World Destroying Demonic Emperor 8

ตอนที่ 8 : องค์หญิงจือหนิง

ตอนแรกที่ซั่วหนิงปิงได้เห็นคน ๆ นี้ นางคิดว่า เขาช่างเหมือนน้องชายของนางนัก ความรู้สึกของนางชวนสับสน แต่ขณะเดียวกันกลับสบายใจไปด้วย ทว่าตอนนี้ นางกลับรู้สึกว่ามันช่างน่าเศร้าหนัก แม้ว่าหลานหลิงมีหน้าตาที่คล้ายกับน้องเขา ทว่านางหาได้สนใจไม่

หลังจากที่หลานหลิงวิ่งเข้าไปกอดนาง นางรู้ตกใจและอับอายพร้อมกับโกรธ นางพยายามผลักหลานหลิงออก หากทว่าไม่สามารถสลัดเขาออกไปได้

เย่จิงยื่อ เมื่อเห็นเสียงของนายหญิงน้อยก็รีบวิ่งเข้าไปดู เมื่อเห็นก็รู้สึกตกใจพร้อมกับโกรธมาก “นี่เจ้ากำลังทำอะไร?!”

นางรีบคว้าชายแขนเสื้อของหลานหลิงทันที

ถึงแม้แขนของหลานหลิงจะสลัดหลุดจากซั่วหนิงปิงไปได้ แต่เขาก็ยังกอดนางได้อยู่ด้วยแขนอีกข้าง

“พี่สาว หลานโก๋ว เราจะไม่แยกจากกันอีกแล้ว ผมจะแต่งงานพี่นะ ผมจะปกป้องพี่ไปตลอดทั้งชีวิต” คำพูดของหลานหลิงนั้นมาจากใจ ทว่ามันกลับสายไปแล้วที่จะมาสารภาพในโลกแห่งนี้

ซั่วหนิงปิงค่อย ๆ สงบลงเพราะคำพูดของหลานหลิง มันช่างชวนดูบ้าบอทว่ากลับแฝงไปด้วยความจริงใจ นี่เป็นอารมณ์ที่มาจากใจเขาล้วน ๆ มันมิอาจแกล้งหลอกแต่อย่างใดได้

“จิงยื่อเจ้าอย่าพึ่งทำร้ายเขา” ซั่วหนิงปิงกล่าวแล้วมองไปที่หลานหลิงด้วยสายตาที่อบอุ่น “เจ้าช่วยปล่อยข้าได้หรือไม่ ข้าชื่อว่าซั่วหนิง ไม่ได้ชื่อหลานโก๋วอย่างที่เจ้าคิด”

หลานหลิงได้แต่งงงวย “พี่สาว นี่ผมเองไง ผมหลานหลิงน้องพี่ พี่จำผมไม่ได้จริง ๆ หรอ?”

ซั่วหนิงปิงก็พูดเสริมต่อว่า “ข้าไม่รู้จักคนชื่อหลานหลิง”

ความคิดของหลานหลิงค่อย ๆ สงบลง จากนั้นเขาก็มองไปที่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขา

ไม่ว่าท่วงท่าหรือการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ช่างเหมือนกับหลานโก๋วพี่สาวของเขาไม่มีผิด แต่ด้วยอายุวัยนางยังอ่อนเยาว์กว่าหลานโก๋วนัก

แต่ถึงอย่างไร ความอ่อนโยนจากน้ำเสียง ช่างเหมือนกับพี่สาวเสียจริง ๆ ถ้าหากใครสักคนผ่านมายังโลกใบนี้แล้วละก็ เป็นไปได้หรือเปล่าที่พี่สาวของเขาจะข้ามมาด้วย? หลานหลิงลองถามนางดู “ท่านเกิดมาบนโลกนี้เช่นนั้นหรือ?”

ซั่วหนิงปิงรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของหลานหลิง ทว่านางยังพยักหน้าเป็นการตอบรับ “แน่นอน ข้าเกิดที่เทียนสุ่ย”

“แล้วท่านมีความทรงจำทับซ้อนหรือไม่? ทำอะไรได้บ้าง? รู้สึกเหมือนมีความทรงจำของคนอื่นหรือไม่?” หลานหลิงถาม

ซั่วหนิงงงงวย แล้วนางก็ส่วยหน้าเบา ๆ

เมื่อได้ฟังคำตอบของซั่วหนิง จิตใจของหลานหลิงพลันเศร้าสร้อย นางผู้นี้ไม่ใช่พี่สาวของเขาจริงเหรอ? ถ้าหากเธอเป็นหลานโก๋วแล้ว ความทรงจำในโลกใบเดิมต้องอยู่สิ

หลังจากที่คิดไป หลานหลิงก็คิดได้ว่า บางทีเด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นชีวิตอีกชาติของหลานโก๋ว หรือไม่ก็นางอาจจะกลับชาติมาเกิดที่โลกนี้ก็เป็นได้

ใช่ กรณีนี้อาจจะเป็นจริงก็ได้ เขามองไปที่รอบ ๆ ตัวนาง แม้ว่าร่างกายจะดูแตกต่างไปบ้าง แต่ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับพี่สาวมิเคยลืมเลือน

หลานหลิงบอกตัวเองว่า ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าของเขานั้นคือหลานโก๋ว ทว่านางกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

เขาเดินตรงไปหน้านางอีกครั้ง บางทีนี่อาจเป็นการแทรกแซงกฏของพระเจ้าก็เป็นได้ สวรรค์อาจเล่นตลกอยู่ก็เป็นได้

ซั่วหนิงถามเบา ๆ ว่า “เจ้าช่วยบอกเกี่ยวกับตัวเจ้าจะได้หรือไม่? พี่สาวหลานโก๋วที่เจ้าเอ่ยถึงคือผู้ใด?”

หลานหลิงพยักหน้าและพูดว่า “ข้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ที่แท้จริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นข้าเลยเติบโตขึ้นที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทว่าเมื่อข้าอายุได้ 4 ปี ข้าได้ถูกครอบครัวหนึ่งรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม”

เขาเล่าเรื่องราวชีวิตของพี่สาวและตัวเขาเองให้นางฟัง

เมื่อเขาพูดถึงช่วงเวลาที่พ่อแม่บุญธรรมเสียชีวิตในอุบัติเหตุ ซั่วหนิงปิงพลันร้องไห้ออกมา

ยิ่งถึงช่วงที่ใบหน้าของหลานโก๋วถูกน้ำกรดสาดใส่ ซั่วหนิงปิงยิ่งร้องไห้ไปใหญ่

“เพราะพี่สาวของข้านั้นละทิ้งความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ข้าเลยคิดว่าหากฆ่าเจ้าหมอนั่นได้ ข้าจะขอพี่สาวแต่งงานเพื่อให้พี่สาวมีกำลังใจอยู่ต่อ แม้ว่าใบหน้าของนางจะถูกทำลาย แต่ในใจของข้ากลับมองว่านางยังสวยและงดงามเสมอ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของเย่จิงยื่อสั่นสะท้านไปเช่นกัน

“คืนนั้นในระหว่างที่ฝนดาวตกกำลังร่วงโรย และข้ากำลังถือเครื่องอัดบันทึกภาพเพื่อขอแต่งงานกับพี่สาว และจะมอบให้แก่นางโดยตรง ทว่าข้ากลับถูกอุกกาบาตดวงดาวนั้นร่วงใส่ พอข้าฟื้นได้สติ ข้าก็มาอยู่ในสถานที่แปลก ๆ เช่นนี้…”

หลานหลิงเล่าเรื่องราวของเขาและพี่สาวฟัง ทว่าเขาเองก็ไม่ได้บอกว่าตัวเขานั้นมาจากโลกอื่น แค่บอกว่ามาจากดินแดนที่แสนห่างไกลจากทวีปและอารยธรรมนี้ต่างกันสิ้นเชิง

หลังจากที่ได้ฟังแล้ว ซั่วหนิงปิงและเย่จิงยื่อได้แต่เงียบ ดวงตาของซั่วหนิงปิงกลับแดง

“เจ้าชอบนาง..เช่นนั้น..หรือ?”เย่จิงยื่อถาม

“ด้วยความที่นางใจเย็นและอ่อนโยน ประกอบกับใบหน้าของนางแล้ว ช่างแตกต่างกับตอนที่นางกำลังบ่นว่าข้า ตัวของนางนั้นไม่รู้จักนิ่งเฉยเสียเลย ยิ่งในยามที่นางโกรธแล้ว นางจะเหยียบเท้าข้าเบา ๆ ทว่านางก็มิได้ทำรุนแรงกับข้า เพราะหัวเข่าของนางไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทว่าข้านั้นชอบนางจริง ๆ” หลานหลิงพูด

เมื่อได้ยินรายละเอียดดังที่หลานหลิงกล่าว ร่างที่บอบบางอย่างซั่วหนิงปิงพลันสั่นสะท้านและจ้องไปยังเย่จิงยื่อ

“ช้ามิได้ขอให้เจ้าพูดความลับของแม่นางอะไรนั่นของเจ้า แถมข้ายังมิอาจแน่ใจได้ว่าจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าพูดออกมา“เย่จิงยื่อพูด และนางยังถามนายหญิงน้อยอีกว่า “นายหญิงน้อย ท่านเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่เจ้าคะ?”

ซั่วหนิงปิงไม่อยากเชื่อในสิ่งที่นางได้ยิน ทว่านางทำได้เพียงพยักหน้าเท่านั้น

“นายหญิงน้อย นี่อาจเป็นการกระทำที่เล่นตลกของสวรรค์ก็ได้” เย่จิงยื่อ กล่าว “มิเช่นนั้น เขาอาจมิได้อยู่เคียงข้างท่านในเวลานี้ได้เช่นกัน”

ซั่วหนิงปิงมองไปที่หลานหลิงด้วยดวงตาที่อ่อนโยน และความรู้สึกของนางเริ่มเองรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง นางจับมือหลานหลิงเบา ๆ และกล่าวว่า “ตั้งแตวันนี้ไป เจ้าจะเป็นน้องชายของข้า และข้าจะเป็นพี่สาวของเจ้า ที่จะคอยดูแลเจ้าตลอดไป”

……………………………

เมืองหลวง หนึ่งในสี่บรุษหนุ่มผู้มากรัก ซั่วหลุนกลับมาแล้ว!!

ข่าวแพร่กระจายจากปากต่อปาก และกระจายไปทั่วเมืองหลวงในเวลาไม่ถึงวัน บางคนยินดีกับการกลับมา บางคนเมื่อรู้ก็พลันเศร้าที่ได้ยินข่าวนี้

ผู้มากรักผู้นี้ได้หายไปเป็นเวลาหลายเดือน และยังไม่เข้าร่วมงานศพของบิดาเขาอีก ทุก ๆ คนต่างคิดว่าเขาคงตายที่หุบเขาอสูรสวรรค์แล้วเสียอีก คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

พวกเขาคิดว่า ตระกูลซั่วหลุนในอีกไม่ช้าคงล้มสลาย ประวัติอันยาวนานกว่าตระกูลเก่าแก่จะดับสิ้นไป ทว่าคิดไม่ถึงจริง ๆว่าตอนนี้กลับฟื้นตัวได้อีกครั้ง

..ภายในศาลาสวนของพระราชวัง มีกลิ่นอายบรรยากาศของผู้หญิงผู้หนึ่งสวมใส่ชุดสีขาวราวกับหิมะ กำลังนั่งอยู่บนพำนัก มือข้างหนึ่งถือตำราหนังสือ ส่วนอีกข้างกำลังเขี่ยน้ำเล่น โดยให้ปลาในศาลาของนางมาตอดมือเบา ๆ

นางคือผู้หญิงที่มีพรสวรรค์ที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ ชายหนุ่มต่างเฝ้าฝันอยากได้ตัวนางมาครอบครอง นางคือองค์หญิงจือหนิง

ขันทีคนหนึ่งเดินมา ทว่ามิได้ก้าวไปที่ศาลาแต่อย่างใด เขายืนอยู่ด้านนอกและพูดว่า “องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ เจ้าคางคก ตระกูลซั่ว ซั่วหลุนกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

องค์หญิงจือหนิงขมวดคิ้วเล็ก ๆ ปรากฏให้เห็นรอยย่นระหว่างคิ้ว แล้วนางก็พูดว่า “ข้ารู้แล้ว”

ผู้อาวุโสขันทีผู้นั้นจึงได้ตรัสถามว่า “องค์หญิงจะให้ข้าทำอย่างไรกับเขาดีพ่ะย่ะค่ะ”

“มิต้องทำอะไรทั้งนั้น” องค์หญิงจือหนิงกล่าว

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีผู้นั้นรับฟังแล้วหยุดพูดทันที

องค์หญิงจือหนิงดึงมือขึ้นจากบ่อน้ำที่ปลาเล็ดลอดหลุดออกมาจากนิ้วของนาง ทำให้เห็นว่านิ้วของนางขาวราวกับหิมะ

“ท่านพี่ ท่านมิต้องกังวลไป ข้าจะไม่ทำให้มันเหมือนกับปลาตัวนี้หรอก แม้นว่ามันจะหลบหนีไปได้ ทว่าสักวันหนึ่งเมืองเทียนสุ่ยมันจะต้องกลายเป็นของข้าแน่นอน ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้มันมาครอบครอง” องค์หญิงจือหนิงพูดด้วยเสียงกระซิบที่นางได้ยินเพียงลำพัง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น