ตอนที่แล้วบทที่ 293 – ราชาองค์ต่อไป
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 295 – นี่คือฐานที่มั่นอย่างนั้นหรือ?

บทที่ 294 – เดินทางออกจากป้อมปราการ


เสี่ยวจินร้องตะโกนออกมาลั่น สายตาของมันดูอ้อนวอนมาก “นายท่าน ช่วยผมด้วย!”

ผมกลั้นตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ให้หลุดปากหัวเราะออกมา เดินเข้าไปลูบหัวมันเบา ๆ “เสี่ยวจิน เจ้าน้องชายเอ๋ย! นายคงต้องทนไปแล้วล่ะ ฉันห้ามมู่จือไม่ได้หรอก หวังว่านายคงจะไม่เป็นอะไรมากนะ อ้อ! พวกเจ้าชาย พี่ใหญ่ซานหยุน แล้วก็คนอื่น ๆ ไปที่ไหนกันหมด?”

เสียงของเสี่ยวโร่ว ที่ตอนนี้กำลังกระโดดเล่นอยู่บนหลังของเสียวจินกับมู่จือ เป็นคนตอบออกมา “พวกเขาจากไปแล้ว ฝากข้อความกับข้าเอาไว้ให้บอกต่อท่านด้วย พวกเขาบอกว่าในเมื่อตอนนี้สถานการณ์นั้นมั่นคงแล้ว พวกเขาจะรีบกลับไปที่เมืองหลวง เพื่อรีบฝึกฝนกองทหารให้เข้มแข็งมากขึ้น เตรียมพร้อมเอาไว้สำหรับการต่อสู้กับราชามาร และถ้านายท่านต้องการความช่วยเหลืออะไร สามารถไปตามหาพวกเขาได้ที่อาณาจักรซิวต้า ตาแก่นั่นยังฝากบอกนายท่านอีกว่า ฝากดูแลลูกชายของเขาด้วย ช่างเป็นคนที่ดุร้ายจริง ๆ”

ผมคิดขึ้นมาอย่างแปลกใจ ทำไมเจ้าชายถึงได้รีบเร่งขนาดนี้นะ? บางทีอาจจะเป็นเพราะท่าทีเป็นศัตรูของอาณาจักรอ้ายเซี่ยก่อนหน้านี้ แถมพวกเขายังจับมือเป็นพันธมิตรกับอาณาจักรต้าลู่อีก นี่สร้างความลำบากให้กับเจ้าชายไม่น้อยเลยจริง ๆ ตอนที่พวกเขาเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย การรีบเดินทางกลับเมืองหลวงไป น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า จะได้ไม่เจอกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนของอีกสองอาณาจักรที่นี่

ส่วนลูกชายคนที่เสี่ยวโร่วพูดถึง น่าจะเป็นพี่ใหญ่จ้านหู่นั่นแหละ ซึ่งมันก็ต้องเป็นไปตามนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? หลังจากคิดเรื่องราวพวกนี้จบ ผมก็ยิ้มออกมา แล้วกล่าวเตือนเสี่ยวโร่วออกไป “จะพูดอะไรก็ต้องระวังเอาไว้หน่อยด้วยนะ ถ้าพี่ใหญ่จ้านหู่ได้ยินเจ้าเรียกพ่อเขาว่าคนดุร้าย เขาไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ แน่ ฮ่าฮ่า! มู่จือ เล่นแค่นี้พอแล้วหรือยัง? เลิกรังแกเสี่ยวจินกันได้แล้ว พวกเราน่าจะกลับออกไปเหมือนกัน”

“ได้เลย! ไปกันเถอะ!” เสี่ยวโร่วกระโดดลงจากหลังของเสี่ยวจินและวิ่งเข้ามาหาผมทันที เธอเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองเป็นกระรอกน้อยตอนที่เข้ามาใกล้ แล้วกระโจนขึ้นมาอยู่ที่ประจำบนไหล่ของผม ส่วนมู่จือหัวเราะออกมาเบา ๆ หลังจากที่ลงมาจากหลังของเสี่ยวจิน เดินเข้าไปลูบหัวขนาดใหญ่ของมันอย่างอ่อนโยน “เสี่ยวจิน นายไม่ได้โกรธฉันใช่มั้ย?”

ปากของเสี่ยวจินเบ้ไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตอบออกมา “ไม่...ไม่โกรธเลย! เจ้านาย พวกเราจะไปที่ไหนกัน?”

ผมยิ้มออกมา “พวกเรามุ่งหน้าไปที่ค่ายของกองทัพพันธมิตรเผ่าปีศาจและเผ่าอสูรกายก่อน แล้วค่อยเดินทางต่อไปยังฐานที่มั่นของพวกเรา ที่เดิมที่เจ้าเกือบจะทำลายทิ้งไปเมื่อ 2-3 เดือนก่อนนั่นแหละ”

เสี่ยวจินไม่สนใจคำล้อเลียนของผม “ได้เลย ตอนนี้ทุกคนขึ้นมาบนหลังของผมดีกว่า”

ผมใช้มือโอบร่างอันบอบบางของมู่จือเอาไว้ ก่อนที่จะลอยตัวจากพื้นขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวจิน “ไปกันได้เลย” แล้วเสี่ยวจินก็พุ่งตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที กระพือปีกอันมหึมาของมันส่งให้ตัวเองมุ่งหน้าไปยังค่ายของกองทัพพันธมิตร

...................

หลังจากนั้นอีกสามวัน พวกเราก็เริ่มการเดินทางเพื่อที่จะกลับไปยังฐานที่มั่น โดยก่อนหน้านั้น ผมได้ตรวจเช็คจำนวนและสภาพร่างกายของสมาชิกกองพันผู้พิทักษ์ นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีพวกเขาคนใดได้รับบาดเจ็บหนัก หรือเสียชีวิตลงไปเลย มีแต่คนที่มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของกองพันผู้พิทักษ์นั้นจะยอดเยี่ยมไม่น้อย พวกเขาทั้งหมดเป็นนักรบระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็อย่างน้อยก็กำลังจะบรรลุระดับแล้ว ซึ่งยังเหลืออยู่อีกไม่กี่คนเท่านั้น

การเดินทางครั้งนี้ ผมไม่ได้อนุญาตให้เค้อหลุนตัวติดตามมาด้วย เพราะทั้งผมและมู่จือจะรู้สึกแปลก ๆ ไม่น้อย ถ้าตอนที่พวกเราอยู่ด้วยกัน แล้วรู้สึกว่ามีเขาคอยอยู่ใกล้ ๆ ตัวตลอดเวลา

เนื่องจากสมาชิกของคณะเดินทางส่วนใหญ่ ไม่มีพลังมากพอที่จะบินได้เป็นระยะเวลานาน ทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะเดินทางกลับกันทางพื้นดิน และถึงแม้ว่าจะเป็นการเดินเท้า ความเร็วของกลุ่มพวกเราก็ยังสูงกว่ากลุ่มนักเดินทางธรรมดาอยู่ไม่น้อย หลังจากเดินทางออกมาได้เพียงไม่กี่วัน พวกเราก็มองเห็นเทือกเขาที่เป็นรอยต่อของทั้งสามอาณาจักรอยู่ต่อหน้า ฐานที่มั่นของพวกเรานั่นอยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกลแล้ว

“ฮ่าฮ่า! พวกเราใกล้จะกลับถึงบ้านแล้ว ฉันล่ะสงสัยว่าตอนนี้มันจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน? นี่เวลาก็ผ่านมาหลายเดือนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย” เสียงของตงรื่อดังขึ้นมา ทุกคนกำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ทั้งจากการได้เห็นฐานที่มั่นอยู่ตรงหน้า และเมื่อนึกถึงการได้กลับมาที่นี่อย่างปลอดภัย หลังจากทำภารกิจที่ยากเย็นมากอย่างหนึ่งได้สำเร็จ

ซิงโอวยิ้มออกมา “มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแน่นอน นี่มันตั้งหลายเดือนแล้วนะ! เมื่อก่อนเพียงแค่ 10 วัน มันก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยแล้ว บางที สมาชิกของกองกำลังพวกเราอาจจะเกินกว่า 10,000 คนไปแล้วก็ได้”

แต่ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเป็นกังวล “ถึงแม้ว่าในเทือกเขาจะมีพื้นที่ให้พวกเราใช้สอยอยู่ไม่น้อย แต่พวกพืชพันธุ์และสัตว์ป่าล่ะ มันจะพอให้พวกเราใช้เป็นเสบียงอาหารได้หรือเปล่า ถ้าจำนวนของพวกเราเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้? รายจ่ายของพวกเราในตอนนี้มหาศาลขึ้นไปทุกวัน ถึงแม้ว่าทรัพย์สินที่ฉันมีอยู่นั้นอาจจะไม่น้อย แต่มันก็มีวันหมดเหมือนกันนะ”

ซิวซือพยักหน้าเห็นด้วย “จางกงกล่าวถูกต้องแล้ว แต่ทรัพยากรที่อยู่ในเทือกเขานั้นก็มีอยู่มากมาย แถมพวกเรายังมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เอาไว้อีกด้วย เรื่องเสบียงอาหาร ไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมากนัก กลับกัน! พวกข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกของใช้สิ้นเปลืองทั้งหลาย ยังต้องออกไปหาซื้อมาเก็บเอาไว้จากหัวเมืองของอาณาจักรทั้งสามเป็นระยะ ฉันยังเป็นกังวลอยู่เหมือนกัน ถ้าระยะเวลายาวนานไปเรื่อย ๆ และจำนวนคนของพวกเรามากขึ้นอีก แม้แต่แหล่งอาหารของเราอาจจะไม่เพียงพอขึ้นมาก็ได้”

จ้านหู่กล่าวออกมาบ้าง “แต่พวกเราแค่ต้องเลี้ยงพวกเขาเอาไว้ได้จนกว่าราชามารจะปรากฏตัวใช่หรือไม่?”

ผมส่ายหน้า “ไม่! ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกพี่ใหญ่” ก่อนที่จะหันกลับไปมองที่มู่จือ ดูเหมือนว่าเธอจะคิดแบบเดียวกับผมอยู่ จึงเอ่ยต่อออกมา “มู่จือ เธอช่วยอธิบายให้ทุกคนฟังหน่อยสิ” อย่างไรเสีย เธอนั้นก็เป็นเจ้าหญิงรัชทายาทของเผ่าปีศาจ ผมรู้สึกได้เสมอว่ามีช่องว่างระหว่างเธอกับสมาชิกคนอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย ดังนั้น ผมจึงพยายามทำให้ทุกคนยอมรับเธอได้มากกว่านี้ เพราะถือว่าเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพวกเราเหมือนกัน และถ้าให้พูดกันตามความจริงแล้ว มู่จือได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการปกครองมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเด็ก ก็เธอเป็นเชื้อพระวงศ์ของจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ ถ้าให้พูดถึงเรื่องยุทธศาสตร์แล้ว เธอเก่งกว่าผมอย่างแน่นอน

มู่จือยิ้มให้ผม ก่อนจะกล่าวออกมา “สิ่งที่จางกงกล่าวออกมานั้นมีเหตุผลอย่างยิ่ง พวกเราไม่สามารถที่จะตั้งเป้าไว้เพียงแค่นั้นได้ ถ้าพวกเราไม่นำความกังวลเกี่ยวกับทรัพยากรมาเป็นตัวกำหนด เมื่อราชามารปรากฏตัวขึ้นมา และพวกเราสามารถเอาชนะพวกมันได้แล้ว พวกเราทุกคนคิดว่ามันเหมาะสมหรือไม่ ที่จะปล่อยให้พี่น้องผู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมา กลับไปใช้ชีวิตตามยถากรรมของตัวเองต่อไป?”

คำพูดของเธอทำให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงความคิดทันที

พี่ใหญ่จ้านหู่เป็นคนที่เอ่ยขึ้นมาก่อน “เหล่านักรบที่มาจากหมู่บ้านเทพเจ้าสามารถจัดการได้ไม่ยากนัก พวกเราเพียงแค่ปล่อยให้เหล่าผู้อาวุโสพาพวกเขากลับไปยังหมู่บ้านเดิมเท่านั้น แต่สำหรับเหล่าพี่น้องที่รับตัวเข้ามาในตอนหลังนี้ไม่เหมือนกันแล้ว พวกเราไม่สามารถแค่เพียงบอกให้เขาสลายตัวไปได้อย่างแน่นอน แม้ว่าภารกิจจะเสร็จสิ้นแล้ว”

เกาเต๋อถามออกมา “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ? มันคงจะเป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่? ถ้าพวกเราจะไปขอเงินมาจากทั้งสามอาณาจักร แล้วมอบให้พวกเขาเป็นค่าใช้จ่ายหลังปลดประจำการ? การที่พวกเขาทั้งหมดเข้าร่วมกับพวกเรา คงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเงินเท่านั้นแน่ ใช่หรือไม่?”

ซิงโอวกล่าวออกมาบ้าง “ถ้าอย่างนั้นก็แค่ปลดประจำการพวกเขาไปเลยไม่ได้หรือ? ในเมื่อมันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินอยู่แล้ว?”

มู่จือส่ายศีรษะของเธอ “พวกเราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น ความศรัทธาของผู้คนก็จะหมดสิ้นลงไปทันที พวกเราต้องหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดให้กับพวกเขา พี่ใหญ่เกาเต๋อกล่าวออกมาแล้วเมื่อสักครู่นี้ การที่พวกเขาเข้าร่วมกับพวกเรา ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง แต่สิ่งที่ทำให้เขายอมติดตามพวกเรา ก็คือตัวตนของผู้สืบทอดแห่งเทพเจ้า จางกงเคยเล่าเรื่องของหมู่บ้านเทพเจ้าให้ฟังแล้ว แม้ว่าจำนวนคนของพวกเราจะมากไปสักหน่อย แต่ก็น่าจะใช้วิธีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านเทพเจ้าขึ้นมาที่นี่อีกแห่งหนึ่ง สมาชิกทุกคนของกองกำลังนี้ เป็นระดับสุดยอดฝีมือทั้งนั้น ไม่เป็นปัญหาเลยที่จะตัดตั้งกองทหารรับจ้างเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วรับงานที่ไม่ยากเกินไปนัก หาค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตต่อไป”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด