ตอนที่แล้วตอนที่ 23 : ยังอยากพาหลานสาวกลับไป
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 25 : บ้านยายมีสมาชิกเยอะจริงๆ

ตอนที่ 24 : ความจริงไม่อยากไป


ตอนที่ 24 : ความจริงไม่อยากไป

ในครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของหมูตุ๋นน้ำแดงบนเตาเล็กๆ ข้าวถูกนึ่งในหม้อใบใหญ่ ซึ่งด้านล่างเป็นซี่โครงหมูผัดซอสเปรี้ยวหวาน

หลานสาวคนนี้เอาเนื้อที่อาเล็กนำมาให้ออกมาทำหมดเลยหรือ! เหตุใดถึงไม่รู้จักเหลือไว้กินวันพรุ่งนี้บ้างเล่า ?

“ท่านย่า อาเล็กเป็นแขก หากพวกเราทำอาหารน้อยเกินไป เขาจะต้องกินอย่างเกรงใจแน่นอน สู้ทำเยอะขึ้นหน่อย ทุกคนจะได้กินด้วยกัน” สวีฮุ่ยเห็นท่าทีปวดใจของผู้เป็นย่าก็อยากจะหัวเราะออกมา ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นทุกวัน อีกทั้งที่นี่ไม่มีตู้เย็น ดังนั้นจึงไม่สามารถเก็บเนื้อไว้ได้นาน สู้ทำอาหารให้ทุกคนกินตั้งแต่เนื้อยังสด ๆ ดีกว่า

ตอนนี้จะพูดจะบ่นอะไรคงสายไปแล้ว เพราะเนื้อได้ลงหม้อเรียบร้อย มิสามารถนำขึ้นมาได้แล้ว หลานสาวของนางพูดถูก เนื้อเหล่านี้เป็นของที่ป๋อเทาซื้อมา หากนำมาทำเล็กน้อย เขาต้องเกรงใจไม่กล้ากินเยอะแน่นอน แบบนี้น่ะดีแล้ว

สวีเจี้ยนหลินดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขาทั้งเช็ดโต๊ะ จัดจานช้อนตะเกียบ หาเก้าอี้มาวางให้ครบคนแล้วก็ไปยืนอยู่หน้าประตูครัว ชะเง้อคอรอเวลากินข้าว

มื้อเที่ยงวันนี้ถูกตักใส่ในหม้อใบเล็ก เป็นเมนูซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน หมูตุ๋นน้ำแดงหอม ๆ มันฝรั่งชิ้นตุ๋นน้ำแดง ยำผักกาดขาวและกะหล่ำปลีดอง

“ว่าไปแล้วอาหารเหล่านี้หน้าตาดูดี มองดูแล้วทำให้อยากอาหารมิน้อย ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือฮุ่ยฮุ่ยหมดเลยหรือ ! เจ้าช่างเก่งยิ่งนัก !” โจวป๋อเทามิคาดคิดว่าหลานสาวของตนจะมีพรสวรรค์ในการทำอาหารถึงเพียงนี้ นางอายุน้อยเท่านี้ แต่กลับทำอาหารได้น่ากินและส่งกลิ่นหอมยิ่งนัก ทว่ารสชาติจะเป็นเยี่ยงไรหนอ

“อย่ามองอย่างเดียวสิเจ้าคะ รีบชิมเถิด !” สวีฮุ่ยบอกให้ทุกคนชิมฝีมือของนาง เติ้งอาเหลียน ลูกชายและลูกสะใภ้ยื่นตะเกียบไปยังมันฝรั่งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

สวีฮุ่ยหยิบเอาตะเกียบสะอาดขึ้นมาหนึ่งคู่ “ดูเหมือนต่อไปนี้เวลามีของอร่อยอะไร ข้าต้องคอยแบ่งให้ทุกคนแล้ว มิเช่นนั้นคงมิมีใครกล้ากินแน่นอน !” สวีฮุ่ยคีบเนื้อซี่โครงให้อาเล็ก

หลังจากนั้น นางได้คีบเนื้อตุ๋นน้ำแดงให้แก่ท่านย่าและท่านแม่ และคีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานให้แก่ท่านพ่อและพี่ชายทั้งสอง

“ฮุ่ยฮุ่ย หลานเองก็นั่งลงกินเถิด นี่คือเนื้อตุ๋นน้ำแดงที่อร่อยที่สุดที่ย่าเคยกินมาแล้ว ในภายหน้า ฮุ่ยฮุ่ยของเราจะต้องเปิดร้านอาหารได้แน่นอน !” เติ้งอาเหลียนกลืนหมูตุ๋นเนื้อนุ่มเคี้ยวหนึบลงไป หลังจากความหอมในปากจางหายไปแล้ว นางถึงได้พูดชมหลานสาว

โจวป๋อเทากัดชิมเนื้อซี่โครงไปชิ้นหนึ่งและกินเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงไปอีกชิ้น แล้วเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปาก “อาหารสองชามนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว ท่านตาและท่านยายของเจ้าจะต้องชอบแน่นอน รอให้พวกเรากลับไปแล้วค่อยซื้อเนื้ออีกสักหน่อย แล้วเจ้าก็ทำหมูตุ๋นน้ำแดงให้พวกเขาชิมสักมื้อเถิด !”

อาเล็ก แบบนี้มิดีกระมัง ! ตอนสายข้าอุตส่าห์พูดว่าจะขออยู่บ้านนี้ช่วยทำอาหารให้คนในตระกูลกินช่วงเพาะปลูก เหตุใดเพลานี้ถึงมาบอกว่าจะพาข้าไปบ้านยายเสียแล้วล่ะ !

แต่หากนางปฏิเสธข้อเสนอของอาเล็ก เขาจะคิดว่านางมิชอบบ้านท่านยายและมิอยากไปทำอาหารให้ท่านตาและท่านยายกินน่ะสิ !

“อาเล็กรู้ว่าฮุ่ยฮุ่ยเป็นเด็กที่กตัญญู หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เราจะกลับบ้านท่านยายของเจ้ากัน ครั้งนี้อาเล็กมีเวลาว่างได้หยุดพักผ่อนนาน อาจะสอนเจ้าให้รู้จักอักษรและเขียนชื่อตนเองดีหรือไม่ !” โจวป๋อเทานึกได้ทันว่าที่หลานสาวเงียบคือไม่ตกลง เขามิสนใจสายตาขุ่นเคืองเล็ก ๆ ของนาง แล้วพูดเองเออเองทั้งหมด

เติ้งอาเหลียนสังเกตเห็นว่าหลานสาวของตนตาเป็นประกายเมื่อได้ยินว่าอาเล็กจะสอนเขียนตัวอักษร นางจึงตอบรับคำเชิญของโจวป๋อเทาแทนหลานสาวตนเอง เพราะใกล้เคียงมณฑลเฟิงซานมิมีโรงเรียนสอนสตรี ได้ยินมาว่าโรงเรียนสอนสตรีมีแค่ในเมืองหลวงเท่านั้น ตระกูลสวีมิมีเงินส่งลูกหลานไปเรียนที่นั่นแน่นอน

ในเมื่อหลานสาวอยากรู้หนังสือ และอาเล็กของนางมีใจอยากสอน อีกทั้งทางบ้านยังสนับสนุนเป็นอย่างดี บ้านอื่นจะสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงรู้หนังสือหรือไม่พวกนางมิรู้ แต่ตระกูลสวีพร้อมสนับสนุนสวีฮุ่ยเสมอ

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว โจวป๋อเทาบอกให้พี่สาวไปช่วยเก็บเสื้อผ้าของหลานสาวให้เขา สวีจื้อหย่งนั่งในลานบ้านเป็นเพื่อนน้องชายภรรยา ส่วนสวีเจี้ยนเหวินขอให้อาเล็กของตนช่วยสอนหนังสือให้

“ท่านแม่ ท่านแม่คุยกับอาเล็กได้หรือไม่ว่ารอให้เพาะปลูกเสร็จก่อนแล้วค่อยไปบ้านท่านยายทีหลัง !” สวีฮุ่ยคิดว่าช่วงนี้ที่บ้านน่าจะงานยุ่ง ซึ่งเหมาะเป็นช่วงที่นางจะได้แสดงฝีมือทำอาหารพอดี รอให้พวกเขายอมรับฝีมือในการทำอาหารของนางก่อน พวกเขาก็น่าจะยอมให้นางไปเปิดแผงขายอาหาร

ด้วยประสบการณ์จากชาติที่แล้วและสมบัติสูตรโกงอย่างมิติหยวนเว่ย สวีฮุ่ยมั่นใจว่าตนเองจะสามารถขยายกิจการจากร้านแผงลอยเป็นร้านอาหารเล็กๆ ในได้ระยะเวลาอันสั้น และจะสามารถพัฒนาจนกลายเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ได้ในที่สุด

และร้านอาหารตระกูลสวีจะต้องเป็นร้านอาหารที่พิถีพิถันหน้าตา ความหอมและความอร่อยของอาหารทุกจาน พยายามรักษาความอร่อยสดใหม่และรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบไว้เสมอ ปรับปรุงอาหารเมนูดั้งเดิมให้มีความสมัยใหม่ยิ่งขึ้น มีการผสานวัฒนธรรมอาหารทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ไม่ติดค่านิยมอยู่กับอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง รสชาติของอาหารจะต้องอร่อยติดอยู่ที่ปลายลิ้นไม่จางหายไปไหน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความปรารถนาของสวีฮุ่ยมาโดยตลอด หลายวันมานี้นางมักจะคิดว่าที่สวรรค์ส่งนางมายังยุคโบราณนั้น บางทีอาจเป็นเพราะต้องการให้นางกลับคืนสู่วิถีที่ควรจะเป็น นางจะต้องทำให้ร้านอาหารของตระกูลสวีรุ่งโรจน์และเป็นที่นิยมให้ได้

“ฮุ่ยฮุ่ย ช่วงเพาะปลูกที่ผ่านมา ลูกจะไปอยู่ที่บ้านท่านยายตลอด ! ลูกเพิ่งอายุเท่าไหร่เชียว ที่บ้านไม่อยากให้ลูกต้องมาคอยอยู่หน้าเตาทั้งวัน พรุ่งนี้พวกเราจะเอาอาหารติดไปด้วย หากให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว พวกแม่คงมิวางใจ ต้องมีใครสักคนคอยอยู่บ้านดูแลลูก ซึ่งมันจะทำให้เราทำงานได้ช้าลง !”

“ท่านแม่ ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปบ้านท่านยายกับอาเล็ก หลังจากที่พวกท่านเพาะปลูกเสร็จแล้วก็รีบไปรับข้าล่ะ !” สวีฮุ่ยพับเสื้อผ้าใส่ลงห่อผ้าไปสองชุด

เติ้งอาเหลียนเข้าห้องไปเอาเงินมาให้หลานสาว “หากเจ้าอยากกินน้ำตาล เจ้าก็ไปซื้อที่ร้านในหมู่บ้านหยุนเซี๋ยได้ หลายปีมานี้เรารบกวนเงินของบ้านยายเจ้าเยอะแล้ว ฉะนั้น……” ที่ผ่านมา เติ้งอาเหลียนเป็นคนที่ตะหนี่มาโดยตลอด เพราะนับตั้งแต่ที่สามีของนางตายไป ตระกูลของนางต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากเพราะขาดเสาหลัก

โชคดีที่ตระกูลโจว แม่นางหลี่และเพื่อบ้านใกล้เคียงคอยให้การช่วยเหลือมาโดยตลอด เติ้งอาเหลียนจดจำน้ำใจของทุกคนเอาไว้ในในเสมอมา ทั้งชีวิตนี้มิมีทางลืมแน่นอน

“ท่านแม่ ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลย เราคือญาติสนิทมิตรสหายกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฮุ่ยฮุ่ยไปกับอาเล็กเถิด ประเดี๋ยวพวกแม่จะไปทำงานต่อแล้ว” โจวเสี่ยวเหมยมองดูพระอาทิตย์ ถึงเวลาที่พวกนางต้องออกไปทำงานแล้ว

โจวป๋อเทาพาหลานสาวออกไปก่อน หลังจากที่ทั้งสองออกไปแล้ว ตระกูลหลี่ได้เตรียมอุปกรณ์เพาะปลูกเพื่อเตรียมลงแปลงต่อในช่วงบ่าย เติ้งอาเหลียนกล่าวว่าวันนี้กินของดีขนาดนี้ ต้องทำงานเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกผิดต่อซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานและหมูตุ๋นน้ำแดงแน่นอน

“ท่านย่า ท่านแม่ ตรงนี้มีเงินด้วย !” สวีเจี้ยนเหวินที่เก็บของบริเวณที่อาเล็กท่องตำราพบว่ามีถุงเงินอยู่ตรงนั้นด้วย เติ้งอาเหลียนหยิบขึ้นมาดูพบว่ามันน่าจะมีอย่างน้อยสามตำลึง

ทุกครั้งที่ป๋อเทามาที่นี่ก็มักจะซื้อหมึกและพู่กันมาฝากหลานชาย ซื้อขนาดมาฝากหลานสาวและมักจะแอบเอาเงินมาให้เช่นนี้ประจำ

“เสี่ยวเหมย ตอนพวกเจ้าไปรับฮุ่ยฮุ่ยก็เอาเงินไปคืนป๋อเทาด้วย พวกเราจะเป็นฝ่ายรับของเขาเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้มิได้ !” เติ้งอาเหลียนยื่นถุงเงินใส่มือโจวเสี่ยวเหมย

“เงินเหล่านี้ต้องเป็นเงินที่ป๋อเทารับจ้างคัดตำราและเขียนอักษรภาพขายแน่นอน ในเมื่อเขาให้ พวกเราก็รับไว้เถิด รอให้เขาแต่งงานหรือไม่ก็ตอนที่ตระกูลเรามีเงินแล้วค่อยคืนเขา” โจวเสี่ยวเหมยรู้ว่าหากน้องชายให้มาแล้วก็ควรจะรับไว้ เพราะชีวิตคนเรามิแน่นอนเสมอไป วันใดวันหนึ่งหากตระกูลสวีสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองและมีเงินมีทองมากมายแล้วค่อยตอบแทนคืน หรือต่อให้ไม่มีวันนั้น แต่ในเมื่อมันเป็นน้ำใจของน้องชาย นางก็จะรับไว้

เติ้งอาเหลียนเดินออกไปยังแปลงนาพร้อมกับคิดทบทวนถึงคำแนะนำของหลานสาว เพราะหากคาดหวังกับที่นาเพียงแค่ไม่กี่หมู่ แล้วเมื่อไหร่จะตั้งตนได้

หลานชายทั้งสองโตขึ้นทุกวัน ไหนจะต้องเตรียมสินเดิมไว้ให้หลานสาวอีก มิว่าจะทางใดล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น ดังนั้นถึงเวลาที่พวกนางต้องคิดหาทางออกอย่างจริงจังเสียที

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด