ตอนที่แล้วตอนที่ 30 : ไฟแห่งการนินทาลุกโชน
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 32 : เอาคืน

ตอนที่ 31 : ข้าเปลี่ยนตัวเองแล้วยังไม่ได้อีกหรือ


ตอนที่ 31 : ข้าเปลี่ยนตัวเองแล้วยังไม่ได้อีกหรือ

สวีฮุ่ยที่นึกว่าตัวเองคัดอักษรเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรทำจึงแอบชะเง้อดูสถานการณ์ตรงที่กินข้าว แต่ก็ถูกโจวป๋อเทาดึงกลับมายังโต๊ะหนังสือ “ตอนบ่ายจงนั่งคัดบทกลอนที่ท่องไปตลอดสองสามวันนี้ คัดบทละสิบจบ หากมิเสร็จมิอนุญาตให้กินข้าวเย็น !”

“อะไรนะ ! อาเล็ก สองสามวันมานี้ข้าท่องบทกลอนไปห้าบท ถ้าตามที่ท่านอาบอก เท่ากับว่าข้าต้องคัดห้าสิบบทเลยนะ ! การบ้านเช่นนี้……มันเยอะไปหน่อยหรือไม่ !” คำกลอนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นอักษรจีนตัวเต็ม สวีฮุ่ยอยากเจรจาเงื่อนไข เพื่อหวังว่าอาเล็กจะลดโทษให้

โจวป๋อเทาก้มหน้าลงไปมองนาง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยดับความอยากในการนินทาและความอยากยุ่งเรื่องชาวบ้านของนางได้ นางจะได้มิคิดอยากเอาอาเล็กของตนเองไปแลกขาหมูกินอีก

“อาเล็ก ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปนี้ข้าไม่กล้าแล้ว ท่านดูสิ บทลงโทษนี้มัน ……”

“นี่คือการบ้านที่อาจารย์มอบหมายให้ลูกศิษย์ตามปกติ มิใช่บทลงโทษ เจ้าช่วยอย่าเข้าใจผิดได้ไหม ! ข้าแยกแยะเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องส่วนรวม มิลงโทษใครพร่ำเพรื่อ” โจวป๋อเทาใช้นิ้วเคาะโต๊ะ เขาหยิบตำราขึ้นมาอ่านโดยมิสนใจผู้ใดอีก สวีฮุ่ยบ่นพึมพำในใจว่าอาเล็กของตนใจร้ายนัก ขณะเดียวกันนางก็เดินไปหยิบพู่กันขึ้นมาคัดบทกลอนอย่างยอมรับชะตากรรม……

แม่นางหรูอี้วางตะกร้าลง นางยกกระโปรงขึ้นมาแล้ววิ่งหนีออกไป โจวถงซื่อจับตะกร้าขึ้นมาแล้วจะวิ่งตามไป แต่ก็มิทันเสียแล้ว

เพราะถึงเยี่ยงไร ตระกูลโจวยังต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหยุนเซี๋ย การมีเรื่องกับตระกูลของผู้นำหมู่บ้านคงมิใช่การกระทำของผู้ฉลาด

เพลานี้ในครัวมีปลาสดใหม่ที่เพิ่งจับได้ โจวถงซื่อจึงใส่น้ำลงไปครึ่งของถังไม้ แล้วเลือกปลาตะเพียนตัวใหญ่ที่ในท้องมีไข่ปลาใส่ลงไปหลายตัว: “ตาเฒ่า ท่านและข้าไปที่บ้านตระกูลโต้วกันหน่อยเถิด !”

“ท่านย่า แป้งทอดพวกนี้……กินได้หรือไม่ !” โจวซิ่งอี้ถามพลางกลืนน้ำลายลงคอ

“แบ่งไปกินคนละแผ่น ส่วนปู่กับย่าและอาเล็กของเจ้ามิกิน !”

นางแค่เห็นแผ่นแป้งทอดก็รู้สึกหงุดหงิดใจแล้ว นี่มันแผ่นแป้งทอดที่ไหนกัน มันคือมันฝรั่งร้อนลวกมือชัดๆ รับมาทีมีแต่เรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจ !

“ท่านแม่ ให้ข้าพาตงชูไปเถิด ท่านเองก็อย่าเพิ่งอารมณ์มิดีเลย ข้าจะช่วยพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนเอง” ซุนเซียงรับถังไม้ในมือของหญิงชรามา โจวตงชูเอาแป้งสาลีทอดมาใส่ลงไปในตะกร้า จากนั้นสองแม่ลูกได้เดินออกจากบ้านไปพร้อมกัน

สมแล้วที่เฉินกุ้ยฮวาและโจวซิ่งอี้เป็นแม่ลูกกัน ทั้งสองยื่นมือไปหยิบแป้งทอดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้โจวป๋อซงทนดูมิได้ ถึงกับต้องยกจานแป้งทอดออกห่าง แล้วถลึงตาใส่สองแม่ลูก

“เมื่อกลางวันเรากินเกี๊ยวไปแล้ว หากยังกินแป้งทอดอีก พวกเจ้ามิกลัวมื้ออื่นมิมีกินบ้างหรือ ท่านแม่เก็บแป้งทอดไปก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยกิน พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก ในหมู่บ้านหยุนเซี๋ยมีใครบ้างที่มิรู้ว่าป๋อเทากำลังจะเข้าร่วมการทดสอบรอบฮุ่ยซื่อแล้ว ในภายหน้าเขายังต้องเข้าเมืองหลวง ! จะตบแต่งภรรยาจากในชนบทได้เยี่ยงไร ?

ตระกูลของผู้ใหญ่บ้านก็ควรพูดจากันด้วยเหตุผล ป๋อเทามิชอบนาง หรือว่าพวกเขายังคิดอยากจะบังคับให้แต่งงานอีก ปลาเหล่านั้นที่พวกเราเอาไปให้เขามีมูลค่าเกือบจะเทียบเท่ากับแป้งทอดที่นางเอามาให้แล้ว พวกเขามิได้เสียเปรียบ ! ” โจวป๋อซงปลอบใจผู้เป็นแม่

กลัวก็แต่ตระกูลโต้วจะมิได้คิดเช่นนี้ ! มิใช่โจวถงซื่อมิชอบโต้วหรูอี้ เพียงแต่ลูกชายของนางเป็นบัณฑิตมีความสามารถ ต่อให้ภายหน้ามิอาจสอบเป็นจิ้นซื่อชั้นสามได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสอบผ่านรอบคัดเลือกหน้าพระที่นั่ง ประกอบกับดูจากทีท่าของเขาแล้ว เขามิได้คิดที่จะกลับมาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านหยุนเซี๋ย และมิได้คิดที่จะตบแต่งสะใภ้ในหมู่บ้านตนเอง เหล่าสตรีในหมู่บ้านและในเมืองที่เห็นลูกชายของนางแล้วชอบพอต่างส่งคนมาทาบทามมิใช่น้อย มีหลายตระกูลที่ฐานะดีกว่าตระกูลโต้วด้วยซ้ำ แต่ลูกชายของนางก็มิเคยตอบรับหรือแสดงท่าทีสนใจเลยสักนิด ส่วนนางและตาเฒ่าในฐานะพ่อกับแม่ก็มิควรไปบังคับลูก อีกอย่างมีคนมาขอทาบทามแต่งงานกับลูกชายเยอะถึงเพียงนี้ นางจะเลือกคนไหนดี เพราะมีลูกชายผู้มากความสามารถที่เป็นบัณฑิตซิ่วไฉเพียงคนเดียวเท่านั้น !

ซุนเซียงพาโจวตงชูถือถังไม้เดินตรงมาที่บ้านตระกูลโต้ว ระหว่างทางเจอพวกชอบจับกลุ่มนินทาก็มักจะถามว่าโต้วหรูอี้เพิ่งถือตะกร้าเอาของไปให้ตระกูลโจว พวกเขาก็รีบส่งของขวัญมาตอบรับน้ำใจแล้ว หรือว่าตระกูลโจวและตระกูลโต้วกำลังจะจัดงานมงคล !

“พวกเจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหลไปเรื่อยเชียวนะ แล้วก็อย่ามาทำลายชื่อเสียงของแม่นางหรูอี้และน้องเล็กของสามีข้าอีก ต่อให้เป็นคำซุบซิบนินทาก็มิได้เป็นอันขาด !” ถ้าว่าถึงเรื่องความสามารถในการประชันฝีปาก สตรีในหมู่บ้านหยุนเซี๋ยเทียบกับซุนเซียงมิได้เลยสักคน สองแม่ลูกเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เมื่อมาถึงบ้านของตระกูลโต้วก็เคาะประตู 2 ที แล้วเดินเข้าไป

“เฮ้อหยา นี่มันพี่สะใภ้ใหญ่ของป๋อเทา ซุนเซียงใช่ไหม ? ตงชูของเจ้ายิ่งโตยิ่งงดงาม พวกเราคนกันเองทั้งนั้น เข้ามานั่งคุยกันที่ด้านในก่อนสิ” ภรรยาของผู้นำหมู่บ้าน กู่ชูเจวียนเชื้อเชิญให้ทั้งสองเข้ามานั่งพักในบ้าน พอนางเห็นปลาในถัง ใจของนางพลันชาวาบขึ้นมา ตระกูลโจวมิได้สนใจในตัวลูกสาวของนางจริงด้วย เพราะหากพวกเขาสนใจ พวกเขาจะมิมีวันนำของตอบรับน้ำใจมามอบให้เร็วขนาดนี้แน่นอน

“สะใภ้ใหญ่ตระกูลโต้ว ขอบคุณเจ้ามากที่รู้ว่าบ้านของข้ามีแขกตัวน้อย ยังให้หรูอี้นำแป้งทอดมาส่งให้มากมายถึงเพียงนั้น แม่สามีของข้ามักจะชื่นชมเจ้าอยู่เสมอว่าเป็นผู้ที่มีเหตุผลที่สุดในหมู่บ้านหยุนเซี๋ย และมักจะชื่นชมว่าหรูอี้เป็นเด็กที่รู้เรื่องรู้ราวมากที่สุด !

ถึงแม้ว่าปลาตะเพียนเหล่านี้จะมิใช่ของที่มีราคาอะไรมากมาย แต่พวกเจ้าสามารถลองชิมความสดใหม่ของมันได้ ส่วนนี่คือตะกร้าของบ้านพวกเจ้า ข้ามิรบกวนเวลาพักผ่อนของพวกเจ้าแล้ว รอให้ช่วงเพาะปลูกผ่านพ้นไปก่อน แล้วเรามีเวลาว่างค่อยมาพูดคุยกันใหม่ ! ” ซุนเซียงให้ลูกสาวนำปลาไปเทใส่ถังไม้ของตระกูลโต้ว เพราะถ้าหากทิ้งถังไม้ไว้อีก โต้วหรูอี้ก็อาจจะใช้ข้ออ้างนี้แวะเวียนไปที่บ้านพวกเขาอีกครั้ง

“ปลาพวกนี้สดจริง ๆ ฝากขอบคุณแม่สามีของเจ้าแทนข้าด้วย !” เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของกู่ชูเจวียนดูแข็งทื่อไปเล็กน้อย ลูกที่ตนเองเฝ้าเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจนเติบใหญ่ถูกคนอื่นปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกมิพอใจเป็นธรรมดา !

หลังจากส่งสองแม่ลูกซุนเซียงและโจวตงชูกลับไปแล้ว กู่ชูเจวียนได้หันกลับไปเห็นโต้วหรูอี้ยืนอยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา กู่ชูเจวียนเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมา “ลูกสาวแม่ เจ้าอย่าได้เอาแต่พะเว้าพะวอนถึงโจวป๋อเทาผู้นั้นเลย เขามิใช่คนที่พวกเราควรจะอาลัยอาวรณ์”

ถึงแม้ว่าซุนเซียงจะมิได้ปฏิเสธออกมาตามตรง แต่กู่ชูเจวียนเข้าใจเจตนาแฝงจากคำพูดของนางเป็นอย่างดี ซุนเซียงเอ่ยปากเรียกนางว่าพี่สะใภ้ นั่นหมายความว่าหรูอี้เด็กกว่าโจวป๋อเทารุ่นนึง ความหมายของตระกูลโจวคือการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าพวกเขามิเหมาะสมกัน

ตระกูลโจวเอาปลาตะเพียนเหล่านี้มามอบให้ในฐานะของตอบแทนน้ำใจ สื่อว่าพวกเขาหวังว่าจะแยกแยะเรื่องราวในวันนี้ได้อย่างชัดเจน ในภายหน้าอย่าได้เอ่ยถึงอีกเลย

“ท่านแม่ ข้าชอบโจวป๋อเทา ข้าชอบเขามาตั้งแต่เด็กแล้ว หากมิใช่เขา ชีวิตนี้ข้าจะมิขอแต่งงานกับผู้ใดอีก !”

ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจวมิเพียงแต่รูปงามเท่านั้น นอกจากนี้เขายังเป็นบัณฑิตที่มีความสามารถอีกด้วย เมื่อมิกี่วันก่อนสามีของนางเล่าให้ฟังหลังกลับจากเทศมณฑล เขาบอกว่า: คราวที่แล้วโจวป๋อเทาสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ ซึ่งนับว่าเป็นอันดับหนึ่งในมณฑลเฟิงซานของเรา ชื่อของเขาสามารถติดสิบอันดับแรกของเมืองได้สบาย ๆ ในอนาคตอย่าเพิ่งพูดถึงการสอบได้จอหงวน อย่างน้อย ๆ เขาน่าจะได้เป็นขุนนางระดับต่ำ อย่างแย่ที่สุดก็น่าจะหางานทำในหยาเหมินได้ หากตระกูลของเรามีลูกชายเช่นนี้ เราก็คงมิให้เขาแต่งกับสตรีจากชนบทเช่นกัน

กู่ชูเจวียนใช้เวลาโน้มน้าวลูกสาวอยู่นาน ทว่าโต้วหรูอี้มีใจมุ่งมั่นว่าจะต้องแต่งกับโจวป๋อเทาให้ได้ นางจึงมิได้ฟังคำของกู่ชูเจวียนเลยสักนิด

“ที่บ้านของเราไปเอาปลาตะเพียนมาจากไหน !” โต้วซิงหัวไปทำธุระในเมืองกลับมาก็เห็นปลาตะเพียนในถังไม้จึงเอ่ยถาม

“ท่านพี่กลับมาแล้ว รีบไปปลอบใจลูกสาวสุดที่รักของท่านเถิด ! ข้าโน้มน้าวนางมาตลอดทั้งบ่ายแล้ว จนคอของข้าแสบไปหมดแล้ว แต่นางก็ยังมิยอมฟัง ทำเอาข้าหงุดหงิดไปหมดแล้ว !” กู่ชูเจวียนจนปัญญาแล้วจริง ๆ

หลังจากฟังภรรยาของตนอธิบาย โต้วซิงหัวจึงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ: “หรูอี้ เจ้าและโจวป๋อเทาไม่เหมาะสมกันจริง ๆ”

“มิเหมาะสมกันตรงไหน เขาเป็นคนหมู่บ้านหยุนเซี๋ย ข้าเองก็ใช่ ท่านแม่ ท่านไปสอบถามตระกูลโจวให้ข้าทีว่าโจวป๋อเทาชอบสตรีเยี่ยงไร ข้าแค่เปลี่ยนตัวเองให้เป็นแบบที่เขาชอบก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ ?”

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ ? อาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยสอนโจวป๋อเทาเป็นถึงอดีตขุนนางเก่า ก่อนหน้านี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านของอาจารย์ท่านนี้เพื่อร่ำเรียนตำรา เจ้าคิดว่าผลคะแนนของเขาจะแย่งั้นหรือ ? ถ้าให้ข้าพูด ข้าคิดว่าเขาจะต้องสอบจอหงวนได้ในฤดูใบไม้ร่วงนี้แน่นอน และในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เขาน่าจะเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการสอบคัดเลือกช่วงวสันต์ หากเขาโชคดีก็น่าจะสอบผ่านการทดสอบหน้าพระตำหนักได้……

พวกเจ้าอย่าได้คิดอะไรที่มันเป็นไปมิได้เลย และมิอนุญาตให้คิดแค้นต่อตระกูลโจวเพียงเพราะเรื่องนี้เช่นกัน มิแน่ว่าวันใดวันหนึ่งเราอาจต้องพึ่งพาพวกเขา ! หมู่บ้านหยุนเซี๋ยของเราคาดหวังให้โจวป๋อเทามีชื่อเสียง พวกเจ้าอย่าได้สร้างความหนักใจให้แก่ตระกูลโจวเป็นอันขาด และห้ามไปก่อความวุ่นวายกับพวกเขาด้วย ! ” โต้วซิงหัวเตือนภรรยาและลูกสาว

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด