ตอนที่แล้วบทที่ 3: ศพไร้หัว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 5: ผีไร้ร่าง

บทที่ 4: แพะรับบาป


บทที่ 4: แพะรับบาป

ถุงใส่เงินจำนวนห้าสิบตำลึงถูกยื่นให้กับหนานจิ่นสือ พ่อครัวของหอซือเซียนดูจะพึงพอใจกับร่างหมีสีน้ำตาลที่นอนไร้วิญญาณอยู่บนเกวียนมาก เขาให้ลูกน้องช่วยกันหามมันเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบ

“อาสือ ลื้อทำดีมากเลยนะ ที่นี่กำลังต้องการอยู่พอดีเลย ทั้งดีหมี อุ้งตีน เดี๋ยวนี้ขาดแคลนหายากจริงๆ คราวหน้าลื้อล่ามาได้อีกก็เอามาให้อั๊วเลยนะ รับรองราคาดีแน่นอน” พ่อครัวกล่าวเสียงดัง

จิ่นสือพยักหน้ารับอย่างยินดี เพราะเงินที่ได้มาเกินกว่าที่คาดไว้มาก ถึงไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีหมีให้ล่าอีกไหม หรือถ้ามี ตัวเขาจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้อีกหรือเปล่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เวลานี้เขามีเงินพาลูกชายไปรักษาตัวให้รอดพ้นจากโรคที่เป็นอยู่แล้ว จิ่นสือหันไปมอง หนานฮุ่ยจือยิ้มกลับมา สองคนพ่อลูกมีความสุข ฉับพลันเกิดเสียงหวีดร้องดังมาจากภายในหอซือเซียน

จิ่นสือกับลูกชาย รวมทั้งพ่อครัวและลูกน้องต่างตกใจ เมื่อเห็นผิดสังเกตจิ่นสือจึงขอตัวออกมา เวลานั้นอีกหนึ่งชั่วยาม(1) จึงจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ สำหรับถนนเส้นนี้นับว่ายังไม่ดึก แต่กับสองพ่อลูกถือว่าวิกาลมากแล้ว

“เสี่ยวจือ เดี๋ยวพ่อพาไปหาอะไรอร่อยๆ กินแล้วเราค่อยหาโรงเตี๊ยมพักสักคืนนะ” ลูกชายพยักหน้าแล้วแต่การตัดสินใจของบิดา หารู้ไม่เวลาของทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันไม่พ้นคืนนี้

 

..............................................

 

กองปราบของหัวเมืองแห่งนี้อยู่สุดปลายถนนที่หอซือเซียนตั้งอยู่ เพราะไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ทั้งจุดท่องเที่ยวและสถานที่ดูแลความเรียบร้อยจึงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ในขณะที่บ้านเรือนหรือจวนของผู้มีอันจะกินกระจายอยู่รอบๆ

เฉาเกา คือหัวหน้ามือปราบที่ดูแลที่นี่ เขามีหน้าที่ตรวจตรา จับกุมและระงับเหตุไม่สงบต่างๆ ในหัวเมืองแห่งนี้ ที่นี่เฉาเกาเป็นรองอยู่ใต้บังคับบัญชาเพียงเจ้าเมืองคนเดียวเท่านั้น แต่ใครต่างก็รู้ ว่าเขาภักดีกับเงิน

เมื่อหอซือเซียนเกิดเหตุสะเทือนขวัญ เฉินเจียวตายอย่างน่าสยดสยอง หัวขาดกระเด็นหลุดออกจากบ่า เวลานั้นเฉาเกากับคณะกำลังเดินตรวจตราอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพอดี ทว่าเหตุเช่นนี้มิใช่เกิดขึ้นประจำ หากกล่าวให้ถูก ต้องบอกว่าเพราะเวลานี้ใกล้พ้นวันและกำลังจะเข้าสู่เดือนใหม่ เหล่ามือปราบที่นำโดยเฉาเกาจึงออกมาเดินเก็บค่าคุ้มครองประจำเดือนตามปกติวิสัย

เสียงร้องของเศรษฐีหม่าซือเต้าดังชัดจนคนได้ยินทั่ว รวมถึงคณะมือปราบด้วย ระหว่างที่ผู้คนต่างสงสัย บ่าวคนหนึ่งจากหอซือเซียนวิ่งลนลานออกมา เขาหกล้มราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง มองซ้ายหันขวาอย่างคนตื่นกลัวจนเมื่อเห็นเฉาเกากับพวกจึงรวบรวมกำลังแล้ววิ่งเข้ามาหา

“ใต้เท้าเกา มะ มะ มีคนตาย มีคนตายในหอซือเซียน” เสียงนั้นทั้งติดขัดทั้งร้อนรนซ้ำยังตื่นกลัว

เฉาเการีบนำกำลังไปตามคำบอกกล่าวในทันที

 

........................................................

 

มุมหนึ่งของถนนมีเพิงขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยประจำหัวเมือง จิ่นสือเคยได้ลิ้มลองรู้สึกรสชาติน้ำซุปกลมกล่อม เส้นนุ่มแทบละลายบนลิ้นจึงพาฮุ้ยจือมากิน คนในร้านมีพอประมาณ เมื่อจิ่นสือเดินเข้าไป เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งก็วิ่งมาต้อนรับ

“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองชาม”

พอสั่งเสร็จจิ่นสือถึงได้เห็นว่า จอมยุทธ์ไป่ที่ช่วยเขายกเกวียนเพื่อซ่อมล้อนั่งอยู่โต๊ะข้างกัน จิ่นสือผงกหัวเป็นเชิงทักทาย อีกฝ่ายเพียงมองไม่ใส่ใจ เขาได้แต่หน้าเจื่อน เพราะไม่นึกว่าคนมีน้ำใจช่วยเขายามยาก เพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียวจะกลับกลายเป็นไร้ไมตรี

พินิจพิเคราะห์จากรูปลักษณ์คนผู้นี้สวมชุดดำเป็นอาภรณ์คลุมกาย รูปร่างสูงใหญ่ ลำตัวและแผงอกหนาแต่ไม่ใช่แบบคนเจ้าเนื้อ สังเกตได้จากกล้ามเนื้อที่ท่อนแขน ใบหน้าเรียบเฉย คิ้วเข้ม กรามเรียว ใบหน้ายาว จมูกเป็นสัน นัยน์ตาเฉี่ยว ริมฝีปากบางและกว้าง

ถึงเวลานี้จิ่นสือก็ยังนึกสงสัยว่าจอมยุทธ์ไป่คนนี้ใช่คนเดียวกันกับที่ผู้คนร่ำลือกันหรือไม่ ระหว่างนั้นเสี่ยวเอ้อยกก๋วยเตี๋ยวที่สั่งมาให้ เสียงใครคนหนึ่งพูดคุยกับใครอีกคนก็ดังเข้ามาในหู

“เห็นว่ามีคนตายที่หอซือเซียน”

“ใช่ เมื่อกี้ไง ที่มีเสียงร้องน่ะ เขาว่าคนตายคือแม่นางเฉินเจียว”

“เฮ้ย! จริงหรือ ทำไมนางถึงตาย เกิดอะไรขึ้น?”

“เขาว่านางเจอเศรษฐีหม่าฆ่าตัดคอ” เสียงตอบนั้นกระซิบราวกับเรื่องที่คุยเป็นความลับที่ไม่ควรเปิดเผย จิ่นสือพยายามตั้งใจฟัง จนฮุ้ยจือสะกิด เขาจึงเลิกสนใจ

 

........................................................

 

ก่อนนี้ภายในห้องเคยมีเพียงกลิ่นหอมของดอกไม้ บัดนี้กลับคละคลุ้งไปด้วยคาวโลหิต ก่อนนี้พื้นกำแพงของห้องเป็นสีอ่อนดูละมุน แต่บัดนี้กำแพงนั่นถูกกลบกลืนด้วยสีแดงฉานชวนให้รู้สึกน่าสะพรึง เฉาเกามองเข้าไปภายในห้องจากการยืนอยู่ด้านนอก ให้ลูกน้องคอยสำรวจตรวจหลักฐานและคลุมผ้าปิดร่างศพของเฉินเจียวไม่ให้อุจาดสายตา

หม่าซือเต้านั่งอยู่บริเวณนั้น เขาสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว คราบเลือดที่เลอะตัว ส่วนใหญ่ถูกเช็ดออกไปแล้ว สีหน้าซีดจาง มีความวิตกกังวลปนเสียใจและตื่นกลัวอยู่ในแววตา จนใบหน้านั่นคล้ายแก่ชรามากขึ้นไปอีกสิบปี

“ใต้เท้าครับ ตรวจจนทั่วแล้วครับ แต่ไม่พบหัวของแม่นางเฉิน” ลูกน้องคนหนึ่งเดินออกมารายงาน

เฉาเกาหันไปมองหน้าหม่าซือเต้าที่หันมามองตาพอดี เขายิ้มบางจนหนวดที่ไว้เหนือริมฝีปากขยับตาม ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นยิ่งหรี่เล็กลงดูราวกับหลับตา หากใครได้เห็นใบหน้าเขาในตอนนี้คงคิดคล้ายว่ากำลังเห็นจิ้งเหลนตัวหนึ่ง หม่าซือเต้ามองออกว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไร เฉาเกาโบกมือไล่ลูกน้องไปแล้วนั่งลงเพื่อเจรจา

“ท่านหม่า ครานี้เห็นท่าจะแย่แล้ว” เสียงแหลมสูงกล่าวพลางถอนหายใจ หม่าซือเต้ารวบรวมสติแล้วตอบกลับอย่างไว้เชิง

“ข้าไม่ได้ทำ!”

“เห็นกันอยู่ชัดๆ หากไม่ใช่ท่านแล้วเป็นผู้ใด?”

“ข้าไม่รู้!”

“มีดตกกระเด็นอยู่บนพื้น เลือดเลอะเต็มตัวท่าน ศพแม่นางเฉินนอนตายไร้ศีรษะ นอกจากท่านก็คงมีเพียงผีเท่านั้นที่ทำได้” เฉาเกาเอ่ยกลั้วหัวเราะ ดวงตายิ่งหรี่เล็ก

“แต่ข้า...”

“อ๊ะ อ๊ะ ท่านหม่าโปรดให้ความร่วมมือเถิด คดีนี้จะได้ง่ายขึ้น เพราะยิ่งท่านดื้อรั้นเราสองจะยิ่งหลงประเด็น” หม่าซือเต้ามองเฉาเกาดวงตาลุกวาวด้วยโทสะ รู้สึกภายในใจว่าตนไม่เคยโดนหยามเหยียดถึงเพียงนี้ แต่ก็เห็นจริงว่าทุกสิ่งมันเจาะจงว่าเขาเป็นผู้กระทำ

“หนึ่งพันตำลึง”

“หึ! ท่านหม่าเหตุใดวันนี้ดูช่างไม่สมเป็นท่านหม่า”

“สามพันตำลึง”

“เหอะ! ถ้าเช่นนั้นก็เลิกคุยเถิด ข้าไม่อยากให้คดีนี้ต้องเสียเวลา”

“เจ้าต้องการเท่าไหร่ก็ว่ามา!”

“หนึ่งแสนตำลึง ไม่ขาดไม่เกินแล้วท่านจะได้รับการปล่อยตัวกลับจวน โดยไม่ต้องถูกสอบสวนหรือกล่าวถึง ราวกับว่า... ท่านไม่เคยอยู่ที่นี่” ซือเต้าชะงักไปชั่วครู่มิคาดจิ้งเหลนเจ้าเล่ห์จะละโมบถึงเพียงนี้

“ตกลง” สิ้นคำเจรจา เฉาเกาลุกขึ้นยืนตะเบ็งเสียงดังสั่งลูกน้อง

“ไปสอบถามและตามหาคนแปลกหน้าท่าทางน่าสงสัยทุกคนที่เข้าออกที่นี่ภายในหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา จับมาให้หมด ใครขัดขืนจับตายได้ทันที” สิ้นคำสั่งลูกน้องทุกคนท่าทางอึกอัก แต่ก็จำใจยอมทำตาม

เฉาเกากระซิบบอกกับหม่าซือเต้าว่าให้รีบออกไปทางประตูหลัง รุ่งเช้าจะไปรับเงิน เวลานั้นใครคนหนึ่งเดินเข้ามายังสถานที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หลายคนเห็นเขาต่างทักทายด้วยความเคารพ

“พี่จง”

“รองหัวหน้า”

“ลูกพี่”

โจวหม่าจง พยักหน้ารับทุกคำทักทาย ชายรูปร่างสันทัด คิ้วเรียว ตาคม หน้ารูปไข่ จมูกโด่ง ริมผีปากโค้งมนราวคันธนู อยู่ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มหยุดยืนที่หน้าห้องเกิดเหตุ เขาสูดหายใจลึกให้กลิ่นคาวเลือดเข้าเต็มปอดก่อนผ่อนออกมาอย่างช้าๆ แล้วเดินเข้าไปเปิดผ้าที่คลุมศพเฉินเจียวออกดูก่อนจะมองสำรวจทั่วบริเวณ

เฉาเกาให้หม่าซือเต้ารีบไป แต่ไม่พ้นสายตาของโจวหม่าจง เพียงแต่ผู้มาใหม่ไม่ได้ท้วงติงสิ่งใดและปล่อยเลยตามเลยไป

“รองหัวหน้าโจว มาถึงก็ไม่พูดไม่จา ท่าทางขึงขังเชียวนะ”

“หัวหน้ากล่าวเกินไปแล้ว ข้าน้อยมาช้าเพราะมัวแต่ไปทำงานตามที่ท่านสั่ง ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่นี่” หม่าจงกล่าวทั้งที่สายตายังมองสำรวจไปนอกหน้าต่าง

“นั่นสิเจ้ามาช้าแล้วงานที่ข้าสั่งให้ไปทำเรียบร้อยดีไหม”

“ไม่ พอดีระหว่างทางมาที่นี่ ข้าสะเพร่าจนทำเงินค่าคุ้มครองที่ท่านให้ไปเก็บ หล่นหายเมื่อใดก็ไม่ทราบ ขอหัวหน้าโปรดลงโทษด้วย” หม่าจงยังคงพูดลอยหน้าลอยตาไม่สนใจสีหน้าเฉาเกาที่แปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ ก่อนที่จะสงบใจลงเพราะรู้ว่าหมาป่าทรนงอย่างรองหัวหน้ามือปราบโจวหม่าจงไม่ใช่หมาบ้านที่จะเลี้ยงให้เชื่องอยู่แล้ว

เงินนั่นอีกฝ่ายคงไม่ได้เรียกเก็บมากกว่าคำอ้างที่ว่าทำหล่นหาย แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เฉาเกาก็จะได้เงินหนึ่งแสนตำลึงจากหม่าซือเต้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแค่เศษเงินค่าคุ้มครอง ไม่ได้ก็ช่างมัน

“ใต้เท้าครับ ข้าน้อยไปสอบปากคำจากหัวหน้าพ่อครัวมา เขาบอกว่าตอนที่เกิดเสียงร้องมีพรานล่าสัตว์นามหนานจิ่นสือเอาหมีสีน้ำตาลมาขายให้กับที่หอซือเซียนครับ” ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน แต่ยังไม่ทันที่เฉาเกาจะถามอะไรเพิ่ม หม่าจงก็เอ่ยแทรกขึ้นก่อน

“แล้วคนชื่อหนานจิ่นสือเกี่ยวอะไรด้วย?”

“ลูกพี่ อะ เอ่อ คือใต้เท้าสั่งให้พวกข้าน้อยไปหาคนต่างถิ่นที่น่าสงสัยครับ นอกจากหนานจิ่นสือที่เป็นนายพรานล่าสัตว์ ที่เหลือก็เป็นพวกขบวนคุ้มกันภัยสินค้า จอมยุทธ์มีชื่อหลายคนที่กำลังเดินทางไปเมืองหัวอัน ที่เหลือก็เป็นเศรษฐีจากเมืองอื่น กะ... ก็เลยมีเพียงหนานจิ่นสือที่... เอ่อ...”

หม่าจงฟังคำอธิบายแค่นั้นก็รู้แล้วว่าจะเกิดสิ่งใด เขาปรายตาไปหาเฉาเกา อีกฝ่ายผงะเล็กน้อยแต่แสร้งทำเป็นไม่กลัว

“ทำไม ข้าตามหาผู้ต้องสงสัย เจ้าเห็นว่าข้าทำผิดหรือไง ไป! เจ้าตามกำลังคนไปจับหนานจิ่นสือมาสอบสวนเดี๋ยวนี้” ต้นประโยคเฉาเกาพูดกับหม่าจง แต่ปลายคำหันไปสั่งลูกน้องที่เงอะงะอยู่ไม่กล้าขยับไปไหน

หม่าจงนิ่งคิดทบทวนความเป็นไปได้ จากสภาพการณ์แม้คนน่าสงสัยสุดจะเป็นหม่าซือเต้าที่เพิ่งหลบออกไป แต่เมื่อครู่เขาดูบาดแผลของศพแล้ว มันเป็นการลงมือเพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าคนอายุวัยใกล้หกสิบเช่นนั้นซ้ำยังไม่รู้วรยุทธ์ จะแข็งแรงพอที่จะตัดหัวแม่นางเฉินได้ในครั้งเดียว นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เขาไม่สนใจเรื่องการรับเงินสินบนของเฉาเกา แต่หากมีการตั้งใจจะจับแพะเช่นนี้คงปล่อยให้ดำเนินการต่อไม่ได้ อย่างว่าแต่หนานจิ่นสือไม่เกี่ยวข้อง ต่อให้เกี่ยวข้องก็ไม่เห็นว่าแค่พรานล่าสัตว์จะกระทำการใดๆ เช่นนี้ได้

“ไปสิ! ข้าสั่งเจ้าไม่ได้ยินหรือ!” เฉาเกาตวาดใส่ลูกน้องเสียงดังลั่น

“ข้าไปเอง แต่แค่สอบถาม ไม่จับกุมตัว ไม่มีการลงทัณฑ์ให้รับสารภาพ ห้ามตั้งข้อหาโดยไม่มีหลักฐานและไม่ให้มีการจับตาย” หม่าจงกล่าวเงื่อนไขพร้อมก้าวเข้าไปหาเฉาเกาคล้ายต้องการคำยืนยัน

“ดะ ได้” ชั่วพริบตานั้นเฉาเกาเหมือนเห็นรังสีอำมหิตจากอีกฝ่ายจึงรีบตกลง

“ไปบอกทุกคนให้ออกตามหาหนานจิ่นสือ สั่งด้วยว่าห้ามลงมือโดยพลการ เจอเมื่อไหร่ให้รอข้า”

“ครับลูกพี่” หลังรองหัวหน้ากล่าวจบ ลูกน้องคนนั้นรีบปฏิบัติตามในทันที

 

......................................................

 

ที่เพิงร้านก๋วยเตี๋ยวบะหมี่เนื้อสองชามว่างเปล่า กระทั่งน้ำซุปก็ยังหมดเกลี้ยงชาม ฮุ่ยจือริมฝีปากเลอะไปด้วยคราบของน้ำซุป แอ่นหลังนั่งตบพุงตัวเองเบาๆ

“อร่อยมากเลยครับท่านพ่อ หนูไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวอร่อยเท่านี้มาก่อน...” กล่าวยังไม่ทันจบประโยคเด็กน้อยก็เรอออกมาเสียงดัง จิ่นสือหัวเราะดังก่อนจะเรอตาม แล้วสองพ่อลูกก็หัวเราะด้วยกัน

“กินอีกไหม?” จิ่นสือถามเอ็นดู

“ไม่ไหวแล้วครับ ไว้พรุ่งนี้นะท่านพ่อ ตอนนี้หนูกินอะไรไม่ไหวแล้ว” จิ่นสือเรียกเสี่ยวเอ้อคิดเงิน แต่ระหว่างนั้นเขาทำถุงเงินหล่นเผยให้เห็นเงินจำนวนมาก

“นายท่านมีเงินเยอะมากเลยนะ หามาจากไหนเหรอ?” เสี่ยวเอ้อมองตาโต จิ่นสือรีบเก็บเงิน จ่ายค่าอาหาร ไม่ตอบคำ เสี่ยวเอ้อคิดด่าในใจว่ามีเงินเยอะหน่อยทำเป็นยะโส แต่งตัวมอซอแบบนี้เผลอๆ ไม่รู้เป็นโจรหรือเปล่า

จิ่นสือพาลูกชายเดินออกจากร้าน

“เดี๋ยว!” สิ้นคำทำให้คนถูกทักชะงัก พอหันไปเห็นเป็นจอมยุทธ์แซ่ไป่ที่เรียกไว้พร้อมยื่นเงินส่งมาให้ “ท่านน้าเก็บไม่ครบ”

“ขอบคุณจอมยุทธ์ไป่ ได้ท่านช่วยอีกแล้ว” จิ่นสือกล่าว แต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับเดินไปนั่งที่ของตน พรานล่าสัตว์ได้แต่ทำหน้าเจื่อน คิดว่าคงเป็นปกติวิสัยของคนผู้นี้ที่ไม่เสวนากับใครเกินจำเป็น

พอจิ่นสือจะเดินออกจากร้าน พลันเกิดเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงชุลมุนวุ่นวาย

“หนานจิ่นสืออยู่ตรงนี้!” เจ้าหน้าที่จำนวนมากต่างวิ่งกรูเข้ามาล้อมกรอบสองพ่อลูกไว้ ฮุ่ยจือตระหนกจับมือบิดาแน่น จิ่นสือกอดลูกไว้ ในใจประหวั่นพรั่นพรึง

“มะ มีอะไรหรือครับใต้เท้า?” ไม่มีคำตอบใดๆ จากเจ้าหน้าที่ เพียงไม่นาน โจวหม่าจงก็เดินมาถึง

“ท่านคือหนานจิ่นสือใช่หรือไม่” จิ่นสือพยักหน้าแทนคำตอบ “ถ้าเช่นนั้นโปรดให้ความร่วมมือตอบคำถามข้าด้วย” เป็นอีกครั้งที่จิ่นสือพยักหน้า

“เมื่อชั่วยามที่ผ่านมา ท่านใช่อยู่ที่หอซือเซียนหรือไม่ หากใช่ ท่านไปทำอะไรที่นั่น”

“ชะ ใช่ ข้าอยู่ที่นั่น ข้าล่าหมีมาได้จึงนำไปขายให้กับพ่อครัวของหอซือเซียน นี่ไง เงินที่ขายได้” จิ่นสือรีบหยิบถุงเงินให้อีกฝ่ายดู

“เท่าไหร่!?” เฉาเกาตะคอกถามเสียงดังแทรกขึ้นมา

“อะ เอ่อ หะห้าสิบตำลึงครับใต้เท้า”

สิ้นคำตอบมีเสียงกระซิบกระซาบจากผู้คนรอบข้างที่มามุงดู บ้างว่าหมีตัวเดียวทำไมถึงขายได้เงินเยอะเช่นนี้ บ้างว่าไม่ใช่ไปขโมยใครมาหรือ บ้างกล่าวแย่กว่านั้นคือสภาพอย่างจิ่นสือไม่น่าจะล่าหมีได้ด้วยซ้ำ หม่าจงจะถามต่อแต่กลับถูกขัดจังหวะอีกหน

“โกหก!” เสียงเดิมตะเบ็งลั่นและนั่นคือเฉาเกา

“ขะ ข้าไม่ได้โกหกนะท่าน เรื่องจริง ข้าขายหมีได้ห้าสิบตำลึงจริงๆ กำลังจะพาลูกชายไปรักษาโรคปอด มะ ไม่เชื่อท่านถามพ่อครัวของหอซือเซียนได้” จิ่นสือกล่าวลนลาน ฮุ่ยจือหน้าซีดท่าทางตกใจหนักจนเกาะแขนบิดาแน่น

ฉับพลันพ่อครัวหอซือเซียนถูกพาตัวมา ท่าทางของเขาลุกลี้ลุกลน

“ตอบให้ฟังหน่อยซิว่าเจ้าซื้อหมีจากมันจริงไหมแล้วซื้อเท่าไหร่?” เฉาเกาผลักพ่อครัวให้เร่งเดินออกมาด้านหน้า หม่าจงกำด้ามดาบที่คาดไว้ตรงเอวแน่น รู้ทันทีว่าเสียท่าให้หัวหน้าจอมเจ้าเล่ห์แล้ว

“อั๊วซื้อหมีจากจิ่นสือจริงๆ แต่ไม่ถึงห้าสิบตำลึง อะ อั๊วจ่ายไปแค่ยี่สิบตำลึงเท่านั้น” พ่อครัวตอบเสียงอ่อย จิ่นสือหน้าซีด

“ท่านกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร ท่านบอกข้าว่าหมีขาดแคลน ท่านเลยให้ราคาดีขนาดนี้”

“ไอ้โกหก อย่างเจ้าเหรอจะล่าหมีได้ เงินนั่นขโมยมามากกว่า” เสี่ยวเอ้อผสมโรงด่าเพราะริษยาในใจอยู่ก่อนหน้า

“ขะ ข้าไม่ได้โกหก ข้าพูดจริง หมีตัวนั้นที่ล่าได้เพราะมีคนในชุดเสื้อคลุมขาวช่วยล่าด้วย” คำพูดนี้สะดุดหูจอมยุทธ์แซ่ไป่ที่นั่งฟังเรื่องราวอย่างเงียบๆ มาตลอด

“ไม่ต้องพูดมาก มันนี่แหละฆ่าแม่นางเฉินเพื่อชิงทรัพย์ จับมัน” เฉาเกาสั่ง

“เดี๋ยว!” หม่าจงร้องห้าม แม้ลูกน้องจะเชื่อแต่ชาวบ้านละแวกนั้นต่างไม่ฟังเสียง กรูกันเข้าไปหาจิ่นสือ คนถูกกล่าวหากอดลูกไว้แน่น ฮุ่ยจือร้องไห้ดังลั่น ทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว เหตุการณ์เริ่มชุลมุนจนเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต้องเข้าไปห้าม หม่าจงหันไปมองเฉาเกาที่ลอยหน้าลอยตาแสยะยิ้มราวจิ้งเหลนอย่างอาฆาต

ฉับพลันโต๊ะตัวหนึ่งของร้านก๋วยเตี๋ยวพุ่งกระแทกใส่กลุ่มชาวบ้านจนหลายคนกระเด็นไปไกล ทุกคนต่างหยุดนิ่งแล้วหันไปมองคนทำ จอมยุทธ์แซ่ไป่ นั่งนิ่งดื่มชาก่อนจะสะบัดจอกในมือฟาดใส่หน้าเฉาเกา จนหัวหน้ามือปราบหน้าหงายล้มลงกับพื้น

“ใครจับตัวเขา ข้าจะตัดมือมันคนนั้น” เสียงทุ้มกล่าวสั้นๆ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเดินเข้าไปอุ้มฮุ่ยจือที่ล้มอยู่ตรงพื้น ชาวบ้านหลายคนต่างปล่อยมือจากจิ่นสือ ทั้งบริเวณเงียบกริบไม่มีแม้เสียงลมหายใจ จิ่นสือรีบวิ่งไปกอดลูก

“ไอ้เสี่ยวเอ้อ คืนถุงเงินท่านน้ามา” จอมยุทธ์ไป่กล่าว ทุกคนหันไปมองเสี่ยวเอ้อที่หลักฐานคาอยู่ในมือ มันหน้าซีดค่อยๆ ยื่นถุงเงินให้ แต่พอจอมยุทธ์ไป่ยื่นมือไปรับ มันกลับขว้างใส่แล้วใช้มีดอีโต้ที่ซ่อนไว้ฟันอีกฝ่าย

มิคาดคิดชายชุดดำไม่เพียงไม่หลบ เขากลับกำหมัดแล้วชกใส่ มีดอีโต้หักกระเด็นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กำปั้นนั้นแหวกอากาศจนเกือบกระแทกหน้าของเสี่ยวเอ้อ แต่หม่าจงหยุดไว้ได้ทัน เสี่ยวเอ้อเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นก่อนคลานหนีอย่างน่าสมเพช จอมยุทธ์ไป่กะตามไป แต่หมัดของเขายังอยู่ในมือหม่าจง

“พอแล้วมั้งพี่ชาย ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของมือปราบเถอะ”

“หึ อย่างเจ้าหรือจะทำอะไรได้” ชายชุดดำดูแคลน หม่าจงคล้ายได้ยินเสียงเส้นสติของตนขาด

“อย่างข้า... จะพาหนานจิ่นสือไปที่กองปราบ แล้วดูซิว่า อย่างท่าน... จะตัดมือข้าได้อย่างที่ปากพูดไหม” สิ้นคำจอมยุทธ์ไป่กระชากดาบออกจากฝัก หม่าจงสะบัดรับด้วยอาวุธที่คาดเอว ผู้คนต่างถอยกรู สองคนตั้งท่าเตรียมสู้กัน

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด