ตอนที่แล้วตอนที่ 42 : ซื้อเมล็ดข้าว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 44 : เสี่ยวจิน  

ตอนที่ 43 : โดนคนอื่นต้องตาต้องใจเสียแล้ว


ตอนที่ 43 : โดนคนอื่นต้องตาต้องใจเสียแล้ว

เหวินจื้อหงเองก็อยากโกรธเหมือนกัน แต่หลังจากพยายามอยู่นาน เขาก็มิอาจสะสมอารมณ์โกรธขึ้นมาได้ เขาอยากทำหน้าโหดเข้าโหมดดุเพื่อทำให้สวีฮุ่ยกลัว แต่พอเห็นดวงตาคู่งามของนางแล้ว เขาก็ถึงกับมุ่ยปากขึ้นมาอย่างมิรู้ตัว

“10 อีแปะสามารถซื้อเมล็ดข้าวได้เท่าไหร่ก็ตามนั้น แบบนี้ได้หรือไม่ ?”

สวีฮุ่ยจึงหันไปถามสวีจื้อหย่งว่าเงิน 10 อีแปะสามารถซื้อเมล็ดข้าวได้เท่าไหร่ สวีจื้อหย่งเดินมายังด้านข้างของรถลาก แล้วเอาสองมือวักเมล็ดข้าวขึ้นมาให้ลูกสาวดู: “นี่จะประมาณนี้ !”

“ตกลง พวกเราต้องการเท่านี้ คุณชาย พ่อบ้านเหวิน ต้องขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือ เพราะมิเช่นนั้นหากข้าไปซื้อที่ร้านขายเมล็ดพันธุ์ก็อาจจะหาซื้อเมล็ดข้าวมิได้ ! นี่ก็เย็นมากแล้ว พวกข้าควรกลับบ้านเช่นกัน ทุกท่าน ไว้พบกันใหม่ !” สวีฮุ่ยเอาถุงผ้ามาใส่เมล็ดข้าว คราวนี้นางตั้งใจจะกลับบ้านแล้วจริง ๆ

“พวกเจ้ายังจะมาส่งปลาให้จวนเหวินอีกหรือไม่ ? หากข้าอยากกินปลา ข้าจะไปหาเจ้าได้ที่ใด !” พอเหวินจื้อหงได้ยินสวีฮุ่ยบอกว่าจะกลับบ้านจึงเริ่มร้อนใจ แล้วต่อไปนี้เขาจะมีโอกาสได้พบแม่นางน้อยผู้นี้อีกหรือไม่ !

“คุณชาย พวกนางจะมาตั้งแผงขายซุปปลาและแป้งทอดตอนมีตลาด แต่เมื่อตอนสายข้ามิเห็นแม่นางน้อยผู้นี้เลย เห็นแต่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง ……อ้อ! ที่แท้แม่นางตัวน้อยก็แต่งเป็นบุรุษนี่เอง !” พ่อบ้านเหวินเพ่งพินิจรูปลักษณ์สวีฮุ่ยอย่างละเอียดอีกครั้งถึงได้เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง เขาก็ว่าทำไมดวงตาของสวีฮุ่ยถึงได้คุ้นตานัก ราวกับว่าเขาเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน !

“ท่านลุงพ่อบ้าน เรื่องนี้เป็นความลับ ห้ามท่านบอกผู้อื่นเป็นอันขาด !” หากทุกคนรู้ว่านางเป็นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ แล้วเกิดหลังจากนี้ท่านย่ากับท่านแม่มิอนุญาตให้นางออกจากบ้านจะทำเยี่ยงไร !

ที่ตลาด แผงขายซุปปลา……เหวินจื้อหงพยักหน้ารับ ตอนนี้เขาจำไว้แล้ว

ตอนออกจากจวนเหวิน สามพ่อลูกถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก สวีจื้อหย่งจึงหันไปมองลูกสาวแล้วกล่าวว่า: “คราวหน้าเวลาออกจากบ้าน ลูกก็สวมเสื้อผ้าของเสี่ยวหลินจื่อเสีย แล้วก็อย่าลืมแต้มกระบนใบหน้าด้วย มิเช่นนั้น……ฮุ่ยฮุ่ย ต่อไปนี้ลูกก็อย่าออกจากบ้านจะดีกว่า !”

“ท่านพ่อ ข้าจะบอกตามตรงเลยแล้วกัน หากข้ามิได้เป็นคนทำซุปปลาด้วยตนเอง รสชาติของซุปจะต้องมิใช่รสชาตินี้แน่นอน ปีนี้ข้าอายุเท่าไรเอง ท่านพ่อจะกลัวอะไร ? พวกเราตั้งแผงขายอาหารที่ตลาดสักปีครึ่งแล้วค่อยไปเปิดร้านขายในมณฑล ข้าทำอาหารได้หลากหลายเมนู ข้าเชื่อว่าร้านของเราจะต้องขายดี พอถึงเพลานั้นก็เป็นช่วงที่พี่ใหญ่ต้องใช้เงินเรียนเป็นจำนวนมากพอดี พี่รองก็ควรจะต้องเรียนอะไรบ้าง มิว่าจะเรื่องใดในครอบครัวล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น ถ้าหากมัวพึ่งพาที่นาเพียงมิกี่หมู่ แล้วเมื่อไหร่จะนำพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งได้ ท่านคิดเหมือนกันหรือไม่ !” สวีฮุ่ยมิเคยละทิ้งความคิดในการทำธุรกิจ หากคนในครอบครัวคัดค้านกันอย่างเป็นเอกฉันท์ นางตั้งใจว่าจะหนีออกจากบ้านเพื่อไปท่องโลกกว้างในแบบเส้นทางของตนเอง !

และในตอนที่เกวียนวัวกลับมาถึงหมู่บ้านฉือหลิ่ง ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมยกำลังชะเง้อคอหาอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน สิ่งที่พวกนางกังวลมากที่สุดก็คือสวีฮุ่ยจะมิสามารถเรียกฝูงปลาได้แล้ว หากเป็นเช่นนั้นจะทำการค้ากับพ่อบ้านเหวินได้เยี่ยงไร !

“เสี่ยวเหวิน เจ้าช่วยย่าดูทีสิ ทางด้านนั้นใช่เกวียนของบ้านเราหรือไม่ !” เติ้งอาเหลียนเห็นเกวียนอยู่ไกล ๆ แล้ว

สวีเจี้ยนเหวินมองไปทางด้านนั้นอยู่ครู่หนึ่ง: “ท่านย่า เป็นเกวียนของบ้านเราจริง ๆ ขอรับ ท่านพ่อกับน้องหญิงกลับมาแล้ว !” ดูเหมือนว่าน้องชายอย่างสวีเจี้ยนหลินจะถูกเมินเฉยเสียแล้วสิ

กลับมากันเสียที เติ้งอาเหลียนและสวีเจี้ยนเหวินช่วยกันเปิดประตูรั้ว เมื่อเกวียนเคลื่อนเข้ามาในบ้าน เติ้งอาเหลียนก็เอื้อมมือไปอุ้มหนูน้อยลงจากเกวียน: “เหตุใดถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ ?”

“ท่านแม่ พวกข้ามิได้เป็นอะไรทั้งนั้น ท่านมิต้องกังวล ! พวกข้านำปลาไปส่งให้จวนเหวินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาพอใจมาก !” สวีจื้อหย่งกลัวว่าที่บ้านจะเป็นกังวลจึงกล่าวออกมา

“มิเป็นไรก็ดีแล้ว อาหารเสร็จแล้ว มากินข้าวกันเถอะ !”

โจวเสี่ยวเหมยรีบนำชาม ตะเกียบและอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ สวีฮุ่ยเห็นว่ามีหมูสามชั้นผัดผักกาดขาวและซุปไข่ไก่ นี่ครอบครัวของนางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วใช่ไหม !

หลังจากทุกคนนั่งลงกินข้าวแล้ว สวีจื้อหย่งได้หยิบเงินพวงละ 5 ตำลึงเงินออกมาวางบนโต๊ะสองพวง

ทำให้ทุกคนที่เพิ่งคุยกันอย่างออกรถออกชาติเมื่อครู่นี้พลันเงียบเสียงลง ผ่านไปสักประเดี๋ยว เติ้งอาเหลียนถึงได้นึกได้จึงถามขึ้นมา: “ไปเอาเงินพวกนี้มาจากที่ใด !”

“ข้าอธิบายเรื่องนี้เอง !” สวีเจี้ยนหลินเป็นคนแย่งพูด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเล่าเรื่องราวตั้งแต่ตอนที่พวกเขาสามคนพ่อลูกไปจับปลา……

ประเด็นสำคัญที่สวีเจี้ยนหลินเล่าถึงคือตอนที่จับปลาและตอนขายปลา เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมยได้ค่อย ๆ เปลี่ยนความสนใจจากปลาไปที่ตัวเหวินจื้อหงแทน

“คุณชายเหวินท่านนั้นดีกับฮุ่ยฮุ่ยขนาดนี้เชียวหรือ ?” เติ้งอาเหลียนชักจะเริ่มเป็นกังวลแล้ว หลานสาวของนางอายุเท่าไหร่เอง อายุเท่านี้ก็มีคนมาถูกตาต้องใจเสียแล้ว หากผ่านไปสักสามปี ห้าปีหรือแปดปีจะทำเยี่ยงไร ?

“เสี่ยวหลินจื่อ คุณชายตระกูลเหวินบอกว่าจะไปตลาดเพื่อไปหาฮุ่ยฮุ่ยหรือไม่ ?” โจวเสี่ยวเหมยเองก็เป็นกังวลเช่นกัน

“ท่านย่า ท่านแม่ พวกท่านมิต้องกังวล ข้าอายุเท่าไหร่เอง คุณชายเหวินผู้นั้นก็เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น พวกท่านมิต้องกังวลหรอก !”

ห้ามพูดออกมาเชียวนะว่าจะให้นางอยู่ที่บ้าน นางมิยอมหรอก

เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมย รวมถึงสวีจื้อหย่งกลับมิคิดเช่นนั้น ถ้าหากตระกูลเหวินต้องการพาตัวสวีฮุ่ยไปเป็นสาวใช้ขึ้นมา เกิดเขานำเงินมากองให้ แล้วตระกูลสวีจะกล้าพูดอะไรได้ ?

“รีบกินข้าวกันเถิด ข้าหิวแล้ว !” สวีฮุ่ยโน้มน้าวให้ทุกคนเริ่มกินข้าว

“ท่านย่า พวกท่านว่าน้องหญิงของเราจะถูกคุณชายมีเงินผู้นั้นมาชิงตัวไปหรือไม่ ?” สวีเจี้ยนหลินถามอย่างมิรู้เรื่องรู้ราว

และตะเกียบหลายคู่ก็ได้เคาะมาที่ชามข้าวของสวีเจี้ยนหลิน สวีฮุ่ยดึงตะเกียบกลับมาแล้วก็เคาะลงไปอีกครั้ง: “พี่รองเลิกพูดได้แล้ว เขาจะมาชิงตัวข้าไปทำไม คุณชายเหวินผู้นั้นถูกใจปลาหลีฮื้อทั้งสองตัวนั้นต่างหาก พอเห็นว่าพวกเรารับเงินมาแค่ครึ่งเดียวจึงรู้สึกเกรงใจถึงได้ใจดีกับข้า พวกท่านคิดมากเกินไปแล้ว !”

นางเป็นแค่เด็กน้อยผู้น่ารัก ในขณะที่เหวินจื้อหงเป็นเด็กหนุ่มแล้ว ระหว่างนางและเขาจะมีอะไรไปได้ ? คนพวกนี้ก็ช่างคิดซ้ำซ้อนเหลือเกิน !

