ตอนที่แล้วตอนที่ 231 ทางลับ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 233 บลีดดิ้งก็อด!

ตอนที่ 232 เงาอำมหิต


ตอนที่ 232 เงาอำมหิต

เส้นทางลับมีระยะที่ค่อนข้างยาวมาก ซึ่งจากที่เซี่ยเฟยได้กะระยะจากเวลาที่เขาได้เดินมา ตอนนี้เขาก็น่าจะเดินลึกเข้ามาภายในภูเขาแล้ว

เส้นทางนี้มีอายุที่เก่าแก่มาก ซึ่งมันก็มีร่องรอยการผุพังให้เห็นอยู่หลายแห่ง และมันก็มีเศษฝุ่นเศษดินร่วงหล่นลงมาตามรอยแยกให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ชายหนุ่มต้องก้าวเท้าตามความมืดไปอย่างระมัดระวัง ซึ่งสภาพของทางเดินก็ทำให้เขารู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย แต่เขาไม่เคยมีความคิดที่จะหันหลังกลับไปเลยแม้แต่นิดเดียว

หากเขาต้องการจะเผชิญหน้ากับโอกาส เขาก็ต้องเต็มใจที่จะยอมรับความเสี่ยง นอกจากนี้ความอยากรู้อยากเห็นที่มีภายในใจอย่างท่วมท้นก็กำลังคอยสนับสนุนให้เขาเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

อันธขมวดคิ้วไปตลอดทางซึ่งมันก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาหวาดกลัวความตาย เพราะท้ายที่สุดเขาก็เป็นวิญญาณที่ถึงอยากจะตายก็ตายไม่ได้ เพียงแต่ว่าเขามีนิสัยที่ไม่ค่อยชอบเสี่ยง โดยเฉพาะการเดินทางในเส้นทางอันมืดมิดและไม่รู้ว่ามีอันตรายอะไรรอคอยพวกเขาอยู่หรือเปล่า

หลังจากเดินเลี้ยวไปตามทางเดินอีก 2-3 ครั้ง ในที่สุดเซี่ยเฟยก็ดูเหมือนจะเดินมาจนถึงห้องโถง แต่เนื่องมาจากทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยความมืดมิดชายหนุ่มจึงคิดไม่ออกว่าห้องโถงนี้มีขนาดใหญ่แค่ไหน

แต่ชายหนุ่มก็มีสายตาที่เฉียบแหลมเขาจึงได้พบว่ามันมีกลไกบางอย่างติดตั้งอยู่บนผนัง เขาจึงใช้นิ้วของเขายื่นออกไปสัมผัสกับกลไกบนผนังเบา ๆ

พรึบ!

ทันใดนั้นแสงไฟขนาดใหญ่ก็ส่องสว่างจากทุกทาง ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงเหล่านี้น่าจะเป็นแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะได้ผ่านพ้นมานานหลายปีแต่มันก็ยังคงหลงเหลือพลังงานพอส่องแสงสว่างมาได้จนถึงปัจจุบัน

ในที่สุดเซี่ยเฟยก็ได้เห็นว่าห้องโถงแห่งนี้เป็นห้องทรงกลมที่ถูกปกคลุมด้วยกำแพงหินที่แข็งแกร่งกว่าทางเดินที่เขาเพิ่งเดินผ่านมามาก และมันก็มีโครงเหล็กคอยรองรับน้ำหนักอยู่ทุกทิศทาง ทำให้คนภายในห้องไม่จำเป็นจะต้องกังวลเรื่องดินถล่มเข้ามาภายในห้องนี้เลย

ตรงกลางห้องโถงมีรูปปั้นของชายชราที่มีหน้าตาเหมือนกับรูปวาดภายในห้องใต้ดิน แม้แต่อารมณ์ที่รูปปั้นได้ปล่อยออกมาก็ยังคงทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความอำมหิตอยู่เช่นเดิม

เซี่ยเฟยตรวจสอบรูปปั้นชายชราอย่างระมัดระวัง โดยดวงตาของรูปปั้นนี้ก็คล้ายกับจะมองว่าทุกคนเป็นลูกหนี้ที่พยายามหนีไม่จ่ายหนี้ของตัวเอง ซึ่งนอกเหนือจากความอำมหิตที่เขาได้ปลดปล่อยออกแล้ว มันยังมีร่องรอยของความเย่อหยิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

เมื่อมองเข้าไปใกล้ ๆ ชายหนุ่มก็ได้เห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่บนฐานของรูปปั้น แต่เนื่องจากเศษฝุ่นที่เข้ามาบดบังมันจึงทำให้เขามองเห็นตัวอักษรพวกนั้นไม่ค่อยชัด

ชายหนุ่มเช็ดฝุ่นออกไปพร้อมกับอ่านข้อความด้วยความสนใจ ซึ่งตามข้อความที่ระบุเอาไว้ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าชายชราเจ้าของรูปปั้นคนนี้คือเจ้าสำนักเงาสังหารรุ่นที่ 22 ผู้ซึ่งมีชื่อว่า ‘เงาอำมหิต’ และเขาก็คือคนที่สร้างทางลัดและประติมากรรมทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง

เมื่อเซี่ยเฟยได้ทำการวิเคราะห์ข้อความที่ถูกทิ้งเอาไว้ เขาก็สันนิษฐานว่าในช่วงเวลาที่เงาอำมหิตดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักเงาสังหาร มันก็คงจะเป็นสำนักที่โหดร้ายและก่อให้เกิดการนองเลือดอยู่เป็นประจำ

สิ่งที่น่าโมโหที่สุดคือประโยคสุดท้ายที่ชายชราได้บอกว่าใครก็ตามที่ได้มาพบกับรูปปั้นนี้จงก้มหัวสักการะให้กับรูปปั้นซะ ไม่อย่างนั้นเขาจะโผล่มาฆ่าผู้ที่เข้ามาในห้องนี้แม้ว่าเขาจะได้กลายเป็นผีตกนรกไปแล้วก็ตาม

หลังอ่านข้อความจนจบชายหนุ่มก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย เพราะหลังจากที่เขาได้เดินเข้ามาภายในทางลับอย่างยาวนานเขาก็ได้พบกับรูปปั้นของใครก็ไม่รู้ ที่สำคัญคือในตอนนี้เจ้าของรูปปั้นยังออกคำสั่งให้เขาเคารพรูปปั้นของตัวเอง และถึงแม้ว่าในครั้งหนึ่งเงาอำมหิตจะเคยเป็นเจ้าสำนัก แต่เขาก็ไม่มีวันได้รับความเคารพจากเซี่ยเฟยอย่างเด็ดขาด

“แกคิดว่าแกเป็นใครกันแน่ว่ะ!” เซี่ยเฟยตะโกนสาปแช่งด้วยความโกรธพร้อมกับใช้ขาถีบเข้าใส่รูปปั้นที่อยู่ตรงหน้า

“เดี๋ยวก่อน! ไม่ว่ายังไงคนคนนี้ก็เคยเป็นอดีตเจ้าสำนัก อย่างน้อยนายก็ควรจะให้เกียรติเขาบ้างไม่มากก็น้อย” อันธพยายามกล่าวห้ามขึ้นมา

น่าเสียดายที่วิญญาณนักฆ่าพูดช้าไปหน่อย เพราะเซี่ยเฟยได้ออกแรงถีบออกไปด้วยแรงอาฆาตแล้ว

ตูม!

แรงถีบของเซี่ยเฟยทำให้ร่างของรูปปั้นหักออกเป็นสองส่วน และรูปปั้นส่วนด้านบนก็กำลังร่วงหล่นลงไปยังทิศทางที่เขาได้ยืนอยู่ แต่ชายหนุ่มได้หลบเศษรูปปั้นที่ตกลงมาอย่างสบาย ๆ ทำให้รูปปั้นท่อนบนแตกกระจายเมื่อหล่นลงมากระแทกกับพื้น

“โทษที นายพูดช้าไป” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เขารู้ดีว่าอันธให้ความเคารพสำนักแห่งนี้มากขนาดไหน และอันธก็ไม่มีทางให้ใครมาทำลายรูปปั้นอดีตเจ้าสำนักอย่างเด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงรีบพูดแก้ตัวออกไปเพื่อไม่ให้อันธบ่นมากจนเกินไป

ใบหน้าของอันธเปลี่ยนเป็นสีเขียวและเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรดี แต่ท้ายที่สุดรูปปั้นของอดีตเจ้าสำนักก็โดนเซี่ยเฟยทำลายลงไปแล้ว และไม่ว่าเขาจะพูดอะไรแต่เขาก็ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ได้อยู่ดี

ในความเป็นจริงอันธก็รู้สึกไม่พอใจข้อความที่เงาอำมหิตได้ทิ้งไว้เช่นเดียวกัน เพราะท้ายที่สุดข้อความที่เขาเลือกใช้มันก็เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส ซึ่งไม่เข้ากับคำสอนของสำนักที่ให้พยายามทำตัวไม่เป็นจุดสนใจเลย

หลังจากที่ฝุ่นควันได้จางลงเซี่ยเฟยก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะรูปปั้นขนาดใหญ่ลักษณะนี้ควรจะทำขึ้นมาจากหินที่มีความแข็งแรงมาก แต่รูปปั้นกลับพังทลายลงมาอย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้นเศษรูปปั้นยังแตกละเอียดออกเป็นชิ้น ๆ อีกด้วย

นี่มันไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้ว!

ถ้าไม่ใช่เพราะคนสร้างรูปปั้นได้เติมสารเคมีอะไรบางอย่างลงไปในวัสดุระหว่างการก่อสร้าง มันก็ไม่มีทางที่การถีบเพียงครั้งเดียวจะทำให้รูปปั้นแตกละเอียดออกเป็นชิ้น ๆ แบบนี้ได้

ยิ่งไปกว่านั้นคือหลังจากที่รูปปั้นได้พังทลายลงฐานด้านล่างของรูปปั้นก็เปิดออกเผยให้เห็นทางลับแห่งที่ 2 ตรงหน้าของเซี่ยเฟย ซึ่งทางลับแห่งนี้มีลักษณะคล้ายบ่อน้ำที่มองลงไปไม่เห็นก้นบ่อ แต่มันก็ยังมีบันไดโลหะให้ผู้คนปีนลงไปด้านล่างได้

เซี่ยเฟยเดินไปมองภาพด้านล่างจากขอบเส้นทางลับ จากนั้นเขาก็ได้เห็นว่าภายในบ่อเต็มไปด้วยความมืดสนิทและมันยังมีกลิ่นเน่าเสียลอยขึ้นมาในอากาศ

“นั่นมันอะไร?!” อันธอุทานด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง

“ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่ารูปปั้นนี้มีไว้เพื่อถูกทำลาย ไม่อย่างนั้นเส้นทางต่อไปจะไม่ถูกเปิดออก” เซี่ยเฟยกล่าว

“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น?” อันธถามด้วยความสงสัย

“นายเคยเห็นเศษหินที่มีขนาดเท่ากันไหมล่ะ?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่เศษหินที่แตกอยู่บนพื้น

อันธส่ายหัวเป็นคำตอบ

“แล้วนายเห็นทางเข้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานของรูปปั้นหรือเปล่า?” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังเส้นทางลับที่เพิ่งถูกเปิดออก

อันธพยักหน้ารับและมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้วว่าสิ่งที่เซี่ยเฟยได้พูดในก่อนหน้านี้คือเรื่องจริงหรือไม่ แต่เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่ารูปปั้นอดีตเจ้าสำนักจะมีเอาไว้เพื่อถูกทำลาย

ชายหนุ่มยืนรอประมาณ 2-3 นาทีเพื่อให้กลิ่นเหม็นเน่าได้ลอยออกมา จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ปีนลงไปทางบันได

มันมีเพียงแต่การเดินทางไปตามเส้นทางเท่านั้นถึงจะทำให้เขาสามารถไขปริศนาลึกลับทั้งหมดได้ และเซี่ยเฟยก็ไม่มีทางพลาดการสำรวจที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้อย่างเด็ดขาด

หลังจากปีนลงบันไดไปประมาณ 100 เมตรในที่สุดชายหนุ่มก็ก้าวเท้าลงไปจนถึงพื้น แต่ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นดินแสงสว่างโดยรอบก็สว่างขึ้นในทันที

สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของเซี่ยเฟยคือห้องขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยประติมากรรมอย่างมากมาย

รูปปั้นเงาอำมหิตเต็มไปหมดเลย!

รูปปั้นเงาอำมหิตแต่ละอันได้แสดงอริยาบทของชายชราในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรูปปั้นบางอันแสดงท่าทางเหมือนกับกำลังต่อสู้ ส่วนรูปปั้นบางอันก็แสดงท่าทางเหมือนกับเขากำลังชี้อะไรบางอย่าง แต่รูปปั้นทั้งหมดต่างก็ให้ความรู้สึกที่เหมือนกันนั่นก็คือความหยิ่งผยองที่เปิดเผยออกมาผ่านท่าทาง

“ตาแก่คนนี้เป็นพวกหยิ่งผยองอย่างบ้าคลั่งจริง ๆ ถึงขนาดสร้างรูปปั้นแสดงความเย่อหยิ่งของตัวเองออกมามากขนาดนี้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

“อย่าลืมว่าเขาเป็นอดีตเจ้าสำนักของฉันนะ! นายช่วยให้ความเคารพเขาสักหน่อยไม่ได้เหรอ” อันธกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“แล้วตอนนี้ฉันไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเงาสังหารหรือยังไง แต่ช่วยไม่ได้ตาแก่คนนี้ชอบทำตัวน่าหมั่นไส้เกินไปเอง” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเม้มริมฝีปาก

ขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกัน จู่ ๆ หน้าจอแสงก็ถูกเปิดออกมา หลังจากนั้นก็มีภาพของชายชราปรากฏขึ้นบนหน้าจอ และแน่นอนว่าชายชราคนนี้ย่อมไม่ใช่ใครอื่นใดนอกเสียจากเงาอำมหิต ผู้ซึ่งเป็นชายชราที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสนั่นเอง

เซี่ยเฟยรู้สึกตกใจเล็กน้อยก่อนที่เขาจะมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง แต่เขาก็ได้พบว่ามันไม่มีอะไรผิดปกติเขาจึงยืนกอดอกและเผยรอยยิ้มให้กับตาแก่ภายในจอภาพ

“ข้ามันเป็นพวกคนตรง ๆ ไม่รู้จักมารยาทอะไรทั้งนั้นแหละ สิ่งที่ข้ารู้จักมีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือถ้าข้ามีอำนาจก็ควรจะต้องแสดงอำนาจของตัวเองออกมา!” ชายชราภายในภาพกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

บทพูดนี้ทำให้ทั้งเซี่ยเฟยและอันธต่างก็รู้สึกตกตะลึงภายในใจ เพราะถึงแม้ว่าชายชราคนนี้จะเป็นอดีตเจ้าสำนักเงาสังหารจริง ๆ แต่น้ำเสียงของเขากลับเหมือนอันธพาลที่เต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง

เซี่ยเฟยไม่สามารถระงับเสียงหัวเราะของตัวเองได้อีกต่อไป ในขณะที่อันธรู้สึกอับอายกับกิริยาของอดีตเจ้าสำนักคนนี้จริง ๆ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าในประวัติศาสตร์ของสำนักจะมีคนบ้าแบบนี้ได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ด้วย

“ในตอนที่ข้ายังเด็กอาจารย์ไม่ชอบข้าเท่าไหร่นัก ข้าเลยฆ่าอาจารย์ทุกคนที่ไม่ชอบข้าซะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีข้าก็ได้กลายเป็นเจ้าสำนักเงาสังหารไปซะแล้ว ข้าไม่สนใจหรอกว่าใครจะคอยด่าข้าว่ายังไง ตราบใดก็ตามที่ข้าพอใจข้าจะทำทุกสิ่งอย่างที่ข้าอยากทำ”

“น่าเสียดายที่ชีวิตของข้าไม่สามารถกลายเป็นอมตะได้ สักวันหนึ่งข้าก็คงจะตกนรกไปพบกับพวกไอ้แก่ที่ข้าเคยฆ่าไปอยู่ดี แล้วข้าจะทำยังไงกับวิชาและอาวุธที่ข้าได้สะสมมา”

“ข้าไม่มีทางส่งต่อมรดกพวกนี้ให้กับสำนักปัญญาอ่อนแห่งนี้อย่างเด็ดขาด! พวกคนในสำนักนี้มีแต่พวกอ่อนแอ! พวกมันไม่สมควรได้รับมรดกจากข้าไป!!”

“ผู้ที่สมควรได้รับมรดกจากข้าก็สมควรจะต้องมีความบ้าไม่ต่างไปจากตัวของข้าเอง ข้าก็เลยคิดหาวิธีเก็บซ่อนมรดกพวกนี้เอาไว้ในห้องลับ เพื่อวันหนึ่งมันจะมีคนบ้าเข้ามารับมรดกพวกนี้ไป”

“ให้ตายเถอะ! สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดคือการใช้สมอง ข้าคิดวิธีการพวกนี้มาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วและในที่สุดข้าก็คิดหาวิธีที่เหมาะสมได้เสียที”

เซี่ยเฟยอดที่จะส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ เพราะชายชราตรงหน้าดูไม่เหมือนพวกใช้สมองที่ชอบคิดแผนการอะไรที่ซับซ้อนเลย แต่เขายังมีหน้าจะมาชมแผนการของตัวเองที่ต้องใช้เวลาคิดนานถึงห้าปี

“ไอ้เด็กบ้า! เจ้ามันเป็นคนอำมหิตที่กล้าทุบรูปปั้นแกะสลักของข้า ฮ่า ๆ ๆ ถือว่าเจ้าทำให้ข้ารู้สึกพอใจมาก ข้าจะขอมอบมรดกให้กับเจ้า แต่ในเมื่อเจ้ากล้าทุบรูปปั้นของข้า ข้าก็จะทุบตัวเจ้าคืน!” เงาอำมหิตชี้ไปยังเซี่ยเฟยที่ยืนอยู่กลางห้องโถงราวกับว่าคนอันธพาลคนนี้กำลังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“มรดก!” เซี่ยเฟยอุทานออกมาด้วยความตื่นตกใจ แท้ที่จริงจุดหมายปลายทางของห้องลับคือมันเป็นสถานที่ซ่อนมรดก

“ไอ้หนูเจ้าเกรงกลัวความตายหรือไม่? เจ้าอำมหิตมากพอหรือไม่? เจ้าหยิ่งผยองมากพอหรือเปล่า?” เงาอำมหิตจ้องมองไปทางเซี่ยเฟยพร้อมกับถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

***************

มรดกของคนบ้า?!

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด