ตอนที่แล้วWOC บทที่ 13 - สัมฤทธิ์ผล
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปWOC บทที่ 15 - เหยาน้อย

ฝากติดตามเพจด้วยนะครับ แฟนเพจ แจ้งเตือนก่อนใคร กดเลย

https://www.facebook.com/WorldofCultivation/

บทที่ 14 – โรคที่แปลกประหลาด

หลังจากที่มือเขาสัมผัสกับธัญพืชหลิง คลื่นทองคำก็ปรากฏขึ้นรับรอบใบหน้าของศิษย์พี่กั่วหลู่

สัญลักษณ์นี้ก็มากเพียงพอจะทำให้จั้วโมรู้สึกชื่นชม ความเข้าใจในคาถา[เคล็ดสัปยุทธ์ยุคทอง] ของศิษย์พี่กั่วหลู่ลึกซึ้งมากกว่าตัวเขา แม้ว่าเขาเองก็อยู่ในระดับที่ 2  แต่หากนำมาใช้งานจริง ความเข้าใจของเขานั้นคือได้ว่าอ่อนแอกว่าศิษย์พี่กั่วหลู่เป็นอย่างมาก

ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

การแสดงออกทางสีหน้าของศิษย์พี่กั่วหลู่แปรเปลี่ยนไป เขาถ่มโลหิตออกจากปาก เหล่าบรรดาสาวกนิกายมากมายที่กำลังจ้องมองเขาอยู่รีบวิ่งมุ่งหน้าตรงไปยังศิษย์พี่กั่วหลู่ในทันที

ภาพที่ปรากฏนั่นก็คือทุกคนเห็นเพียงว่าใบหน้าของศิษย์พี่กั่วหลู่แปลเปลี่ยนเป็นสีขาวราวกับกระดาษ ไร่ซึ่งสติและไร้ซึ่งลมหายใจ

ศิษย์พี่บางคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับศิษย์พี่กั่วหลู่ รีบอุ้มเขาขึ้นมาแล้ววิ่งตรงไปยังเทือกเขา ส่วนเฒ่าดำ ก็ยังคงยืนอยู่ในสถานที่เดิมและเริ่มร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าที่ฝังลึกลงไปในจิตใจ

ฝูงชนค่อยๆแยกย้ายจากกัน ใบหน้าของแต่ละคนนั้นทุกเติมเต็มไปด้วยความกังวล

จั้วโมค่อยๆเดินเท้าเข้าสู่ทุ่งหญ้าหลิง เขาเริ่มตรวจสอบก้านของต้นธัญพืชหลิงอย่างใกล้ชิด และเขาเองก็ยังคงไม่กล้าที่จะสัมผัสมันด้วยมือของเขา ภาพเบื้องหน้าของเขานั้นเปรียบดังความกลัวที่พยายามแทรกซึมเข้าไปในจิตใจ มันทำให้เขารู้สึกกลัวเหล่าธัญพืชหลิงพวกนี้เป็นอย่างมาก

กลิ่นคาวเข้าปะทะกับจมูกของเขา มันทำให้จั้วโมถึงกับต้องขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ ใน 2 ปีที่เขาได้ทำการเพาะปลูก เขาไม่เคยเจอกลิ่นแบบนี้มาก่อน ภายในใจของเขานั้น เขาอยากรู้จริงๆเลยว่าสิ่งใดกันอยู่ภายในเมล็ดธัญพืชพวกนี้ เขาหวนคิดถึงครั้งแรกที่เขาได้เจอศัตรู กลิ่นอายอันโหดร้ายและอันตรายยังคงสดใหม่อยู่ในใจของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เขาเริ่มใช้ [เคล็ดสัปยุทธ์ยุคทอง] ภายในทุ่งธัญพืชลิง 5 มูของเขา มันช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในตอนนี้

ขนาดศิษย์พี่กั่วหลู่ยังถึงกับอาเจียนออกมาเป็นเลือด ยิ่งทำให้ในหัวของเขานั้นอยากรู้ว่าภายในธัญพืชหลิงเหล่านี้ มีอะไรที่แข็งแกร่งขนาดนั้น?

แต่บทเรียนจากศิษย์พี่กั่วหลู่ เป็นตัวบอกเขาว่าอย่าได้ริอาจจะลอง

ในตอนนี้เฒ่าดำ ยังคงนั่งถอนหายใจ ปัญหาที่แม้แต่ศิษย์พี่กั่วพูดอย่างไม่อาจแก้ปัญหาได้ แม้เขาจะอยากลงมือทำด้วยตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้มีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนั้น

แม้กระทั่งในตอนที่เขากลับไปยังลานเล็กๆที่เขาอาศัย ภาพเหล่านั้นยังคงตราตรึงในจิตใจ ปัญหายิ่งดูรุนแรงมากขึ้นเป็นเพราะทุกคนเห็นภาพศิษย์พี่กั่วหลู่อาเจียนก้อนเลือดออกมา เขาค่อนข้างแน่ใจว่าทางนิกายจะต้องได้รับความตอบสนองบางอย่าง แต่คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำกสิกรรมภายในนิกายนั้นมีเพียงสือเฟิงหรงซึ่งช่างน่าเสียดายที่เขาเดินทางออกไปตั้งแต่ครึ่งปีที่แล้วยังไม่กลับมา ส่วนศิษย์พี่ห่าวหมินที่เป็นผู้รับผิดชอบทุ่งยาบริจาคไปพร้อมกับศิษย์พี่หลัวลี่

ศิษย์พี่ห่าวหมินเดินทางออกไปอย่างมีความสุข แต่สำหรับจั้วโมนั้นเขากับเต็มไปด้วยความทุกข์

จั้วโมรู้สึกว่าโลกที่แปลกประหลาดนี้สามารถแพร่กระจายได้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในทุ่งหญ้าหลิง เขาก็พบว่าการเหี่ยวเฉาของธัญพืชหลิงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาคาดเดาได้ว่าเขาอาจจะได้เห็นการติดเชื้อแบบนี้  ในทุ่งธัญพืชหลิงที่อื่น

และสถานการณ์ที่เขาคาดไว้ก็เป็นจริง ในวันต่อมาทุ่งธัญพืชหลิงของศิษย์พี่อีก 2 คนผู้ติดเชื้อโรคแปลกประหลาดชนิดเดียวกัน

บุคคลระดับสูงของนิกายยังคงไม่ระบุมาตรการใดๆออกมา ศิษย์พี่กั่วหลู่เองก็ยังคงไม่ได้สติ

คลื่นเมฆดำปกคลุมไปทั่วนิกายกระบี่อู้กง

ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือนก่อนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทุกคนทำได้เพียงอธิษฐานว่าทุ่งธัญพืชหลิงของพวกเขานั้นจะสามารถหลีกพ้นและและอดทนจนถึงวันเก็บเกี่ยวได้

อย่างไรก็ตาม คำอธิษฐานก็ยังคงเป็นเพียงคำอธิษฐาน จำนวนสาวกนิกายภายนอกติดเชื้อโรคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็น 10 คน

และดูเหมือนว่าโชคของจั้วโมจะถูกใช้ไปหมดแล้ว เขากลายเป็นหนึ่งในสิบของคนกลุ่มนั้น พื้นที่ทุ่ง 5 มูของเขายังคงปกติ แต่ธัญพืชหลิงบางต้นที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งหญ้ากว่า 50 มูที่เขาคำสัญญาเช่ามาจากนิกายเริ่มแห้งเหี่ยว

หัวใจของเขาตอนนี้กำลังถูกบีบคั้น

เขาไม่เคยคิดที่จะออกจากนิกายแห่งนี้ การทำไร่ไม่ใช่งานง่ายแต่มันทำให้เขามีชีวิตที่ดี ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาลืมตาขึ้นภายในนิกายแห่งนี้เมื่อ 2 ปีก่อน เขาจึงอาศัยอยู่ในเทือกเขาอู้กงโดยเปรียบสถานที่แห่งนี้เสมือนบ้านของเขา

แต่ถ้าหากเขาไม่สามารถจ่ายค่าสัญญาเช่าทุ่งหญ้าภายในปีนี้ได้ เขาเองก็จะถูกเนรเทศออกจากนิกายในทันที

นี่จึงเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้!! ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากเขาถูกขับไล่ออกจากลานทุ่งแห่งนี้ เขาจะสามารถหาพื้นที่ที่มีเส้นหล่อเลี้ยงพลังงานหลิง แบบที่แห่งนี้ได้อีกที่ไหน?

ในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดทรมานยิ่งกว่าการที่จะต้องมองดูธัญพืชหลิง ตายลงต่อหน้า ก้านต่อก้าน  โดยที่ไม่อาจหยุดยั้งการแพร่กระจายของมันได้ มันยิ่งกระตุ้นความรู้สึกสิ้นหวัง กลิ่นเหม็นคละคลุ้งกระจายออกไปทั่วอาณาเขต ทุ่งธัญพืชที่แสนงดงามแปรเปลี่ยนเป็นบึงโคลนสีดำ

คนภายในนิกายที่โดนผลกระทบต่างจับกลุ่มคุยกัน จำนวนสาวกนิกายชั้นนอกที่ทุ่งธัญพืชติดเชื้อโรคเพิ่มขึ้นมากถึง 25 คน ส่วนคนที่เหลือก็ตกอยู่ในอาการเฝ้าระวัง

ธัญพืชหลิงแห้งเหี่ยวเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแต่ส่วนที่ใกล้พื้นดินเท่านั้นที่ยังพอมีส่วนสีเขียวหลงเหลือ ถ้าหากไม่สามารถหาทางแก้ไขมันได้ พวกมันจะต้องตายไปอย่างสมบูรณ์

จั้วโมเองก็จนปัญญา แต่แล้วอยู่ๆนกกระเรียนพันลี้สีชมพูก็ ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา

“ให้ตายเถอะ นี้เจ้า!!! อย่าเพิ่งมากวนข้าตอนนี้!!”จั้วโมมองดูนกกระเรียนกระดาษและกล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้

เขาไม่ได้เจตนาที่จะเอื้อมมือไปหยิบนกกระเรียนกระดาษตัวนั้น แต่มันเป็นเพราะเมื่อเขานึกถึงภาพที่มันทรมานเขาเขาจึงจำเป็นต้องทำ “หืม พี่ชายไม่มีเวลาว่างพอจะมาสนใจเจ้า โปรดไปเล่นที่อื่นเถิด”

หลังจากสิ้นเสียง นกกระเรียนพันลี้ก็ค่อยๆ คลายตัวเองออก

“นี้ เจ้าจะไปรอข้าที่ไหนดี?”

เสียงที่น่ารักและมีเสน่ห์สะท้อนอยู่ในหูของเขา มันเปรียบดั่งการที่น้ำผึ้งสัมผัสเข้าสู่ปาก มันย่อมสามารถทำให้ผู้อื่นอ่อนไหวตามได้

จั้วโมอ้าปากค้าง เมื่อเห็นนกกระเรียนกระดาษสีชมพูที่อยู่เบื้องหน้าของเขาส่งเสียงออกมา มันมีบางสิ่งบางอย่างเขียนอยู่ด้านบน

คลายตัวโดยทันที

เปล่งเสียงด้วยตัวเอง

ค้นหาบุคคลด้วยตัวเอง……………………

นกกระเรียนกระดาษพันลี้สีชมพูตัวนี้คอยแสดงสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างให้จั้วโมดู พวกมันเปิดหูเปิดตาให้กับจั้วโมที่มีพลังจิตวิญญาณที่อ่อนแอ

จู่ๆเขาก็มีลางสังหรณ์ว่าถ้าหากยังคุยต่อไปมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้

“มันไม่ดีนักถ้าหากข้าจะต้องโต้แย้งกับอิสตรี ข้าจะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าอีกต่อไป!!”จั้วโมพูดกับตัวเองอย่างจริงจังและแสดงท่าทางไม่สนใจนกกระเรียนตัวนั้น

ภายในทุ่งหญ้าหลิง ก็มีเสียงดังออกมาคล้ายเสียงเป็ดของจั้วโม และเริ่มบรรเลง “ข้าเปรียบดั่งกระจก ที่มีเศษฝุ่นยังคงล้อมรอบตัวข้า ยา ยี่ ยา…………..”

ก่อนที่เสียงนั้นจะหยุดลง นกกระเรียนพันลี้สีชมพูอีกตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบินตรงลงมาจากฟากฟ้า

นกกระเรียนพันดีสีชมพูที่วิจิตรงดงามค่อยๆคลายตัวออกคล้ายกันลอกคราบ การเคลื่อนไหวที่สง่างามค่อยๆคลายตัวออกด้วยตัวเอง

“ฮ่าๆๆ เจ้าคนแปลกหน้า ถ้าเจ้ายังไม่ตอบกลับคำถามข้า ข้าเกรงว่านกกระเรียนพันลี้ตัวต่อไป ข้าคงจะต้องวาดผนึกเพลิงกัมปนาทมาให้เจ้า”

“คิดว่าข้ากลัวงั้นหรือ?”จั้วโมแสดงความไม่กลัวออกมา “ทำไมข้าจะต้องลดศีรษะให้กลับพลังอำนาจ……..”

จู่ๆเขา ก็พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ผนึกเพลิงกัมปนาท ข้าเคยได้ยินมันที่ไหน……..”

ก่อนที่เสียงของเขาจะจบลง เขาก็มองเห็นนกกระเรียนกระดาษพันลี้สีชมพูอีกตัวหนึ่งอยู่ที่มุมสายตาของเขา

เขาเริ่มเกาศีรษะด้วยความสงสัย มันมาอีกแล้วหรือ? นกเหล่านี้พบเขาได้อย่างไร? นี่จึงเป็นสิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุด เขาไม่เคยได้ยินเลยว่านกกระเรียนกระดาษพันลี้จะมีความสามารถเช่นนี้   เว้นแต่จะเป็นผู้ที่มีพลังอำนาจที่แท้จริง จึงจะสามารถเติมแต่งอำนาจที่นกกระเรียนกระดาษพันลี้ได้

เดี๋ยวนะ เธอกล่าวว่าเธอจะวาดผนึกเพลิงกัมปนาท……..

จั้วโมรับรู้ได้ถึงบ้างสิ่งที่ขยายกว้างขึ้น เขาจึงเร่งฝีเท้าและเริ่มวิ่งโดยพลัน

ตูม!!!!!!

เสียงระเบิดออกจากด้านหลังของเขา คลื่นแรงกดดันที่แข็งแกร่งบังคับให้จั้วโมกระเด็นกระแทก จนปากเผลอกินสิ่งสกปรกเข้าไป

จั้วโมยังคงงุนงง ในฐานะที่เขาเป็นผู้ฝึกตนแรกเริ่ม ที่มีความรู้เฉพาะเรื่องการทำกสิกรรม การทำสวนต่างๆ มันจึงเป็นเรื่องแน่นอนว่า การระเบิดเช่นนี้ย่อมไม่เคยปรากฏในชีวิตของเขา

เขาดิ้นรนขึ้นมาจากหลุมดินสกปรกขนาดใหญ่  เขาจ้องมองหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดด้วยท่าทางที่งุนงง

อีกด้านหนึ่งก็ยังคงมีนกกระเรียนกระดาษสีชมพูตัวอื่นวิ่งอยู่ข้างหน้าและค่อยๆคลายตัวออกอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ในสายตาของจั้วโมในตอนนี้พวกมันไม่มี้พียงแค่ความสง่างาม แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสูงส่งดุจคลื่นพลังจักรพรรดินี

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าคนแปลกหน้า ข้าให้เวลาเจ้าอีก 10 นาที ข้าชักอยากลองจะวาดผนึกเพลิงกัมปนาทหลายๆอันต่อกัน”

ความคิดของของจั้วโมยังคงว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะเริ่มกระโจนขึ้นมาจากพื้นดิน ก่อนที่เขาจะเริ่มคว้ากระดาษสีชมพูที่อยู่เบื้องหน้าแล้ววิ่งตรงไปยังบ้านของขาว

10นาที!!!

ให้ตายเถอะ!!!

ลานกว้างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา จั้วโมเขารีบวิ่งเข้าไปในห้องราวกับสายลม พร้อมทั้งร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินแดง

“เจ้าต้องการอะไรจากข้า?”

ไม่มีครั้งไหนเลยที่ง่ายและต้องใช้ความห้าวหาญมากถึงขนาดนี้ มันช่างน่าข่มขื่นที่เขาต้องถูกผู้หญิงอ่อนแอรังแกอย่างโหดร้ายจนต้องวิ่งมาหลบซ่อนแม้กระทั่งยามค่ำคืน

เขาพับกระดาษนกกระเรียนสีชมพูด้วยความเร็วที่มากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มโคจรพลังปราณหลิงถ่ายเทลงสู้มันก่อนที่เขาจะมองดูความกังวลของเขาลอยหายไปในท้องนภา

จั้วโมเริ่มรู้สึกแล้วว่าเขานั้นโชคร้ายจริงๆ ทำไมเขาจึงต้องได้รับกระดาษนกกระเรียนพันลี้? ทำไมเขาจะต้องตอบกลับในทุกๆครั้ง?

เมื่อคิดเพียงชั่วครู่ ฝูงนกกระเรียนกระดาษที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าก็เริ่มระเบิดลุกไหม้โดยที่มีตัวเขาเป็นศูนย์กลาง ถ้าหากมันตกถึงพื้นภายในระยะ 3 ลี้ คงจะไม่เหลือสิ่งใดอีกต่อไป

จั้วโมยังคงรู้สึกงุนงง

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน นกกระเรียนกระดาษพันลี้สีชมพูขนาดเล็กจำนวนหนึ่งก็บินเข้ามาทางหน้าต่าง

“ฮ่าๆๆๆ ข้าเพียงต้องการจะพูดกับเจ้า เจ้าคนแปลกหน้า ทั้งเรื่องชีวิต ปรัชญา ของเจ้ามันช่างน่าสนใจ!!!”

จั้วโมทำหน้าราวกับคนที่ยกธงขาวยอมแพ้พร้อมกล่าวในใจว่า “ก็ได้ ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว!!”

เสียงยังคงเปล่งออกมาจากนกกระเรียนกระดาษ “ว่าแต่ เจ้าคนแปลกหน้า เจ้าใฝ่ฝันถึงอะไรมากที่สุด?”

“การได้รับเหรียญจิ้งซือจำนวนมาก” จั้วโมบรรจงเขียนลงไปด้วยความไม่เต็มใจ ทุกลายลักษณ์อักษรนั้นเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู

“แล้วข้าจะหาเหรียญจิ้งซือจำนวนมากได้อย่างไร”

“ดูเหมือนว่า ข้าคงจะไม่อาจหลีกหนีมันไปได้”จั้วโมรู้สึกราวกับตัวเองเป็นหม้อที่กำลังแตกหัก

……………………………………………………………………………………………

แต่ก่อนที่เขาจะรู้สึกเช่นนั้น เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าหญิงสาวคนนี้จะต้องเป็นคนที่ถูกดูแลมาอย่างดี เธอเป็นคนที่ค่อนข้างเหงา และเหมือนไม่ได้เติมเต็มในบางสิ่งบางอย่าง ความคิดของเธอนั้นเปรียบดังผืนหญ้าแต่กลับแข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์

จั้วโมพยายามควบคุมการหายใจและค่อยๆฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณที่บาดเจ็บ

ประสบการณ์ในช่วงบ่ายที่เขาพบเจอนั้นมันทำให้เขาเริ่มไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆต่อทุ่งธัญพืชหลิงที่ทำให้ศิษย์พี่กั้วต้องอาเจียนเป็นเลือก ตอนนี้เขาเริ่มเชื่อแล้วว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรน่ากลัวมากกว่าผู้หญิง

เขาจึงตัดสินใจได้แล้วว่าเขาจะต้องหาทางช่วยทุ่งธัญพืชหลิงทั้ง 50 มูของเขาด้วยตัวเอง

และเขาก็ไม่ต้องการที่ถูกเนรเทศออกจากที่แห่งนี้

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here