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลานสาว เติ้งอาเหลียนก็รู้สึกว่าที่นางพูดมามีเหตุผลเช่นเดียวกัน ตอนนี้หลานชายคนโตของนางเป็นบัณฑิตซูซิ่วแล้ว ครั้งหน้าตอนไปขายของที่ตลาดค่อยซื้อกระเป๋าหนังสือ กระดาษและพู่กันดี ๆ ให้เขาได้ใช้ จากนั้นก็ลองส่งเขาไปสอบสำนักศึกษาในเมือง หากสอบผ่านจะได้เข้าเรียนที่นั่น และคราวนี้ก็จะได้กลับบ้านทุกครึ่งเดือนแล้ว

“บ้านของเราเพิ่งเก็บเงินได้มิเท่าใด เก็บไว้ก่อนเถอะ ไว้ปีหน้ารอให้บ้านของเราเก็บเงินได้แล้ว ข้าค่อยไปเรียนหนังสือก็ยังมิสาย !” สวีเจี้ยนเหวินนึกถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้หากไปเรียนหนังสือในเมืองก็พลันรู้สึกปวดใจขึ้นมา เงินเหล่านั้นล้วนเป็นเงินที่ครอบครัวหามาได้อย่างยากลำบาก

“พี่ใหญ่ พวกเราคุยกันไว้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ ? ขอเพียงแค่เราสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ก็จะส่งท่านพี่ไปเรียนในเมือง เพลานี้เรามีเงินพอแล้ว อย่าบอกข้าเชียวว่าท่านอยากจะล้มเลิกความตั้งใจมิเรียนต่อ แบบนั้นมีหวังข้าได้โกรธท่านเป็นแน่” สวีฮุ่ยกล่าว

สวีเจี้ยนเหวินกลัวน้องสาวมิสนใจเขาที่สุดแล้ว เขาจึงรีบรับปากว่าจะฟังคำของครอบครัวอย่างแน่นอน หากเขาสอบเข้าเรียนที่สำนักวิชาในเมืองได้ เขาก็จะตั้งใจเรียนให้ดี

สวีฮุ่ยหันไปเห็นว่าพี่รองกำลังแอบหัวเราะอยู่ทางนั้น: “ยังมีพี่รองอีกคน ถึงอย่างไรท่านก็ต้องไปเรียนสักสองสามปีเช่นกัน !”

“เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย !” สวีเจี้ยนหลินที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหัวเราะมิออก

“รอให้ร้านของพวกเรามีชื่อเสียงก่อน เมื่อครอบครัวของเราหาเงินได้มากพอแล้ว พวกเราก็จะเปิดร้าน พอถึงตอนนั้นข้าคงยุ่งกับการทำอาหารอยู่หลังครัว ด้านหน้าร้านต้องมีผู้รับผิดชอบทำบัญชี หรือไม่ก็รับหน้าที่ออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร ! หากมิรู้หนังสือคงมิอาจทำงานเหล่านี้ได้  เกิดท่านคิดบัญชีมิเป็น อ่านเมนูก็มิออก แล้วท่านอยากจะทำอะไร อยากจะเป็นเสี่ยวเอ้อหรือไง ?” สวีฮุ่ยถามพี่รอง

ครอบครัวของพวกนางจะมีวันที่ได้เปิดร้านขายอาหารหรือไม่ ? เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมยมิกล้าคิด แต่คำพูดนี้ทำให้สวีเจี้ยนหลินคิดพิจารณาถึงปัญหานี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ส่วนสวีจื้อหย่งนั้น เขากลับเชื่อคำพูดของลูกสาวอย่างบอกมิถูก เขามีความเชื่อมั่นอยู่ในใจลึก ๆ ว่าลูกสาวจะสามารถเปิดร้านขายอาหารได้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด