ตอนที่แล้วตอนที่ 392 โกดังเก็บอาวุธ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 394 คนเฝ้าประตู

ตอนที่ 393 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์


ตอนที่ 393 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์

10 นาทีก่อนที่เซี่ยเฟยจะได้เข้าไปในคลังอาวุธ เจ้าหน้าที่ของค่ายฝึกก็ได้นำชายตัวเตี้ยที่มีความสูงไม่เกิน 1 เมตรเข้าไปยังคลังอาวุธใต้ดินเช่นเดียวกัน

ไรฝุ่นตัวนี้มีผิวสีดำแตกต่างจากตัวไรฝุ่นตัวอื่น ๆ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นตัวไรฝุ่นที่หาได้ยากในบรรดาไรฝุ่นด้วยกัน

เชื่อกันว่ามันจะมีไรฝุ่นที่ไม่มีผิวสีขาวทุก ๆ 1 ล้านตัวเท่านั้น ซึ่งมันเกิดมาจากการกลายพันธุ์ แต่ยิ่งผิวของไรฝุ่นมีสีเข้มมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งบ่งบอกถึงระดับการกลายพันธุ์ที่สูงมากขึ้นเท่านั้น

ผิวของไรฝุ่นตัวนี้เป็นสีดำเหมือนกับเหล็ก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไรฝุ่นที่มีผิวสีดำและมันเป็นการบ่งบอกว่าเขามีระดับการกลายพันธุ์ที่สูงมาก

พันธมิตรมนุษย์ไม่รู้ว่าทันทีที่สงครามระหว่างมนุษย์กับเซิร์กสิ้นสุดลง พวกแมลงก็เริ่มกลายพันธุ์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการกลายพันธุ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความฉลาดให้กับเผ่าเซิร์กเท่านั้น แต่รูปลักษณ์ของพวกมันก็เริ่มวิวัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ

หลังจากนั้นเซิร์กก็เริ่มพัฒนาอารยธรรมขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรม, การเกษตร แม้กระทั่งการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน เซิร์กในยุคสมัยนั้นไม่ได้มีความใกล้เคียงกับเซิร์กในยุคสมัยปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย เพราะในเวลานั้นถึงแม้ว่าจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ในครอบครอง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพได้ นั่นก็เพราะว่าระดับสติปัญญาของพวกเขาต่ำมากจนเกินไป

เมื่อหลายพันปีก่อนกองยานของเซิร์กมีอยู่ไม่เกิน 1,500 กอง และมีทหารประจำภายในยานอยู่เพียง 120,000 ล้านคน แต่หลังจากเริ่มกระบวนการกลายพันธุ์ ปัจจุบันเซิร์กก็ส่งกองยานไปบุกจู่โจมพันธมิตรมากกว่า 3,000 กองและบนยานก็มีเซิร์กชั้นสูงคอยประจำการอยู่มากกว่า 300,000 ล้านคน

ในทางกลับกันฝั่งพันธมิตรยังคงคิดว่าพวกเซิร์กยังเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้ทางรัฐบาลยังสั่งลดค่าใช้จ่ายงบประมาณของทางกองทัพ จึงทำให้จำนวนของกองยานหดหายลงมาจากเดิมมากกว่า 1,000 กอง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะกองยานของเซิร์กเพิ่มขึ้นจากเดิมนับ 4 เท่า ขณะที่กองยานของมนุษย์ถูกลดจำนวนลง มันจึงทำให้ทางฝ่ายมนุษย์ต้องยอมรับความเสียหายเนื่องมาจากประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปจากความเป็นจริง

ข้อได้เปรียบเพียงอย่างเดียวของพันธมิตรคือพวกเขามียานบัญชาการรุ่นใหม่ที่ล้ำหน้ากว่ายานบัญชาการของเซิร์กไปไกล แต่ยานบัญชาการรุ่นใหม่เพียงแค่ไม่กี่สิบลำยังไม่เพียงพอที่จะต่อต้านศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าถึง 4 เท่าได้ และมันก็ทำให้กองทัพพันธมิตรต้องถอยตั้งรับกองทัพของเซิร์กอยู่แบบนี้

ในช่วงเวลาหลายพันปีที่ผ่านมาจำนวนของเผ่าพันธุ์เซิร์กที่มีสติปัญญาเพิ่มขึ้นจากเดิมขึ้นมาอย่างน้อย 12 เท่า นอกจากนี้พวกเขายังใช้ระบบการปกครองในรูปแบบของทหาร ซึ่งมันก็หมายความว่าพวกเขาพร้อมที่จะเรียกเซิร์กทุกคนมาเป็นเครื่องจักรสังหารในสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ได้ทุกเมื่อ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้เอง มันจึงทำให้พันธมิตรในปัจจุบันยังตามหลังเซิร์กอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของจำนวนยานหรือในแง่ของจำนวนทหารที่นำมาสู้รบในสงคราม

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้พันธมิตรมนุษย์จะสามารถเอาชนะเซิร์กได้ยังไง?

นี่เป็นเพียงสงครามที่มนุษย์ไม่มีทางจะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือเซิร์กได้ผลิตนักสู้ผู้ใช้พลังพิเศษขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งนักสู้ผู้ใช้พลังพิเศษพวกนี้ก็มีปริมาณและคุณภาพด้อยกว่านักสู้ของมนุษย์เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

โดยเฉพาะในเต็นท์ทองคำที่มี 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์คอยรอรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา โดย 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์นี้ประกอบไปด้วย วินดี้, ทูดี้, ยำมี่, ซิปปี้, ลารี่, เกาตี้และเมนี่ ผู้ซึ่งเป็นไรฝุ่นสีดำและเป็นแมลงพันธุ์เดียวกับอูดี้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นราชา

พวกเขาทั้งเจ็ดเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเผ่าพันธุ์ และแม้แต่นักสู้ระดับต่ำที่สุดในหมู่พวกเขาก็อยู่ในระดับที่ 6 ซึ่งเทียบเท่ากับนักสู้ระดับอีเทอนิตี้ของมนุษย์

เมนี่มองไปทางประตูโลหะอย่างไร้อารมณ์ แต่ดวงตาสีขาวของเขากำลังส่องประกาย

ดวงตาของเขาได้พัฒนาใกล้เคียงกับดวงตาของมนุษย์แล้ว เพียงแต่ภายในดวงตานั้นไม่มีตาดำมันจึงทำให้ดวงตาทั้งข้างเป็นสีขาวคล้ายกับดวงตาของคนตาย

ขณะเดียวกันภารโรงมดเป็นจำนวนมากก็กำลังขนของด้วยร่างกายอันสั่นเทา แต่เนื่องจากพวกมดเป็นแมลงที่ชอบทำงานหนัก พวกเขาจึงมักจะถูกจ้างเอาไว้เป็นแรงงานทั่วทั้งดินแดนของเซิร์ก

อย่างไรก็ตามภารโรงมดพวกนี้ก็ไม่เคยได้พบกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างเมนี่มาก่อน พวกเขาจึงขนของด้วยร่างกายอันสั่นสะท้านและพยายามจะออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด

“ดีมาก! พวกนายกลับไปได้แล้ว” เมนี่กล่าว

“ได้ครับ แล้วไม่ทราบว่าพวกผมควรแจ้งคุณโทนี่ว่าคุณเดินทางมาที่นี่หรือเปล่าครับ?” ภารโรงมดคนหนึ่งกล่าวถามอย่างตะกุกตะกัก

“ไม่จำเป็น หลังจากพวกนายออกไปแค่แสร้งทำเป็นว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นในก่อนหน้านี้ก็พอ” เมนี่กล่าว

“พี่อูดี้น่าสนใจจริง ๆ ถึงกับซ่อนของสำคัญเอาไว้ในศูนย์ฝึกอบรมแบบนี้ และตำแหน่งของมันยังหละหลวมมาก ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าเขากำลังคิดอะไรกันแน่?” เมนี่กล่าวกับตัวเองหลังจากพวกภารโรงขับยานลำเล็กออกไปจากที่นี่

ในความเป็นจริงมันยังมีความลับเกี่ยวกับกรงเล็บภูติโลหิตอีกอย่างมากมาย ซึ่งย้อนกลับไปในเวลานั้นอูดี้ได้บอกว่าเขาได้สมุนไพรวิเศษต้นนี้มาโดยบังเอิญ และพวกเขาก็รู้เพียงแค่ว่าสมุนไพรวิเศษชนิดนี้มีความสามารถในการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

ยิ่งมนุษย์มีความฉลาดมากเท่าไหร่พวกเขายิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเซิร์กที่ได้รับการวิวัฒนาการก็เป็นแบบนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นถึงแม้อูดี้จะฉลาดกว่าใคร ๆ แต่เขาก็รู้สึกหวาดกลัวความตายเป็นที่สุด เขาจึงไม่ค่อยจะเดินทางออกจากเต็นท์ทองคำ เพราะเขากลัวว่าจะมีใครมาลอบสังหารในระหว่างที่เขาเดินทางไปยังด้านนอก

ขณะเดียวกันหากกรงเล็บภูติโลหิตเติบโตอย่างเต็มที่ มันก็จะสามารถฟื้นฟูความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ อูดี้จึงถือว่าพืชต้นนี้เป็นสมบัติสุดรักสุดหวง และเขาก็เก็บมันเอาไว้ในเต็นท์ทองคำตลอดเวลาเพื่อรอที่จะเก็บเกี่ยวในวันที่มันเติบโตจนสุกงอม

อย่างไรก็ตามในวันหนึ่งพ่อของราชินีบิทินี่ก็ป่วยเป็นโรคร้ายที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ทำให้ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปหัวใจของเขาก็ยิ่งสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้น้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้แม้ว่าเขาจะพยายามเปลี่ยนหัวใจเป็นหัวใจชิ้นใหม่แล้วก็ตาม

โรคนี้เป็นโรคร้ายที่แม้แต่เทคโนโลยีของมนุษย์ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ และมันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงเซิร์กที่มีเทคโนโลยีการแพทย์ที่ด้อยกว่าพวกมนุษย์เลย

ทันทีที่อูดี้ได้ยินเรื่องนี้เขาก็คาดเดาได้ในทันทีว่าบิทินี่จะต้องร้องขอกรงเล็บภูติโลหิตของเขาอย่างแน่นอน

แม้ว่าอูดี้จะหลงบิทินี่อย่างหัวปักหัวปำแต่เขาก็รักชีวิตของตัวเองมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับบิทินี่โดยตรง มันจึงทำให้อูดี้ตัดสินใจได้อย่างยากลำบาก

สมมุติว่าโรคนี้เกิดขึ้นกับบิทินี่โดยตรงอูดี้คงจะมอบกรงเล็บภูติโลหิตให้กับเธอโดยไม่คิดมากอะไร แต่ประเด็นสำคัญคือโรคนี้เกิดขึ้นกับพ่อตาไม่ใช่ภรรยาคนที่เขาหลงรักจนหมดหัวใจ

ด้วยเหตุนี้เองถึงแม้อูดี้จะรู้สึกขอบคุณพ่อตาที่เลี้ยงดูบิทินี่ขึ้นมาเป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่สามารถจะมอบสมบัติที่ล้ำค่าชิ้นนี้ให้กับพ่อตาของตัวเองได้ ดังนั้นอูดี้จึงหาวิธีนำกรงเล็บภูติโลหิตไปซ่อนไว้ที่อื่นและคนที่คอยดูแลสมบัติชิ้นนี้ก็จะต้องเป็นคนที่เขาสามารถไว้วางใจได้เป็นอย่างดี

หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่สักพัก อูดี้ก็ตัดสินใจมอบกรงเล็บภูติโลหิตเป็นของรางวัลให้แก่ศูนย์ฝึกอบรมนักรบศักดิ์สิทธิ์ โดยหาข้ออ้างว่ามันเป็นการให้รางวัลเนื่องจากศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ได้สร้างคุณงามความดีแก่เผ่าพันธุ์มาเป็นเวลานาน

สาเหตุที่เขาเลือกศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้นั่นก็เพราะว่าอูดี้เป็นนักรบที่ซื่อสัตย์ ยิ่งไปกว่านั้นศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้ยังเป็นโรงเรียนเก่าเมื่อสมัยอูดี้ยังเป็นเด็ก

ในความเป็นจริงคลังอาวุธใต้ดินนี้ก็ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งของอูดี้เช่นเดียวกัน และมันก็เป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บซ่อนกรงเล็บภูติโลหิตโดยเฉพาะ

เมื่อบิทินี่รู้ว่าสามีมอบกรงเล็บภูติโลหิตให้กับศูนย์ฝึกอบรมนักรบศักดิ์สิทธิ์ มันก็ทำให้เธอรู้สึกเสียใจมาก เธอจึงรีบเข้าพบอูดี้ด้วยใบหน้าอันเย็นชาโดยหวังว่าสามีจะเอาสมุนไพรวิเศษต้นนี้กลับคืนมา

อูดี้เป็นเซิร์กที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์เซิร์ก เขาจึงได้เตรียมคำตอบเรื่องนี้เอาไว้ในใจแล้ว โดยเขาบอกกับภรรยาว่าเขาจะทวงคืนของรางวัลที่มอบให้กับผู้อื่นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นผลกรงเล็บภูติโลหิตก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็จะไปขอผลกรงเล็บภูติโลหิตมามอบให้กับเธอ

บิทินี่เชื่อว่าอูดี้พูดเรื่องจริงเธอจึงคอยปรนนิบัติสามีเป็นอย่างดี แต่เธอไม่รู้เลยว่าอูดี้ไม่ได้คิดที่จะมอบผลกรงเล็บภูติโลหิตให้กับเธอตั้งแต่แรก ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผลของกรงเล็บภูติโลหิตสุกงอม เขาก็จะหาข้ออ้างเช่นมันถูกใครบางคนขโมยไปเพื่อที่จะเก็บซ่อนสมุนไพรชนิดนี้ไว้กับตัวเอง

อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลกรงเล็บภูติโลหิตไม่ได้อยู่ภายใต้เต็นท์ทองคำ มันจึงทำให้อูดี้ค่อนข้างรู้สึกเป็นกังวล เขาจึงมักจะส่งคนมาตรวจสอบห้องลับแห่งนี้อยู่เป็นประจำ และด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวเขาจึงส่งเมนี่ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องมาตรวจสอบที่นี่ทุก ๆ 2 สัปดาห์

ความบังเอิญก็คือเซี่ยเฟยได้เดินทางมายังศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้วันเดียวกันกับเมนี่พอดี ซึ่งมันก็ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับ 1 ใน 7 นักรบศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าเซิร์ก

นักรบเซิร์กคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีพลังระดับ 6 เทียบได้กับนักสู้มนุษย์ระดับอีเทอนิตี้เท่านั้น แต่พลังพิเศษของเขาคือการล่องหน ซึ่งเป็นพลังพิเศษระดับสูงที่ทำให้ศัตรูยากที่จะตรวจจับตัวตนของนักรบคนนี้ได้

หลังจากที่พนักงานได้ขับยานออกไป เมนี่ก็เอื้อมมือไปเคาะผนังด้านข้างเบา ๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอกว่าเขาได้เดินทางมาถึงแล้ว

แต่ในทันใดนั้นเมนี่ก็สัมผัสได้ถึงใครบางคนที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาในระยะการตรวจจับของเขาด้วยความรวดเร็ว เขาจึงรีบเคลื่อนที่ไปยังมุมมืดและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็ได้เคลื่อนที่เข้ามายังคลังเก็บอาวุธใต้ดิน และกำลังยืนพิงผนังเพื่อสังเกตสภาพแวดล้อมบริเวณรอบ ๆ อย่างลับ ๆ

พลังพิเศษหายตัวเป็นพลังพิเศษที่สามารถลบล้างตัวตนได้ไม่ด้อยไปกว่าวิชาพรางจิตของเซี่ยเฟยเลย และไม่เพียงแต่พลังพิเศษนี้จะเป็นการลบตัวตนออกไปจากการรับรู้ของศัตรูเท่านั้น แต่มันยังทำให้ร่างของผู้ใช้พลังหายไปจากสายตาของศัตรูอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เองหลังจากที่ภารโรงมดได้เคลื่อนที่ออกไปเซี่ยเฟยจึงคิดว่าไม่มีเซิร์กเหลืออยู่ในโกดังแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเซิร์กคนนี้ยังมีระดับพลังถึงระดับอีเทอนิตี้ซึ่งมีพลังสูงกว่าเขาถึง 2 ระดับอีกด้วย

ด้วยสัญญาณการเคาะผนังที่เมนี่ได้ส่งออกไป มันจึงทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ถูกปลดออกทั้งหมด แล้วมันก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมเซี่ยเฟยถึงสามารถลักลอบเข้ามายังโกดังแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อชายหนุ่มไม่เห็นว่ามีใครอยู่บริเวณรอบ ๆ เขาจึงเดินเข้าไปเพื่อตั้งใจจะสำรวจโกดังเก็บอาหาร แต่ทันใดนั้นมันก็มีลมกรรโชกแรงพัดผ่านเข้ามาปะทะกับศีรษะของเซี่ยเฟยโดยตรง

***************

เอ๊ะย่อหน้าสุดท้ายรู้สึกคุ้นๆจัง สงสัยคิดมากไปเองอ่ะเน๊าะ ^0^

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด