างใหญ่ยักษ์ก็ถูกเพลิงร้อนแผดเผาจนมอดไหม้เป็นตอตะโก เมื่อเสาเพลิงดับลง ร่างของ ‘โมเอตาจี้’ ก็ทรุดทลายลงมาเป็นเถ้าถ่าน

ชุนยิ้มมุมปากร้อง “ฮึ” ออกมา ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก

“ขี้โกงนี่นา ใช้เวทแบบนั้น”

ลินจิขมวดคิ้วงอนพลางลุกขึ้น เขาเองก็อยากจะใช้เวทแบบนั้นได้บ้าง ขณะที่นึกน้อยใจตัวเอง ชายชราและผู้ติดตามก็เดินมาถึง

“ปีศาจจริง ๆ ด้วย”

ชายชรากล่าว พลางก้มมองเศษซากเถ้าถ่านที่กองอยู่ด้านหน้าชุน ส่วนผู้ติดตามก็เดินผ่านหน้าลินจิไปราวกับเป็นสายลมที่ไม่มีตัวตน

ลินจิถูกเมิน เดาะลิ้นเสียงดัง ชายชราจึงหันมามองแล้วหันกลับ จากนั้นก็หันขวับกลับมาอีกครั้ง พลางจับคางอย่างมองลินจิอย่างพิจารณา

“เจ้าหนุ่มหน้าตาคุ้น ๆ นะ”

ว่าแล้วชายชราก็เงยหน้านึก ผู้ติดตามได้ยินจึงหันมามองตาม

ลินจิกอดอก หันข้าง ร้อง “ฮึ” แล้วยักไหล่ขวาหนึ่งครั้ง ก่อนจะยกมุมปากข้างหนึ่ง ประกาศว่า…

“ตาถั่วกันหรือไง ไม่รู้จักเทพเจ้าสร้างโลกเหรอ”

“หา…”

ชายชรา และผู้ติดตามอีกสามคนทำตาโต อ้าปากค้าง ร้องเป็นเสียงเดียวกันทันที ชุนเกรงว่าถ้าคนรู้เรื่องนี้เยอะอาจสร้างความเดือดร้อนในภายหลังได้ จึงลงกำปั้นกลางหัวของลินจิ

“อ๊ะโอ๊ย!”

ตามด้วยแขนยาวเต็มไปด้วยมัดกล้ามรัดเข้าที่คอของลินจิ

“แอ้ก!”

ชายชราและผู้ติดตามมองทั้งสองตาปริบ ๆ เมื่อสังเกตว่า หนุ่มน้อยตรงหน้ามีลักษณะคล้ายรูปปั้นเทพเจ้าพวกเขาก็สะดุ้งพร้อมพากันคุกเข่า

“โอ้! ท่านเทพจริง ๆ ด้วย รบกวนท่านรับถวายอาหารเพื่อเป็นสิริมงคลต่อพวกเราด้วยเถิดขอรับ”

….

ลินจิและชุนตอบรับคำเชิญของชายชรา เมื่อมาถึงห้องรับรอง ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็สั่งให้เหล่าใช้คนเตรียมอาหาร ลินจิเห็นมีแต่สาว ๆ จึงเอ่ยว่า

“ขอคนเสิร์ฟผู้เป็นชายนะครับ เอาสามคนที่อยู่กับท่านเมื่อกี้ก็ได้”

พอชายชราทำหน้าอึ้ง ถลึงตา ลินจิจึงยิ้มเจื่อน สะบัดไม้สะบัดมือ ปรับภาษาให้เข้ากับคนที่นี่

“แหม….ท่านก็ จะปล่อยให้ผู้หญิงทำงานหนักได้อย่างไร สตรีเพศอ่อนช้อยน่าทะนุถนอม ให้ไปนั่งเฉย ๆ เป็นรูปปั้นนอกบ้านก็พอแล้ว”

ชายชราพยักหน้ารัว ๆ ก่อนออกคำสั่ง

“พวกเจ้าไปนั่งเป็นรูปปั้นนอกบ้าน แล้วบอกให้พวกผู้ชายเตรียมอาหารให้มาสามชุด”

ชุนส่ายหน้าพ่นลมหายใจอย่างเอือมระอา อยู่ต่อหน้าผู้อื่นอย่างน้อยเขาก็ควรจะสำรวมไว้ ขณะเดียวกันเทพจอมวายร้ายก็ยิ้มน้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทำตัวสั่น

เมื่อเหล่าคนใช้หนุ่มเข้ามา ลินจิก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ พวกเขายกโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเท่าหน้าตักมาตั้งไว้ จากนั้นก็เสิร์ฟด้วยเซตอาหารตามลำดับสำหรับสามคน คนละหนึ่งเซต

จังหวะที่คนใช้หนุ่มโน้มตัววางถ้วยข้าว ลินจิก็ยื่นหน้าเข้าไป ทันใดนั้นควันร้อนระอุก็ลอยเข้าตา

“โอ๊ย!”

ลินจิใช้อุ้งมือทั้งสองกดลงไปที่เปลือกตาทันที

“อ๊ะ! ท่านเทพเป็นอะไรไหมขอรับ ข้าขอโทษ”

คนใช้หนุ่มอ้าปากค้าง ยื่นมือไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนจะช่วย

ทันใดนั้นชุนซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ปัดมือของคนใช้ออก

“ปล่อยไว้แบบนั้นแหละ”

ชุนกดเสียงต่ำราวกับข่มขู่ คนใช้จึงปิดปาก พยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วรีบเผ่นออกจากห้อง

“โอ๊ย! ข้าวบ้าอะไรเนี่ย ทำไมควันมันแสบตาแบบนี้”

ลินจิบ่น หลับตาปี๋ในอุ้งมือพลางส่ายหัวไปมา ชายชราซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามหยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วค้างไว้ เขามองลินจิอย่างสงสัยอยู่พักหนึ่ง เกรงว่าตนอาจถูกพวกต้มตุ๋นตบตาเพื่อขอกินข้าวฟรี

พอลินจิใช้ทักษะ ‘ฟื้นฟู’ เยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากควันข้าว วินาทีนั้นแสงสว่างก็วาบขึ้นมา เมื่ออาการแสบตาทุเลา เขาก็เอามือลง แล้วพ่นลมหายใจจนไหล่ห่อ

ชายชราเห็นเช่นนั้นจึงโล่งอก พลางคีบผักดองสีเหลืองวางไว้บนถ้วยข้าว แล้วเล่าว่า

“มันมีข่าวลือกระฉ่อนไปทั่วเลย หมู่นี้ผู้ที่ใช้เวทต่างทยอยกันถูกฆ่าตาย หัวหน้าหมู่บ้านก็เป็นหนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้ายครั้งนี้ด้วย”

ได้ยินเช่นนั้น ชุนจึงถามขึ้นทันที

“ท่านพอทราบไหมว่า เหยื่อรายอื่นเป็นฝีมือของใคร”

“อร่อยจังเลย…”

ลินจิพุ้ยข้าว ร้องอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจบทสนทนา อันที่จริงเขาแอบฟังอยู่

ชายชราวางตะเกียบลง แล้วเปลี่ยนมายกแก้วน้ำชา

“เอ่อ… เค้าลือกันว่าเป็นชายผมทอง ดวงตาสีฟ้า แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ก่อเหตุครั้งนี้รึเปล่า”

ชุนขมวดคิ้ว ก้มลงมองเซตอาหารอย่างไร้โฟกัส ขณะเดียวกันลินจิก็คีบเนื้อย่างหั่นเต๋าเข้าปาก ก่อนอมตะเกียบค้างไว้พลางเหล่มองด้านข้าง

ตอนนี้เรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของ ‘เพกัส’ เขาไม่อยากมีส่วนร่วม ถ้าเอ่ยปากก็มีแต่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับภารกิจอื่น เรื่องอะไรจะสนใจ ชิชะ

ขณะที่คิดในใจ ชุนก็หันมา

“นี่เจ้า! คิดว่าอย่างไร”

“หืม”

ลินจิตอบอย่างไม่ใส่ใจ ขณะเดียวกันชายชราก็พูดต่อ

“เห็นเค้าว่ากันว่า ทุกคนที่ถูกสังหารล้วนแต่เป็นผู้ใช้เวทปลดผนึก ปีศาจตนนั้นคงจะกำลังตามหาผู้ที่สามารถปลดผนึกบางอย่างให้ตนได้ ข้าคิดว่าอาจจะเป็นเช่นนั้น”

ได้ยินชายชรากล่าว ความสนใจของลินจิก็เพิ่มขึ้นอย่างทันควัน

“เวทปลดผนึกเหรอครับ”

ชายชราพยักหน้าหนึ่งครั้ง

“’เวทปลดผนึก’ เป็นวิชาที่สามารถปลดคำสาปได้”

ลินจิทำหน้าอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนเอ่ยถามชุน

“คุณชุน เวทที่ใช้ผนึก ‘เพกัส’ มันใช่คำสาปรึเปล่าครับ”

ชุนกอดอก ส่ายหน้าช้า ๆ เขายังไม่แตะอาหารเลยสักคำ ระหว่างนั้นชายชราก็พูดว่า…

“ตำนานของ ‘เพกัส’ ไม่มีใครไม่รู้จัก ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใช้เวทปลดผนึกหลายคนไปลองวิชา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บางทีเรื่องของเพกัสอาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าต่อกันมาก็ได้”

…ไม่จริง ถ้าตำนานไม่เป็นความจริง ก็คงจะไม่มีเทพเจ้าผู้สร้างโลกที่นั่งหัวโด่ตรงนี้หรอก ลินจิเถียงในใจ

 

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด