ตอนที่แล้วตอนที่ 173: เก็บกวาด
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 175: ฟิวรี่

ตอนที่ 174: เผาศพ?


ตอนที่ 174: เผาศพ?

บริเวณกลุ่มดาวเคราะห์น้อยห่างจากกลุ่มดาวนครหลวง 1.5 ล้านปีแสง

เซี่ยเฟยซ่อนแวมไพร์เอาไว้หลังดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งพร้อมกับจุดบุหรี่นั่งอยู่ภายในห้องบัญชาการ

หลังจากนั้นไม่นานระบบสื่อสารก็ส่องแสงกระพริบแต่ไม่มีใครติดต่อเข้ามา ชายหนุ่มจึงทำการเปิดปิดระบบสื่อสารด้วยวิธีเดียวกันเพื่อทำการส่งสัญญาณกลับไป

วิธีนี้คือวิธีส่งสัญญาณที่มีชื่อว่าเวสมินเตอร์โค้ด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณผ่านแสงของระบบสื่อสารในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ท้ายที่สุดการสื่อสารในจักรวาลก็ไม่ปลอดภัยเสมอไป เพราะสัญญาณสื่อสารอาจถูกตรวจจับได้ตลอดเวลา ดังนั้นเหล่าบรรดาองค์กรชั้นนำจึงได้ใช้วิธีการเข้ารหัสเพื่อไม่ให้ใครสามารถถอดข้อความที่พวกเขาทำการสื่อสารกันได้

ขณะเดียวกันช่วงเวลานี้รอบ ๆ กลุ่มดาวนครหลวงก็ได้ถูกเพิ่มระบบป้องกันภัยอย่างแน่นหนา เซี่ยเฟยจึงใช้การเข้ารหัสแบบโบราณเพื่อทำการติดต่อสื่อสารอย่างปลอดภัย

ในเวลาเพียงแค่ไม่นานยานฟริเกตรุ่นครูเสดลำหนึ่งก็เคลื่อนที่ลงมาจอดข้าง ๆ แวมไพร์อย่างเงียบ ๆ ก่อนที่ยานทั้งสองฝ่ายจะเปิดระบบการเชื่อมต่อระหว่างกันเพื่อความสะดวกต่อการขนส่ง

เซี่ยเฟยลุกยืนขึ้นไปยืนรอตรงบริเวณทางเชื่อม ก่อนที่ชายผิวดำวัยประมาณ 40 ปีจะได้แบกคนสองคนจากยานครูเสดมาโยนไว้ข้าง ๆ เขา

ปัก! ปัก!

“อาจารย์ทูรามบอกให้เอาพวกมันมาให้คุณ” ชายผิวดำกล่าว

“ฝากบอกคุณตาทูรามด้วยว่าผมเป็นหนี้บุญคุณเขาแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

ชายผิวดำพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะหยิบกระเป๋าจากแหวนมิติออกมายื่นให้กับเซี่ยเฟย

“อาจารย์ฝากของพวกนี้ไว้ให้คุณด้วย อาจารย์ฝากบอกว่าขอให้เดินทางอย่างระมัดระวัง มันมีข่าวลือว่าสถานที่ปลายทางของคุณสถานการณ์ไม่ค่อยดี”

เซี่ยเฟยเปิดกระเป๋าดูแล้วมันก็ทำให้เขาเบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

ภายในกระเป๋ามีชุดต่อสู้คุณภาพดีกับมีดอยู่หนึ่งเล่ม ด้วยการใช้สายตามองไปยังผิวสัมผัสกับการกะน้ำหนักบนฝ่ามือ เขาก็สามารถรับรู้ได้เลยว่ามูลค่าของของสองชิ้นนี้จะต้องแพงมากแน่ ๆ

ชายผิวดำเหลือบสายตามองยานอวกาศของเซี่ยเฟยพร้อมกับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่เลือกที่จะพูดอะไร

ท้ายที่สุดยานอวกาศของเซี่ยเฟยก็เต็มไปด้วยเครื่องมืออุปกรณ์มากมายเรียงติดกันไม่เหมือนกับยานอวกาศโดยทั่วไป ทำให้ยานรก ๆ แบบนี้ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยและมันก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงการใช้ยานลำนี้เดินทางในระยะไกลเลย

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน” ชายผิวดำกล่าว

“แป๊บนึงครับ” เซี่ยเฟยหยุดชายผิวดำไว้ก่อนที่เขาจะหยิบเมล็ดพืชอบแห้งและกระป๋องชาออกมาจากแหวนมิติ

“ของพวกนี้เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมฝากพวกมันให้กับคุณตาทูรามด้วยนะครับ”

ชายผิวดำพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะเดินออกไป

“เขาอุตส่าห์ให้ชุดต่อสู้กับมีดคุณภาพดี แต่นายให้เมล็ดแตงโมกับใบชาตอบแทนกลับไปเนี่ยนะ?!” อันธส่งเสียงหัวเราะออกมาจากด้านข้าง

“คนอย่างพวกเขาไม่ขาดของมีค่าหรอก ฉันแค่ให้ของตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสัญลักษณ์ของการขอบคุณเท่านั้นแหละ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับมุมปากที่กระตุกเล็กน้อย

บางครั้งยิ่งมนุษย์อยู่ในตำแหน่งสูงพวกเขาก็ยิ่งหาของอร่อยทานได้ยากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น จักรพรรดิในอดีตที่มีโอกาสได้เสวยผักดองเป็นครั้งแรก พระองค์กลับตกใจคิดว่าได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยที่สุดในจักรวรรดิ

สิ่งที่เซี่ยเฟยกำลังทำคือการพยายามเอาผักดองให้กับทูราม

สองคนบนพื้นถูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกนาโนที่มีความบางพอ ๆ กับสายเบ็ด ปากพวกเขาถูกปิดเอาไว้ด้วยแผ่นเทป แต่สายตาของพวกเขากลับจ้องไปที่เซี่ยเฟยอย่างไม่วางตา

แน่นอนว่าสองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากแบ็ตตี้และโจวหยูฉิง

ผลการสอบสวนได้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าปาล์มไม่ใช่ลูกของแบ็ตตี้กับโจวหยูฉิง แต่เป็นร่างโคลนของแบ็ตตี้ที่โคลนนิ่งขึ้นมาอย่างผิดพลาด

พันธมิตรมนุษย์ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีค่อนข้างสูง แต่เทคโนโลยีการโคลนนิ่งและเทคโนโลยีเกี่ยวกับหุ่นยนต์ถือว่าเป็นเทคโนโลยีต้องห้าม หากใครฝ่าฝืนจะถือว่าคนผู้นั้นทำผิดกฏหมายของพันธมิตร

สำนักวิหคสังหารใช้ประโยชน์จากสภาพจิตใจที่บิดเบี้ยวของแบ็ตตี้ในการโคลนนิ่งเด็กสมองพิการขึ้นมาเพื่อใช้เด็กคนนี้ในการเข้าครอบครองตระกูลเจี่ยน

อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยยังไม่สนใจสองคนนี้ เพราะเขาได้ทำการหยิบชุดต่อสู้และมีดที่ทูรามให้ขึ้นมาทำการตรวจสอบ

ชุดต่อสู้ชุดนี้มีความแปลกมาก เพราะโดยปกติชุดต่อสู้ของแต่ละบริษัทจะมีตราผลิตภัณฑ์ของตัวเองกำกับเอาไว้ที่ด้านหลัง แต่ชุดต่อสู้ชุดนี้กลับไม่มีตราผลิตภัณฑ์ของบริษัทอะไรเลย แม้แต่มีดที่ทูรามให้มาก็ไม่มีตราของบริษัทอะไรกำกับเอาไว้อยู่ด้วยเหมือนกัน

“น่าแปลก ทำไมของพวกนี้ถึงไม่มียี่ห้อ?” เซี่ยเฟยถามด้วยความสงสัย

“ฉันว่าพวกมันน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกผลิตขึ้นมาจากสมาพันธ์จัสทิส” อันธกล่าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

“ผลิตเอง?”

“ใช่ สมาพันธ์หลาย ๆ แห่งก็มักที่จะผลิตอาวุธชุดต่อสู้ขึ้นมาเป็นของตัวเองเพื่อให้สมาชิกภายในองค์กรได้ใช้งาน คุณภาพของชุดต่อสู้กับมีดเล่มนี้ค่อนข้างดี นายเก็บพวกมันเอาไว้เถอะอย่างน้อยพวกมันก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง” อันธกล่าว

“ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นของผลิตเอง แต่อย่างน้อยก็ควรจะต้องติดยี่ห้อเอาไว้หรือเปล่า?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“อย่าคิดง่าย ๆ แบบนั้น ชุดทำเองพวกนี้มักจะมีวัตถุประสงค์พิเศษในการผลิตขึ้นมา ถ้าหากศัตรูได้รู้ว่าผู้ใส่ชุดเป็นคนของใครความลับจะไม่รั่วไหลเพราะยี่ห้อที่ถูกตีตราลงไปรึไง นอกจากนี้มันก็ไม่มีอะไรการันตีว่าชุดพวกนี้จะถูกผลิตขึ้นมาจากภายในองค์กร ไม่แน่มันอาจจะเป็นชุดที่ถูกสั่งผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษจากบริษัทนอกก็ได้ แต่เทคโนโลยีพวกนี้มักจะเป็นเทคโนโลยีที่เป็นความลับ แล้วมันก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่จะนำออกไปขายให้กับคนเพียงแค่ไม่กี่คน” อันธกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับคำอธิบาย เขาไม่คิดเลยว่าทูรามจะเป็นคนที่ใจกว้างขนาดนี้ถึงขนาดส่งอาวุธชุดต่อสู้ของสมาพันธ์มาให้กับเขาถึงสองชิ้น

แม้ว่าในปัจจุบันเขาจะยังไม่รู้ว่าพวกมันเป็นชุดอาวุธที่ถูกผลิตขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไร แต่สักวันเขาคงจะได้พบจุดประสงค์พวกนั้นแน่ ๆ สิ่งที่เขาจำเป็นจะต้องทำในตอนนี้คงจะเป็นเรื่องการจัดการแบ็ตตี้กับโจวหยูฉิง ซึ่งทางเลือกของพวกเขาก็เหลืออยู่เพียงแค่ทางเดียวคือการเดินทางไปยังนรก…

แวมไพร์เคลื่อนที่ในจักรวาลอย่างรวดเร็วโดยมุ่งหน้าตรงไปยังดาวเคราะห์ที่เซี่ยเฟยได้เลือกไว้ให้เป็นสุสานของสองคนนี้

ดาวเคราะห์ปลายทางที่ชายหนุ่มได้มุ่งหน้ามาเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีชื่อ แต่มันเป็นดาวเคราะห์ที่มีภูเขาไฟขนาดใหญ่ปะทุอยู่ตลอดเวลาและมีลาวาไหลลงมาเหมือนมหาสมุทร

เซี่ยเฟยมองไปยังลาวาด้านล่างผ่านช่องหน้าต่าง และถึงแม้ว่าใครจะอยู่ภายในยานแต่เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผดเผา

“เลือกที่ได้ดีนี่ ถ้านายโยนสองคนนี้ลงไปมันจะไม่หลงเหลือแม้แต่เศษกระดูกด้วยซ้ำ ต่อให้กระดูกของพวกเขาถูกเผาจนเหลือเศษคาร์บอนแค่เล็กน้อย แต่พวกมันก็จะผสมกับลาวาก่อนที่จะกลายเป็นหินในที่สุด” อันธกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะเดินกลับไปในห้องโดยสาร

นักโทษทั้งสองคนพยายามดิ้นรนอย่างสิ้นหวังแล้วมันก็มีเสียงอันน่าสังเวชเล็ดลอดออกมาราวกับพวกเขาเป็นสัตว์ที่กำลังถูกส่งไปยังโรงเชือด

โจวหยูฉิงพยายามมองไปที่เซี่ยเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยั่วยวน โดยหวังจะใช้เสน่ห์แบบผู้ใหญ่เป็นความหวังสุดท้ายในการเอาชีวิตรอด

อย่างไรก็ตามชายหนุ่มกลับใช้นิ้วกดปุ่มเปิดห้องทิ้งขยะขึ้นมาเบา ๆ ก่อนที่เขาจะเตะหญิงสาวคนนี้เข้าไปในห้องเหมือนกับลูกบอล

ป็อก!

เสียงกระดูกหักดังขึ้นมาอย่างชัดเจนพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังตามมา

ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้แบ็ตตี้รู้สึกหวาดกลัวมาก เพราะเซี่ยเฟยไม่เปิดโอกาสให้โจวหยูฉิงพูดจาอะไรเลย สิ่งที่ชายหนุ่มทำมันไม่ต่างไปจากโจวหยูฉิงคือคนตายที่ยังหายใจ

เซี่ยเฟยย่อตัวลงมาข้าง ๆ แบ็ตตี้พร้อมกับดึงเทปปิดปากของเขาออก แต่เนื่องจากเทปนี้เป็นเทปที่ติดแน่นมากจนเกินไป หนวดของแบ็ตตี้จึงถูกถอนออกไปเป็นทางยาวและมีเลือดไหลซึมออกมายังด้านนอก

“โอ้ย!” แบ็ตตี้ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“มีอะไรอยากจะพูดก่อนตายไหม?” เซี่ยเฟยถาม

“ขอร้องล่ะเซี่ยเฟย! ฉันยังไม่อยากตาย ฉันยังไม่เคยทำอะไรกับแอวริลเลย ปล่อยฉันไปเถอะนะ!”

แบ็ตตี้พยายามร้องขอชีวิตอย่างบ้าคลั่ง แต่ชายหนุ่มตรงหน้าก็เคยได้ยินเสียงกรีดร้องแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง มันจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวได้

“คุณต้องตาย... เข้าใจไหม?” เซี่ยเฟยพูดขึ้นมาอย่างไร้ความรู้สึก

แบ็ตตี้ส่ายหัวปฏิเสธอย่างสิ้นหวัง เพราะเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เซี่ยเฟยพยายามจะสื่อ

“ผมจะบอกอะไรสักอย่างก่อนที่คุณจะตาย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าคุณเป็นอาของแอวริลคุณคงจะตายไปตั้งนานแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าว

เซี่ยเฟยไม่ชอบพฤติกรรมของแบ็ตตี้อย่างไม่สามารถหาคำอธิบายได้ และถ้าหากไม่ใช่เพราะชายคนนี้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับแอวริล เขาก็คงจะไม่เสียเวลามาพูดแบบนี้ด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นเซี่ยเฟยก็อธิบายแผนการของโจวหยูฉิงอย่างอดทนรวมไปถึงสิ่งที่แบ็ตตี้ทำลงไปในบลิสคลับ

ระหว่างที่ชายหนุ่มเล่าสีหน้าของแบ็ตตี้ก็ซีดลงไปเรื่อย ๆ และไม่ว่าจะเป็นเหตุผลในเรื่องไหน มันก็มีเหตุผลมากพอที่จะฆ่าเขาเป็นสิบ ๆ ครั้ง

“ฉันเป็นอาของแอวริลนะ ถ้าฉันตายเธอจะต้องเสียใจ” แบ็ตตี้พยายามใช้ข้ออ้างข้อสุดท้ายในการรักษาชีวิต

“ใครก็ตามที่กล้าทำร้ายแอวริลจะต้องตาย! ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นพ่อของเธอแต่ผมก็จะฆ่าคุณอย่างไม่ลังเล” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

คำพูดนี้ทำให้แบ็ตตี้รู้สึกตกตะลึง เพราะเซี่ยเฟยพูดออกมาอย่างจริงจังไม่ได้มีวี่แววที่จะล้อเล่นแต่อย่างใด โดยรอยยิ้มของเขาให้ความรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นปีศาจ แม้ว่าภาพภายนอกชายหนุ่มคนนี้จะดูสงบแต่จิตใจของเขากลับโหดเหี้ยม

“ผมสนใจแค่คนของตัวเองแค่นั้นแหละ” เซี่ยเฟยพูดอย่างเย็นชาเหมือนกับการประกาศความตายต่อหน้าของแบ็ตตี้จนทำให้ชายพิการคนนี้ไม่สามารถจะต่อล้อต่อเถียงอะไรได้

หลังจากนั้นแบ็ตตี้ก็ค่อย ๆ ถูกนำตัวไปไว้ในห้องทิ้งขยะโดยไม่ได้ถูกโยนเข้าไปเหมือนกับภรรยา ซึ่งตลอดทางเซี่ยเฟยทำเป็นหูทวนลมกับเสียงกรีดร้องอันบ้าคลั่ง เพราะไม่มีคำพูดใดสามารถมาเปลี่ยนใจเขาในตอนนี้ได้

อื้ด!

ประตูห้องทิ้งขยะทุกปิดลงอย่างช้า ๆ ก่อนที่ประตูสู่ด้านนอกจะถูกเปิดออกพร้อมกับเงาสีดำขนาดเล็กสองเงาที่ตกลงไปในลาวา

ฟู่! ฟู่!

เปลวไฟอ่อน ๆ ลุกโชนขึ้นมาสองครั้งก่อนที่สถานการณ์ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเวลาเพียงแค่ไม่นาน

หลังจากจัดการทั้งสองคนเสร็จเซี่ยเฟยก็กลับไปที่ห้องบัญชาการเพื่อขับยานอวกาศตรงไปยังดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ยานแบทเทิลครุยเซอร์รุ่นฟิวรี่จอดรอเขาอยู่

“ยินดีด้วย ในที่สุดนายก็ได้เป็นเจ้าของยานแบทเทิลครุยเซอร์แล้ว” อันธกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเล็กน้อย ท้ายที่สุดการได้รับยานแบทเทิลครุยเซอร์ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด ชายหนุ่มจึงตั้งตารอที่จะได้รับยานลำนี้ด้วยเช่นกัน

หลังจากทำการตั้งค่าให้ยานอวกาศบินผ่านระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เขาก็ใช้มือแตะแหวนมิติเพื่อจะหยิบกล่องบุหรี่ออกมา

ท้ายที่สุดสภาพภายในแหวนมิติก็เป็นสภาพสุญญากาศ มันจึงทำให้เขาสามารถเก็บบุหรี่เอาไว้ภายในแหวนได้เป็นเวลานานนับหมื่น ๆ ปี

แต่ในระหว่างที่เขาจะหยิบกล่องบุหรี่ออกมานั่นเอง เขาก็ได้พบว่าลูกบอลเล็ก ๆ สีทองที่พอตเตอร์ได้ให้มาได้ส่องแสงสว่างสดใสขึ้นมาอีกครั้ง

***************

โหดเหี้ยมสุดๆ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด