ตอนที่แล้วTWO Chapter 139 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 13
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปTWO Chapter 141 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 15

TWO Chapter 140 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 14


TWO Chapter 140 สงครามโจวหลู่ ตอนที่ 14

เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบ โอหยางโชวก็กล่าวขึ้นว่า “เรียนฝ่าบาท ข้ามีบางสิ่งที่สามารถช่วยฝ่าบาทได้”

จักรพรรดิเหลืองเต็มไปด้วยความปิติยินดี เขารีบกล่าวว่า “สิ่งใดหรือ? เร็วๆรีบเอามาออกมา”

โอหยางโชวพยักหน้า แล้วหยิบรถชี้ทิศใต้ออกมา เขาอธิบายว่า “สิ่งนี้เรียกว่ารถชี้ทิศใต้ และไม่ว่ามันจะหมุ่นไปในทิศทางใดก็ตาม เข็มก็ยังคงชี้ไปยังทิศใต้เสมอ ก่อนที่เราจะออกเดินทาง เราเพียงแค่ต้องสังเกตทิศทางที่เราจะไป แล้วเราก็จะสามารถเดินฝ่าหมอกควันไปในทิศทางที่ถูกต้องได้แล้ว”

“สิ่งนี้อัศจรรย์เช่นนั้นจริงหรือ?” จักรพรรดิเหลืองยังคงสงสัย

โอหยางโชวหัวเราะ แล้วกล่าวอย่างมั่นใจว่า “เชิญทดสอบดูได้ แล้วท่านจะรู้เอง”

จักรพรรดิเหลืองสงสัญญาณให้เฟิงโหวที่อยู่ด้านข้าง เขาเข้าใจและมาทดสอบรถชี้ทิศใต้ ผลที่ออกมาสามารถเห็นได้ชัดเจน มันทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม รถชีไปทางทิศใต้ตามที่โอหยางโชวบอกไว้ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก นี่เป็นเกมส์หมากรุก ที่ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า

จักรพรรดิเหลืองเป็นคนที่กล้าหาญ เมื่อยืนยันว่ามันทำงานได้ เขาก็จัดกองกำลังของเขาและพุ่งเข้าไปในหมอกควันภายใต้การชี้ทางของรถชี้ทิศใต้ในทันที

ระหว่างทาง ไป๋ฮัวและคนอื่นๆต่างก็จ้องไปที่โอหยางโชว ราวกับว่าเขาเป็นสัตว์ประหลาด สุดท้าย เธอก็อดไม่ได้ที่จะถามเขา “หวู่ยี่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าสงครามครั้งนี้จะได้ใช้รถชี้ทิศใต้?”

โอหยางโชวส่ายหัว เขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนถาม เขากล่าวว่า “จริงๆแล้วข้าก็ไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อรู้ว่าสมรภูมิครั้งนี้ คือสงครามโจวหลู่ ข้าก็มองหาข้อมูลของสงครามโดยละเอียด ทุกคนคงรู้ว่าสงครามครั้งนี้เป็นหนึ่งในตำนาน และเป็นความจริงที่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น มันจึงมีเบาะแสต่างๆอยู่บ้าง แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ข้าลองคาดเดามัน สิ่งที่ข้าสนใจที่สุดก็คือ ความจริงที่จักรพรรดิเหลืองเป็นผู้คิดค้นรถชี้ทิศใต้”

“เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเขาไม่ควรจะสร้างมันได้ มันควรจะถูกสร้างโดยลูกหลานของเขา แล้วให้เครดิตกับจักรพรรดิเหลือง และข้าก็คิดว่า เนื่องจากมันมีบันทึกในประวัติศาสตร์ บางที่เขาอาจจะถูกขังในหมอกก็ได้ ดังนั้น ข้าจึงคิดว่า ถ้าข้านำเอารถชี้ทิศใต้มาด้วย มันก็อาจจะเป็นประโยชน์ในสงคราม และในที่สุด หมอกก็ปรากฎขึ้นจริงๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดจากภูเขาไฟตามที่ตำนานกล่าวถึงก็ตาม”

สิ่งที่เขากล่าวล้วนแต่งขึ้น  มันเป็นข้อได้เปรียบของคนที่รู้อนาคตเช่นเขา เขาได้เตรียมพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถบอกพวกเขาได้ ดังนั้น เขาจึงต้องโกหกสีขาว

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเขา ทุกคนก็เคารพและริษยาโอหยางโชวมากยิ่งขึ้น

“พี่ชายหวู่ยี่ช่างน่าอัศจรรย์ ข้าเริ่มจะบูชาท่านแล้ว” มู่หลานเยว่กล่าวอย่างหวาดหวั่น

ไป๋ฮัวตะลึง และยกนิ้วโป้งให้เขา พร้อมกล่าวว่า “หวู่ยี่ ท่านช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ คว้าโอกาสจากเบาะแสเล็กๆในบันทึกประวัติศาสตร์ ตอนนีั ท่านดูคล้ายซุ่นหลงเตียนเซว่ที่เป็นคนบ้าเควสเลย”

โอหยางโชวไม่ต้องการอยู่ในหัวข้อนี้อีกต่อไป เขากล่าวว่า “โอเค พวกเจ้าหยุดสรรเสริญข้าได้แล้ว จากที่ข้าเห็น เมื่อเราฝ่าหมอกควันนี้ไปได้แล้ว จะมีการรบครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง”

ทุกคนพยักหน้า

…………………………………………………………………………

เป็นอย่างที่เขากล่าว หลังจากที่พวกเขาฝ่าหมอกควันภายใต้การชี้ทางของรถชี้ทิศใต้มาได้ ไม่ไกลจากพวกเขา กองกำลังเผ่าจิวหลี่ของชี่โหยวกำลังนั่งพักและจัดระเบียบตนเอง

ชี่โหยวไม่เชื่อว่าศัตรูของเขาจะสามารถฝ่าหมอกควันมาได้โดยง่าย ดังนั้น เขาจึงไม่ได้กังวล และปล่อยให้กองกำลังของเขาหยุดพัก เขากำลังคิดว่าจะโจมตีโต้กลับอย่างไร แต่เมื่อเขาได้เห็นกองกำลังของศัตรูที่ฝ่าหมอกมาได้แล้ว มันทำให้เขาประหลาดใจ ใครจะคิดว่าพวกเขาจะฝ่าหมอกมาได้อย่างรวดเร็วราวปาฏิหารย์เช่นนี้ มันเหมือนเป็นระเบิดครั้งใหญ่ กำลังใจของกองกำลังฝ่ายชี่โหยวเริ่มลดต่ำลงอีกครั้ง

ในทางตรงกันข้าม หลังจากที่ฝ่าหมอกมาได้ กองกำลังของจักรพรรดิเหลืองก็มีความมั่นใจมากขึ้น พวกเขาไม่รู้ว่ารถชี้ทิศใต้นี้เป็นของโอหยางโชว และคิดว่ามันเป็นของจักรพรรดิเหลือง

จักรพรรดิเหลืองไม่ปล่อยให้ศัตรูมีโอกาสได้ตั้งตัว เขาสั่งให้กองกำลังของเขาบุกโจมตี และสังหารกองกำลังของชี่โหยวให้สิ้นซาก การรบครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง และการรบครั้งนี้ก็กินเวลาจนถึงกลางคืน มีเลือดไหลนองดุจไม่น้ำ น่าขนลุกอย่างมาก

ฝ่ายชี่โหยวได้ทำการตั้งรับและล่าถอยในเวลาเดียวกัน พวกเขาพยายามหนีจากโชคชะตาของการถูกสังหารอีกครั้ง ในขณะที่จักรพรรดิเหลืองและจักรพรรดิไฟได้นำกองกำลังไล่ตามพวกเขาไปอย่างใกล้ชิด ราวกับว่าต้องการกำจัดพวกจนหมดถึงจะยอมหยุด

การรบครั้งนี้กินเวลา 1 วันเต็ม เมื่อถึงเวลากลางคืน ทั้ง 2 ฝ่ายก็ยุติการรบ ณ ตอนนี้ กองกำลังเผ่าจิวหลี่ของชี่โหยวเหลือไม่ถึง 50,000 นาย ในขณะที่กองกำลังกลุ่มพันธมิตรของจักรพรรดิเหลืองยังมีมากกว่า 100,000 นาย ผู้นำบางคนไม่ต้องการสูญเสียกำลังคนของเขา พวกเขาได้นำกองกำลังของตนหลบหนีไป เนื่องจากเป้าหมายหลักของจักรพรรดิเหลืองคือชี่โหยว เขาจึงไม่ได้สนใจกับกองกำลังของผู้นำอื่นๆมากนัก

ภายใต้แรงกดดันนี้ มีผู้เล่นจำนวนมากตัดสินใจจากไปในตอนกลางคืน สุดท้าย จึงเหลือเพียงพันธมิตรชุนชิวและพันธมิตรโลหะโลหิตเท่านั้นที่ยังอยู่ พวกเขาทั้ง 2 กลุ่มเหลือทหารรวมกันไม่ถึง 4,000 นาย เหตุผลเดียวที่พวกเขายังอยู่ก็คือ คะแนนคณูปการสงคราม เมื่อรักษาตำแหน่ง 10 อันดับแรกของพวกเขาในลีดเดอร์บอร์ด พวกเขาคิดว่าชี่โหยวจะมีเควสบางอย่างให้พวกเขา ดังนั้น ชุนเซิ่นจุนและจานหลางจึงยังไม่ได้ออกไป

ที่ราบโจวหลู่ตอนกลางคืนนั้น ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่เพียงแต่วังเวง แต่สัตว์ร้ายที่ออกมาในตอนกลางคืนก็น่ากลัวมาก

ดังนั้น พวกเขาจึงจัดกลุ่ม เริ่มจุดไฟและจัดการเวรยาม เพื่อป้องกันการโจมตี่และเพื่อที่จะผ่อนคลายได้

อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิเหลืองไม่ได้คลายความระวังกองกำลังของชี่โหยว หากพวกเขาเคลื่อนไหว เขาจะสั่งให้โจมตีทันที

โชคดีที่ชี่โหยวไม่หุนหันพลันแล่น จึงไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นในคืนนี้

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้เล่นอย่างโอหยางโชวจึงไม่ได้ออฟไลน์ และเลือกที่จะพักผ่อนในเต็นท์ เพราะถ้าพวกเขาเลือกที่จะออฟไลน์ในตอนนี้ มันอาจจะเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นได้

เช้าตรู่วันต่อมา ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น เผ่าจิวหลี่ของชี่โหยวก็เริ่มเก็บเต็นท์

เมื่อจักรพรรดิเหลืองทราบข่าว เขาก็สั่งให้กองกำลังของเขาทำเช่นเดียวกัน ทั้ง 2 ฝ่าย รู้ว่าพวกเขาต้องแข่งกับเวลา และพวกเขาไม่สามารถช้าได้ เมื่อคืนที่ผ่านมากองกำลังทั้งหมดได้นอนหลับพร้อมชุดเกราะและอุปกรณ์ของพวกเขา เพื่อให้พร้อมที่จะเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น การไล่ล่าของชีวิตและความตายก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ในเวลานี้ แม่แต่ชุนเซิ่นจุนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หลังจากปรึกษากับซีอ๋องป้าแล้ว เขาก็นำกองกำลังของพวกเขา 3,000 นาย ออกจากสมรภูมิ ตอนนี้จึงเหลือเพียงพันธมิตรโลหะโลหิต ที่มีกองกำลังเพียง 1,000 นาย เท่านั้น จานหลางมาจากกองทัพ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการจะละทิ้งหน้าที่

แน่น่าเสียดาย ที่คนอื่นๆไม่ได้มีเกียรติเช่นเดียวกับเขา สมาชิกคนอื่นๆของพันธมิตรโลหะโลหิตไม่ใช่ทหาร ตอนแรกพวกเขาเคารพการตัดสินใจของจานหลาง แต่เมื่อสถานการณ์แย่ลง เขาพวกก็ตัดสินใจทิ้งเขาไป สุดท้าย จึงเหลือเพียงกองกำลัง 300 นาย ของเมืองโลหิตสีชาดเท่านั้น

การไล่ล่านี้เป็นไปตามบันทึกในประวัติศาสตร์ มันต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน ขณะที่พวกเขาหนีลงใต้ แม้ว่าพวกเขาจะเดินผ่านฐานที่มั่นของพวกเขา พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะหยุด พวกเขายังคงหนีไปยังค่ายหลักของพวกเขาที่ตั้งอยู่ทางใต้

ในวันนี้ สุดท้ายพวกเขาก็หนีมายังหุบเขาซีอ๋องลี่ได้สำเร็จ ทางใต้ของแม่น้ำฮูถัว ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในดินแดนของจักรพรรดิไฟ เมื่อไหลมารวมกับแม่น้ำฟู่หยาง มันจะไหลลงทะเลป๋อไฟ่ ค่ายหลักของเผ่าจิวหลี่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำฟู่หยาง

ชี่โหยวรู้ว่าจักรพรรดิเหลืองจะไม่ให้เขาได้มีโอกาสข้ามแม่น้ำฮูถัว ถ้าเขายังหนี เขาคงจะสูญเสียของกำลังทั้งหมดของเขา และนั่นคือจุดจบของเผ่าจิวหลี่ เขามีความรับผิดชอบต่อเผ่าของเขา

ในคืนนี้ พี่โหยวได้รวบรวมพี่น้องทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนจักรพรรดิเหลืองจะต้องการสังหารพวกเราทั้งหมด ข้าไม่สามารถเห็นแก่ตัว และพาพวกเจ้าทั้งหมดมาตายกับข้าได้ เพื่ออนาคตของเผ่า ข้าตัดสินใจที่จะสู้เป็นตายกับจักรพรรดิเหลือง พวกเจ้าทั้งหมดเป็นพี่น้องของข้า ข้าจะไม่ยอมให้สายเลือดจิวหลี่สูญหายไปเช่นนี้ ดังนั้น ข้าจะเลือก 4 คน เป็นผู้นำกลุ่มชั้นสูง ออกจากหุบเขาในคืนนี้ ข้ามแม่น้ำฮูถัวและแม่น้ำฟู่หยาง แล้วลงใต้ไปต่อ พวกเขาจะพาคนของเขาหนีไปเข้าไปในภูเขา ใครเต็มใจจะรับหน้าที่นี้บ้าง?”

“พี่ใหญ่ ข้าจะไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้เคียงข้างท่าน”

“ข้าก็จะไม่ไปเช่นกัน”

“แม้ว่าข้าจะตาย ข้าก็จะตายพร้อมกับพี่ใหญ่”

พี่น้องของชี่โหยวไม่มีใครขี้ขลาดและต้องการหนี เขารู้สึกท้อแท้และหมดหนทาง สุดท้าย เขาก็เลือกพี่น้องที่ฉลาดที่สุด 4 คน แล้วบังคับให้พวกเขาไป

หลังจากนั้น ชี่โหยวก็เรียกจานหลาง และมอบเควสฝ่ายระดับแรงค์ A ให้กับเขา [ส่งกลุ่มชั้นสูงออกจากหุบเขาซีอ๋องลี่]

จานหลางตกใจและประหลาดใจ ความมุ่งมั่นของเขาได้รับการตอบแทน เขารู้รางวัลพื้นฐานของเควสนี้ คือ คะแนนการกุศล 500 แต้ม และคะแนนคณูปการสงคราม 3,200 แต้ม การเดินทางครั้งนี้ของเขาไม่สูญเปล่า

 

แฟนเพจ : TWOแปลไทย

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด