ตอนที่แล้วตอนที่ 25 : บ้านยายมีสมาชิกเยอะจริงๆ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 27 : วักปลาขึ้นมาเอง

ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก


ตอนที่ 26 : หนูน้อยน่ารัก

เฉินกุ้ยฮวาน่าจะเป็นชื่อของป้าสะใภ้รอง สวีฮุ่ยพอจะเข้าใจลำดับญาติในตระกูลของลุงรองแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นน่าจะเป็นลูกหลานที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลโจว น้องหญิงผู้มีนามว่าโจวตงหลิง ส่วนคนที่พูดจาไม่ดีน่าจะเป็นป้าสะใภ้รองเฉินกุ้ยฮวา

“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแค่……ชื่นชมฮุ่ยฮุ่ย !”  เฉินกุ้ยฮวาเป็นเสือกระดาษตัวหนึ่ง หากแม่สามีไม่ออกหน้า นางก็จะเอาแต่ใจและปากร้ายอยู่เช่นนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่โจวถงซื่อเอ่ยปากขึ้นมา นางจะกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ไม่กล้าโชว์เขี้ยวเล็บอีกต่อไป

“เจ้าก็มิรู้จักพูดจาให้มันดี ๆ วัน ๆ เอาแต่พูดจาให้ท่านแม่โมโหอยู่เรื่อย กลับไปในห้องของเจ้าเสียเถิด !” โจวป๋อซง ลูกชายคนรองของตระกูลโจวถลึงตาใส่ภรรยาของตนเอง อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว มิรู้จักเอาใจแม่สามีเสียเลย มิแปลกใจเลยว่าทำไมถึงมิได้รับการเอาอกเอาใจจากผู้อื่น

มิต้องถามก็รู้แล้วว่านี่คือลุงรองและภรรยาของเขาแน่นอน ! ที่เหลือก็มีแต่พวกลูกพี่ลูกน้องชายเพียงมิกี่คนแล้ว ตอนนี้ขอเพียงแค่นางจำสมาชิกคนสำคัญในตระกูลให้ได้ก็พอ

เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่โจวป๋อเทากลับมา อีกทั้งยังเป็นวันที่สวีฮุ่ยมาด้วย อาหารเย็นของตระกูลโจวจึงอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋น ไข่ตุ๋นและปลาเค็มที่ตระกูลสวีฝากมาให้ ซึ่งนำมานึ่งกินก็ให้รสชาติที่อร่อยเช่นเดียวกัน

“ฮุ่ยฮุ่ย ใครเป็นคนทำปลาเค็มหรือ กินกับแป้งทอดอร่อยยิ่งนัก !” โจวป๋อหยางถามสวีฮุ่ย

“ลุงใหญ่ลองเดาดูสิเจ้าคะ ?” สวีฮุ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

โจวป๋อเทาเห็นท่าทีภาคภูมิใจของหลานสาวก็พอจะเดาออกแล้วว่าต้องเป็นฝีมือของนางแน่นอน

“ย่อมต้องเป็นท่านป้าเติ้งอยู่แล้ว เด็กน้อย เจ้ารีบกินข้าวเถิด พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรียนท่องจำตัวอักษรแล้ว วันนี้ก็นอนเร็ว ๆ เข้าล่ะ !” โจวป๋อเทามองไปยังหลานสาวตัวน้อยอย่างสื่อความหมายว่า: ทางที่ดีอย่าได้แสดงฝีมือการทำอาหารของเจ้าที่บ้านตระกูลโจวเลย เพราะการทำอาหารมิใช่งานเบา

สวีฮุ่ยมิคาดคิดว่าท่านอาเล็กที่ชอบแกล้งนางและรังแกนางจะใส่ใจนางถึงเพียงนี้ นางจึงรีบพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง: “เจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะต้องทำได้ดีแน่นอน !”

เฉินกุ้ยฮวาก้มหน้าเบ้ปาก ปกติอาเล็กของเด็ก ๆ จะมิเคยถามไถ่เรื่องสอนตำราให้ลูกหลานผู้ชายในบ้านมาก่อน ขนาดนางเคยให้เขามาชี้แนะเรื่องการเรียนแก่บุตรชายของตน เขาก็เพียงแค่พลิกตำราไปมาแล้วกล่าวปัดหลานชายไปว่า “เขียนตามคำสอนของอาจารย์ก็พอแล้ว มิต้องชี้แนะ”

ตอนแรกนางยังคิดว่าเขาจะปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน คาดมิถึงเลยว่าในวันพรุ่งนี้เขาจะสอนหลานสาวจากนอกตระกูลเขียนอักษร เป็นเพียงสตรีจะรู้หนังสือหรือไม่นั้นสำคัญไฉน มิสู้สอนนางเรื่องมารยาหญิงที่จำเป็นมิดีกว่าหรือ !

แต่ในเมื่ออาเล็กของเด็ก ๆ จะสอนแล้ว แทนที่จะให้ฮุ่ยฮุ่ยได้เรียนผู้เดียว สู้ให้บุตรสาวของนางไปเรียนด้วยดีกว่า เฉินกุ้ยฮวาจึงตีโจวตงหลิง ให้นางลุกขึ้นยืน “เสี่ยวหลิงอยากเรียนเขียนอักษรมานานแล้ว ในตอนที่ป๋อเทาสอนฮุ่ยฮุ่ยก็ช่วยสอนเสี่ยวหลิงด้วย ต่อให้ในภายหน้ามิอาจเป็นบัณฑิตหญิงได้ แต่ให้นางเขียนชื่อตัวเองได้ก็พอแล้ว !”

“ได้ ข้าจะสอนพวกนางทั้งสองคน แต่จะเรียนได้มากน้อยแค่ไหนนั้นก็สุดแต่ความสามารถส่วนตัวแล้ว ตงชู เจ้าจะเรียนหรือไม่ !” โจวป๋อเทาหันไปถามหลานสาวคนโต

“ข้าขอไปทำไร่ทำนาดีกว่า หากให้ข้าฝึกเขียนตัวอักษรอยู่บ้าน เกรงว่าข้าจะเขียนจนหลับเอาน่ะสิ !” โจวตงชูตกใจจนรีบโบกมือปัดพัลวัน !

หลานสตรีของตระกูลโจวมีแค่สองคนเท่านั้น โจวตงชูยอมตรากตรำทำงานหนักดีกว่าต้องมานั่งคัดอักษร ในขณะที่โจวตงหลิงมิเต็มใจเรียนเช่นกัน เพราะนางจะต้องถูกขังอยู่แต่ในบ้าน มิมีโอกาสได้ออกไปวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานน่ะสิ !

ส่วนบรรดาหลานชายทั้งสี่นั้น คนโตตบแต่งภรรยาแล้ว ส่วนคนรองและคนที่สามกำลังเรียนอยู่ในสำนักวิชา เพียงแต่โจวป๋อเทาคิดว่าหลานชายทั้งสองคนนี้มิได้มีพรสวรรค์ทางด้านการเรียนสักเท่าไหร่ เพราะเรียนได้แย่กว่าสวีเจี้ยนเหวินมาก

ส่วนหลานชายคนเล็กสุดมีนามว่าโจวซิ่งอี้ เขาอายุมากกว่าสวีฮุ่ยสองปี ปีนี้เพิ่งเริ่มเข้าเรียน จึงยังมองมิออก ทว่าทุกครั้งที่ได้กลับบ้านมานั้น เด็กคนนี้มักจะกระตือรือร้นดีอกดีใจเสมอ คาดว่าในใจคงมิได้สนใจเรื่องการเรียนเท่าไหร่นัก

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เด็กๆ จะคอยมาเก็บจานเอง สวีฮุ่ยช่วยเก็บจานไปสองใบเช่นกัน ทว่าโจวถงซื่อได้ดึงนางมานั่งข้างกายเพื่อถามไถ่ถึงสถานการณ์ของตระกูลสวี

“น้องหญิง เจ้าชอบกินไข่ไก่ไหม ? หากเจ้าชอบ พรุ่งนี้พี่จะไปเก็บไข่ไก่มาให้ !” โจวซิ่งอี้จากตระกูลลุงรองยื่นหน้าเข้ามาถามนาง

สวีฮุ่ยเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “ข้ามิกินไข่ไก่ นั่นคือลูก ๆ ของแม่ไก่นะ พวกมันอาจจะเสียใจเอาได้ !”

“งั้นนับตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะมิไปเก็บไข่ไก่แล้ว !” โจวซิ่งอี้มิลืมที่จะประจบสาวน้อย

“นี่ก็ดึกมากแล้ว ทุกคนไปนอนเถิด ! ฮุ่ยฮุ่ย คืนนี้หลานนอนกับยายไหม ?” โจวถงซื่อถาม

“ท่านย่า ข้าเก็บกวาดห้องไว้รอน้องหญิงแล้ว ท่านย่าให้น้องหญิงนอนกับข้าเถิด !” โจวตงชูจับแขนเสื้อโจวถงซื่อพลางแกว่งไปมาเพื่อออดอ้อน

“ข้าก็จะนอนกับพวกพี่หญิง !” โจวตงหลิงมิสนใจสายตาตำหนิของเฉินกุ้ยฮวา นางลุกขึ้นยืนแสดงท่าทีว่าจะขอนอนกับพวกพี่สาว อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องทนฟังเสียงบ่นของท่านแม่ นางฟังจนเหนื่อยแล้ว

“พี่หญิง น้องหญิง คืนนี้ข้าจะนอนกับท่านยายก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยนอนกับพวกท่านแล้วกัน !” แม้ใบหน้าของสวีฮุ่ยจะยิ้มแย้ม แต่ตอนนี้นางแทบจะร้องไห้ในใจแล้ว นางลืมเรื่องมิติไปได้เยี่ยงไร หรือว่านางจะมิสามารถเข้าไปในมิติได้ตลอดทั้งช่วงที่อยู่บ้านท่านยาย !

“มิต้องกังวล ต่อให้เจ้ามิเข้ามา ข้าก็จะมิแอบอู้งาน รับรองเลยว่าข้าจะดูแลมันฝรั่งของเจ้าเป็นอย่างดี !” เฮ่อจิ่นรับรู้ได้ถึงความคร่ำครวญในใจของสวีฮุ่ย จึงอดที่จะปลอบใจนางมิได้

“ตอนนี้คงต้องแบบนี้ไปก่อน รอให้ข้าหาเมล็ดพันธุ์ชนิดอื่นได้ค่อยเอามาปลูกเพิ่ม เพราะข้าคงมิสามารถปลูกแต่มันฝรั่งได้ !” ในมิติสามารถเร่งระยะเวลาในการเพาะปลูกได้ ขอเพียงแค่มิใช่พืชที่ใช้ระยะเวลาเติบโตนาน บางครั้งปลูกเพียงวันเดียวก็ได้ผลผลิตแล้ว

ยิ่งต้นไม้แฝดต้นนั้นยิ่งมหัศจรรย์เข้าไปใหญ่ เพราะมิว่าจะเป็นผลไม้หรือเครื่องเทศ หากเด็ดลงมาแล้วจะออกผลใหม่ทันที

เฮ่อจิ่นบอกนางมิต้องกังวลเรื่องในมิติ ตอนนี้ปลาตะเพียนที่นางเลี้ยงไว้โตแล้ว อีกทั้งบางตัวยังเริ่มมีไข่ ต้องแบ่งปลาออกไปบ้าง

แล้วจะเอาไปไว้ไหนล่ะ ? สวีฮุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจได้ในทันที เดี๋ยวนางจะให้อาเล็กพานางไปเที่ยวที่ริมแม่น้ำ จากนั้นก็อาศัยโอกาสนั้นปล่อยปลาลงไปส่วนหนึ่ง

และอาจเป็นเพราะเปลี่ยนสถานที่นอน สวีฮุ่ยนอนพลิกไปพลิกมาไปพักใหญ่ถึงนอนหลับ กว่าที่นางจะตื่นมานั้น ฟ้าก็สว่างแล้ว

“เจ้าตื่นแล้ว เดี๋ยวข้าจะช่วยมวยผมและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ !” ก่อนหน้านี้โจวตงชูเข้ามาดูในห้องของผู้เป็นญาติไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อเห็นว่าน้องหญิงยังนอนอยู่ก็คิดว่านางนอนเก่งจริงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังมิยอมตื่นเสียที

“ข้าสวมเสื้อผ้าเองได้ พี่หญิงช่วยข้าถักผมเปียก็พอ สวีฮุ่ยมิค่อยเข้าใจเรื่องทรงผมของคนยุคโบราณ และทำมิเป็นเช่นเดียวกัน เมื่อชาติที่แล้วนางเองก็ตัดผมสั้น เพราะจะได้สะดวกในการทำอาหาร เพียงแต่ที่นี่มิสามารถทำได้ อีกทั้งผมของเด็กน้อยวัย 6 ขวบก็เริ่มยาวจนถึงบ่าแล้ว

ผมของสวีฮุ่ยนุ่มเป็นสีดำขลับ ประกอบกับใบหน้าที่งดงามหมดจดของนาง นางจึงเป็นเด็กน้อยน่ารักที่ใครเห็นเป็นต้องชอบทุกราย

โจวตงชูมิค่อยได้เจอลูกพี่ลูกน้องหญิงคนนี้ นางจึงอยากจะแสดงฝีมือที่ตนเองฝึกฝนมาอย่างยากลำบากให้น้องหญิงดู: “ข้าเห็นมวยผมของหรูอี้จากบ้านผู้ใหญ่บ้านดูงดงามนัก คาดจึงฝึกทำอยู่หลายครั้ง วันนี้ให้ข้ามวยผมให้เจ้าได้ไหม !”

พูดมาขนาดนี้แล้ว นางจะปฏิเสธได้หรือ ? สวีฮุ่ยจึงบอกให้พี่หญิงรีบมวยผมให้นาง เพราะหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว นางยังต้องไปเรียนเขียนอักษรกับท่านอาเล็ก ?

สวีฮุ่ยรีบกินข้าวอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว หนูน้อยก็มิได้พรวดพราดเข้าไปในห้องของอาเล็ก นางเขย่งปลายเท้ามองไปรอบ ๆ สักพัก ก็เห็นว่าอาเล็กตั้งใจอ่านหนังสือมาก จึงมิกล้ารบกวนเลยหันหลังเตรียมจะจากไป

“เจ้านอนจนอาทิตย์ใกล้จะพ้นยอดไผ่เลยนะ !” โจวป๋อเทาวางตำราในมือลง แล้วเดินมาจับมือสวีฮุ่ยพาเดินไปยังมุมหนึ่งของลานบ้าน ที่นั่นมีกระบะทรายไว้เขียนอักษรวางเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“เป็นเพราะข้ายังมิชินกับการเปลี่ยนที่นอนไม่ใช่หรือ ? ท่านอาเล็ก วันนี้พวกเราจะฝึกเขียนอักษรที่นี่ใช่หรือไม่ ?” สวีฮุ่ยถาม

“อืม รอให้เจ้าเขียนบนพื้นทรายให้ได้ก่อน แล้วอาเล็กจะให้เจ้าใช้พู่กันฝึกเขียนบนกระดาษ” โจวป๋อเทาให้คำมั่นสัญญา

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด