ตอนที่แล้วตอนที่ 1345 เฉินข่าย, เหตุการณ์ที่กำลังเผชิญ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 1347 ย่างก้าวเข้าไปในถ้ำเสือ...

ตอนที่ 1346 เฉินข่าย, ฉันควรจะทําอย่างไรต่อไปดี?...


เฉินข่าย รู้สึกหวาดกลัว ทั้งเป็นกังวลจนแทบจะขาดใจตายให้ได้.. นั่นก็เพราะเขาได้เห็นชายที่สวมแว่นตากันแดดเดินเข้ามาหาเขาจริงๆ และนี่หมายความว่า เขา.. กำลังจะถูกอีกฝ่ายค้นพบใช่หรือไม่? หากอีกฝ่ายพบเขาจริง เขาตายแน่ ต้องตายแน่ๆ ถูกต้อง.. เขาไปพบเห็นคนอื่นฆ่าคน เช่นนี้… คนอื่นก็จะต้องคิดฆ่าเขาเพื่อปิดปากอย่างอย่างแน่นอน

จะทำอย่างไรดี?

เฉินข่าย เกิดอาการวิตกกังวลสุดขีด เหงื่อของเขาได้ไหลออกมาท่วมหัว และเริ่มกลับมาปวดเอวอีกครั้ง

และแล้วเขาก็ได้พบว่าเขาเครียดจนขยับตัวไม่ได้ไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว หรือฉากในภาพยนตร์ และละครในโทรทัศน์พวกนั้น มันล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องโกหก? เพราะเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ตัวละครกลับยังกระโดดหนีได้ ซึ่งนี้มันช่าง.. ไม่สมจริงเลยสักนิด

ความจริงก็คือ ..เขากลัวจนร่างกายมันปวกเปียกไปหมด ทั้งยังมาปวดเอว จนขยับตัวไปไหนไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกระโดดหนี เขาเองกลับอยากพยายามจะหนี แต่.. ปัญหาคือ เขาขยับไม่ได้!

หากต่อไป.. ชายที่สวมแว่นตากันแดดมาพบเขาเข้า เขาก็คงทำได้แต่มองอีกฝ่ายทุบตีเขาจนตาย

แต่นี่.. นับว่าเขายังโชคดี…

ชายที่สวมแว่นตากันแดดไม่ได้สังเกตเห็นเขา อีกฝ่ายยืนอยู่ห่างจากเขาไปไม่กี่เมตร ทั้งยังดูเอาแต่จะก้มหน้าลงไปหยิบหญ้าแห้ง

แม้ว่าชายที่สวมแว่นตากันแดดจะเดินตรงต่อเข้ามาอีกสักหนึ่งเมตร ก็คาดว่าจะพบเจอตัวเขาแล้ว

แต่ระยะห่างแค่เมตรเดียวนี้ มันกลับคือระยะห่างระหว่างชีวิต และตาย ..ของเขา

ชายที่สวมแว่นตากันแดดถือหญ้าแห้ง และเดินหันหลังกลับไป

ดูเหมือนว่าครั้งนี้ที่เขาเครียดจนเป็นอัมพาตจะถือเป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน, ถ้า เฉินข่าย ไม่ได้เครียดจนเป็นอัมพาต แต่ยังคงสามารถขยับตัวได้ และด้วยสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด แน่นอนว่าเขาจะต้องเลือกที่จะหลบหนี เมื่อนั้นก็เท่ากับเป็นการยื่นส่งแกะเข้าปากเสือ และเขาก็ย่อมจะต้องตายแน่ๆ…

เขาไม่สามารถวิ่งหนีชายที่สวมแว่นตากันแดดคนนี้ได้อย่างแน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับชายที่สวมแว่นตากันแดดคนนี้ ..ยังมีปืน

ตอนนี้เขากลับคิดว่าที่เขาเครียดจนขยับตัวไม่ได้ กอปรกับโชคดีที่ชายที่สวมแว่นตากันแดดไม่ทันสังเกตเห็นเขานั้น มันทำให้เขาดูเหมือนจะกลายเป็นนักซ่อนตัวที่สมบูรณ์แบบ

ชายที่สวมแว่นตากันแดดถือหญ้าแห้งกลับไป และวางไว้ที่บนหลุมฝังศพ หากดูเผินๆ เหมือนที่ตรงนี้ไม่ได้ถูกขุดเสียด้วยซ้ำ แม้ว่าต่อมาจะมีคนมาพบเข้า แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามีคนถูกฝังอยู่ ..ใต้ดินนี้

หลังจากทำทั้งหมดนี้ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว ดูเหมือนว่าช่วงเวลาราตรี.. ใกล้จะมาถึงแล้ว

ชายผิวขาว และชายที่สวมแว่นตากันแดดไม่ได้คิดจะพัก พวกเขาได้พากันหันหลัง และจากไป

สักพักทุกอย่างโดยรอบๆ ตัวเขาก็ได้เงียบ อีกชั่วพักหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงรถดังมาจากในระยะไกล สักพักเสียงรถก็ดูค่อยๆ ห่างออกไปไกลเรื่อยๆ จนไม่ได้ยินเสียงรถอีกต่อไป

เมื่อสังเกตเห็นว่าโดยรอบ ..เงียบสนิท

เฉินข่าย เขาก็กับยังคงนั่งยองๆ อยู่บนพื้นป่าหญ้า ไม่กล้าขยับเขยื้อนเหมือนกับตาย

ทั้งตอนนี้ไม่รู้เวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ายามนี้ท้องฟ้าได้มืดสนิท เฉินข่าย เองเริ่มขยับตัวได้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ได้ขยับตัว มันก็เนื่องมาจากเขาเคลียดจนร่างกายมันเกร็งไปหมด เขากังวลมาก มาตอนนี้ก็แน่ใจแล้วว่า เขา.. ปลอดภัย จึงไม่ได้รู้สึกเคลียดอีกต่อไปแล้ว อาการปวดเอวก็ลดลงเช่นกัน เขาจึงขยับตัวได้ในที่สุด

เมื่อรู้สึกโล่งใจ เขาเองก็ได้ทิ้งตัวลงไปบนพื้นหญ้า เหยียดมือ และเท้าออกไปให้กว้าง บอกตามตรงเขารู้สึกชาไปหมด

“จะทําอย่างไรต่อไป ฉันควรจะทําอย่างไรต่อไปดี?”

เฉินข่าย เกิดคําถามนี้ขึ้นมาในหัว ในสมองของเขามันดูเหมือนจะตีกันวุ่นวายไปหมด และเขาก็ไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรต่อไปดี

เขาเห็นเหตุการณ์การฆาตกรรมมาด้วยตาของตัวเอง ทั้งเขาเป็นพยานคนเดียวในคดีฆาตกรรมนี้ เขามีกล้อง แต่ไม่ได้ถ่ายฉากนี้เอาไว้ นั่นเพราะเขาเครียดมาก กังวลมากเกินกว่าจะไปถ่ายรูปเหตุการณ์นั้นได้ มันช่างตลกจริงๆ ตอนนั้นเขากลัวแทบตาย ที่ไหนจะกล้ามายกกล้องขึ้นถ่ายรูป

แต่ว่า.. ไม่ได้ถ่ายก็ไม่เป็นไร เขาเห็นกับตามาแล้ว และเขายังจำใบหน้าของชายผิวขาว และชายที่สวมแว่นตากันแดดคนนั้นได้ดี และต่อให้เขาตายก็ไม่มีวันลืม มันเหมือนราวกับเหตุการณ์นี้ ..ได้สลักลึกลงไปในหัวของเขาแล้ว

“ฉันควรไปแจ้งตํารวจดีไหม?”

เฉินข่าย เกิดมีความคิดนี้ขึ้นมา

ชายวัยกลางคนร่างท้วมคนนั้น ..ถูกฆาตกรรม บนเนินเขาที่รกร้างแห่งนี้ มันอาจจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่ไปแจ้งตำรวจ

แต่ถ้าเขาไปแจ้งความ.. เขาก็จะเปิดเผยตัวเอง และนั่นก็เท่ากับดึงเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องที่ยุ่งยาก และมันยากที่จะพูดว่าเขาจะไม่ถูกอีกฝ่ายตามฆ่า

ชายผิวขาว และชายที่สวมแว่นตากันแดดคนนั้น ดูเหมือนพวกเขาจะฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ และนั่นมันก็เป็นไปได้มากที่พวกเขาจะตามมาฆ่าเขา

แน่นอน.. เขาไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

หลังจากได้ดิ้นรนในใจอยู่นาน เฉินข่าย จึงตัดสินใจว่า เรื่องนี้เขาจะไม่พูดมันออกไป และแน่นอนว่าไม่สามารถแจ้งตํารวจได้ สำคัญสุดในเรื่องนี้.. ก็แค่ถือเอาง่ายๆ ว่าเขาไม่เคยมาพบเจอ ทั้งเขายังต้องพยายามลืมเรื่องนี้ ถ้ามียาลบความทรงจํา เขาจะรีบวิ่งไปหาซื้อมันมากินในทันที และใช่.. เขาแทบรอไม่ไหวที่จะให้ตัวเองลบเลือนความทรงจําที่น่ากลัวนี้ออกไป

พอเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขามันก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว..

ก่อนหน้านี้ เขาหลงทาง และเป็นกังวลมาก พอได้มาเห็นรถหรูที่เชิงเขา เขาก็รู้สึกมีความสุขมาก ที่ในที่สุดก็เจอคนแล้ว พอเจอคนแล้วที่นี่เขาก็สามารถถามทางได้ เขายังจินตนาการเลยว่าอีกฝ่ายก็อาจจะเป็นคนที่รักการถ่ายภาพเหมือนกันกับเขา และอาจพูดคุยกับเขาได้ดี พอเช่นนั้นบางที ..อีกฝ่ายก็อาจจะให้เขาติดรถพาออกไปส่งด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุดแล้ว ในภูเขานี้อาจจะมีสัตว์ร้าย ไม่ก็พวกแมลงมีพิษ เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้ว มนุษย์ดูจะเป็นมิตร และดูจะสวยงามมากกว่าอย่างแน่นอน

แต่.. ตอนนี้ เฉินข่าย เขากลับไม่คิดอย่างนั้นแล้ว เขายอมเป็นเพื่อนกับสัตว์ร้าย และแมลงมีพิษมากกว่าที่จะรับมือกับมนุษย์ทั้งสองคนนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นมนุษย์ด้วยกัน แต่กลับกันพวกเขานั้นช่างดูน่ากลัวยิ่งไปกว่าสัตว์ร้าย และแมลงมีพิษพวกนั้นมาก

เดิมทีเขาไม่กล้าค้างคืนในภูเขานี้ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าพุ่มหญ้านี้ค่อนข้างปลอดภัย มันเหมือนกับเป็นรังเล็กๆ ที่ทําให้เขารู้สึกอบอุ่น สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อคิดเช่นนั้น โดยไม่รู้ตัว.. เฉินข่าย ก็ได้รู้สึกง่วง และผล็อยหลับไป

เมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เข้าสู่วันรุ่งขึ้น.. แสงแดดยามเช้าอันเจิดจ้าที่ทำเอาคนแสบตาก็สาดส่องลงมา เขาได้ลืมตาตื่น และพยายามปรับตัวให้เข้ากับแสงแดดอยู่ครู่หนึ่ง

ดีที่เวลานี้เป็นฤดูร้อน ถ้าเป็นฤดูหนาว คาดว่าเขาคงจะได้หนาวตายไปจริงๆ แน่ ยิ่งมาอยู่ในถิ่นที่ทุรกันดารเช่นนี้ด้วย

เฉินข่าย ลุกขึ้นหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าไม่มีการเคลื่อนไหวโดยรอบๆ เมื่อนั้นเขาจึงตัดสินใจออกจากสถานที่นี้ และในขณะนี้เขาไม่เต็มใจที่จะพบเจอผู้คนอื่นอีก เพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เปิดเผยสิ่งที่เขาพบเห็น และต้องไม่ให้คนอื่นรู้ถึงสิ่งที่เขาเห็น

แต่ในขณะที่เขาหันหลังกลับ พร้อมที่จะจากไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรดลใจ มันราวกับว่ามีพลังบางอย่างกําลังผลักดันเขาอยู่ในใจลึกๆ

เขาได้หยิบกล้องขึ้นมา และถ่ายรูปที่ฝังศพของชายวัยกลางคนร่างท้วมคนนั้น แล้วจากนั้นจึงหันหลังกลับ และรีบจากออกไป

แน่นอนเขายังคงหลงทางอยู่ และเดินเตร่อยู่แบบนี้มาครึ่งวันได้แล้ว พอถึงตอนเที่ยงของวันนี้ ในที่สุดเขาก็พบทางออก และกลับไปที่หมู่บ้านนั้นได้ ระหว่างทางเขาก็ไม่ได้เจอใครเลย เมื่อเขากลับไปที่หมู่บ้านก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวทั่วไป ทั้งยังไม่ใครให้ความสนใจเขา

จากนั้นเขาก็ขึ้นรถบัส และออกจากหมู่บ้านแห่งนี้

หลังจากนั้นเขาก็กลับไปใช้ชีวิตประจําวันตามปกติ และพยายามลืมสิ่งเลวร้ายนี้ไป เขาตัดสินใจที่จะเก็บความลับนี้ไว้กับตัวไปจนถึงวันตาย และเขาจะนําความลับนี้ฝังลงไปในหลุมศพ ..ไปพร้อมๆ กับเขา

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมา ระหว่างทางไปทํางาน ภายในรถไฟใต้ดิน เฉินข่าย ได้เห็นคนกําลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ พอ เฉินข่าย เห็นภาพถ่ายรูปหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่กางออก

และที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ รูปนั้น มันกลับเป็น ชายวัยกลางคนร่างท้วม ที่ถูกฆ่าตายคนนั้น!

เฉินข่าย มีสีหน้าเปลี่ยนไป และเหงื่อเย็นๆ มันก็ไหลตกลงมา และด้วยความกลัวว่าจะถูกค้นพบ เขาจึงรีบก้มหน้าลง และไม่กล้ามองไปที่ใดอีก

เมื่อมาถึงบริษัท เฉินข่าย จึงรีบวิ่งตรงเข้าห้องน้ำไปทันที และหลบซ่อนตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ และเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อหาดูข่าว

ในข่าวบนเกาะฮ่องกงในวันนั้น ได้มีบทความหนึ่งเกี่ยวกับการหายตัวไป ผู้สูญหายเป็นเศรษฐีชาวเกาะฮ่องกง ว่ากันว่าไม่มีใครได้พบเห็นเศรษฐีคนนี้มาหลายวันแล้ว ทางครอบครัวของเขาเองจึงพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงได้ทำการแจ้งความกับตํารวจ ตํารวจได้ออกประกาศตามหาคน เนื่องจากเศรษฐีคนนี้ได้หายตัวไป เรื่องนี้จึงได้มีการรายงานข่าวออกมาอย่างรวดเร็ว

เศรษฐีที่หายตัวไปคนนี้ กลับกลายเป็นชายวัยกลางคนร่างท้วมคนนั้น!

...กว่าหนึ่งปีต่อมา

โดยบนเครื่องบินลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เฉินข่าย ได้เดินเข้าไปในห้องรับรอง และนั่งลงต่อหน้า หลินฟาน และเฉินหลง

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด