ตอนที่แล้วตอนที่ 1055 ประสบการณ์.. ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 1057 เจ้านาย หลังกินข้าวเสร็จแล้ว คุณได้โปรดไปที่ที่หนึ่งกับฉันได้ไหม?

ตอนที่ 1056 งั้นแสดงว่า.. วันนี้ นายเพิ่งรู้จักฉัน?


อู๋ ต๋า ไม่ใช่นักธุรกิจ แต่ จิน จิ่วฟู่ เป็นนักธุรกิจ ในตอนแรกที่เขาได้ลงทุนในโรงเรียนของ อู๋ ต๋า จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เพราะความเป็นพี่น้องอะไร และมันก็ยิ่งไม่ใช่เพื่อการกุศล เขาทํามันเป็นโครงการลงทุน หากพูดตรงๆ ก็คือ เขาต้องการทำเงินด้วยการเปิดโรงเรียนสอนฟุตบอล

และการกระทําของ อู๋ ต๋า มันก็ได้ขัดกับความตั้งใจเดิมของ จิน จิ่วฟู่ โดยสิ้นเชิง

หลังจากที่ อู๋ ต๋า ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนแล้ว จิน จิ่วฟู่ ก็อดไม่ได้อีกต่อไป และด้วยแรงผลักดันจากเป้าหมายในการทำเงินของเขา จิน จิ่วฟู่ เลยต้องการชักชวนเด็กๆ จากครอบครัวที่ร่ำรวยเท่านั้น พวกคนรวยๆ เหล่านี้ ก็เป็นได้แค่คนโง่ ที่มีเงินมาก และแน่นอนว่าคนพวกนี้จะนําผลกําไรมหาศาลมาสู่โรงเรียน..

ในเมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงิน งั้นก็ขอแค่มีเงินก็พอแล้ว ส่วนลูกของคนรวยเหล่านั้นจะมีพรสวรรค์หรือไม่ หรือจะคุ้มค่าที่จะปลูกฝังหรือไม่ มันก็ไม่สําคัญเลยสักนิด..

สิ่งนี้อาจกล่าวได้ว่าตรงกันข้ามกับแนวคิดของ อู๋ ต๋า ..และนั่นก็ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย ..ปะทุขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และมันก็ได้ทำให้ทั้งสอง ..ได้ทะเลาะกันใหญ่โต

“นายพูดอะไร นายต้องการจะยกเลิกระบบการคัดเลือกนักเรียน?” อู๋ ต๋า ได้พูดด้วยความประหลาดใจ

ในวันนี้ จิน จิ่วฟู่ ได้มาที่โรงเรียน และประกาศว่าจะยกเลิกระบบการคัดเลือกนักเรียนที่ อู๋ ต๋า สร้างขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ อู๋ ต๋า ยอมรับได้ยาก

“ใช่.. ถูกต้อง อู๋ ต๋า นี่ไม่ใช่ว่าฉันบอกนายไปแล้วหรือไง วิธีการของนายมันไม่ได้ผล! แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านายได้เพาะต้นกล้าจำนวนมาก.. แต่ในช่วงระยะแรก ซึ่งมันก็ทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงมากขึ้น แต่สิ่งนี้มันก็เป็นข้อที่สมควรยอมรับได้ แต่ด้วยเหตุนี้.. มันจึงทำให้โรงเรียนขาดทุนมาโดยตลอด ส่วนฉันก็ทำได้แค่อดทนต่อนายมาตลอด.. แต่นายดูสมุดบัญชีพวกนี้สิ หลายปีมานี้นายเผาเงินไปทั้งหมด และฉันก็ไม่ได้แม้แต่สักหยวนเดียว แถมฉันยังให้เงินนายไปด้วย และขอโทษนะ ฉันไม่ได้ทำการกุศล และฉันก็ไม่ได้มีเงินมากมายให้นายเผา, ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องจำเป็น และมันต้องเกิดขึ้น! ตอนนี้ชื่อเสียงของโรงเรียนได้แพร่กระจายออกไป หลายคนก็ต้องการอยากจะเข้ามา โดยเฉพาะพวกลูกเศรษฐี ดังนั้นให้พวกเขาเข้ามา และเพิ่มค่าเล่าเรียนขึ้นอีกนิด และเงินที่หายไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ..อีกไม่นานเราก็จะได้กลับคืนมาได้ ..ในเวลาอันสั้น” จิน จิ่วฟู่ ได้กล่าว

อู๋ ต๋า กล่าวว่า : “แต่ความตั้งใจเดิมของฉัน ในการเปิดโรงเรียนแห่งนี้ มันก็คือการปลูกฝังรุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยม และฉัน.. ก็ไม่เคยพูดว่าจะไม่รับสมัครลูกคนรวย แต่ตราบใดที่พวกเขาควรค่าแก่การปลูกฝัง นั่นมันก็เพียงพอแล้ว!”

จิน จิ่วฟู่ กล่าวว่า : “นายดูสิ นี่แหละมันคือปัญหาของนาย มีแต่คนที่นายคิดว่าควรค่าแก่การปลูกฝังเท่านั้นที่จะสามารถเข้ามาได้ แต่มันก็เป็นเพราะข้อนี้ นายเลยปฏิเสธคนรวยไปกี่คนแล้ว และรับแต่คนยากจนเข้ามากี่คนแล้ว! และนี่มันก็ไม่ใช่แผนในระยะยาว ฟังฉันนะ ไม่ว่าพวกเขาจะคุ้มค่า หรือควรค่าแก่การปลูกฝังหรือไม่ แน่นอนว่านี่ฉันอาจพูดอะไรที่มันไม่ค่อยดูน่าฟังนัก แต่ฉันขอถามหน่อยเถอะ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของพวกเขา คุณภาพชีวิตของพวกเขาในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้มันไปเกี่ยวข้องอะไรกับเรา? และฉันขอพูดไว้เลยนะว่า นี่มันไม่ใช่ธุรกิจของนาย และมันก็ไม่มีอึขอนายเลยด้วยซ้ำ (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง) นายเป็นแค่ครูใหญ่ แต่ฉันเป็นนักลงทุน และฉันแค่ต้องการทำเงิน.. ตราบใดที่ฉันได้เงินมันก็เพียงพอแล้ว”

อู๋ ต๋า ได้มองไปที่ จิน จิ่วฟู่ ด้วยสายตาประหลาดใจ : “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าคําพูดพวกนี้มันจะหลุดออกมาจากปากของ นักเตะทีมชาติคนหนึ่ง! แล้วนี่นายกําลังพูดบ้าอะไร? แล้วนายคิดหรือว่า แบบนี้มันจะเป็นการพัฒนาฟุตบอลจีนไปได้! แล้วหากมันไม่มีรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม ฟุตบอลจีนมันจะไปพัฒนาได้อย่างไร งานที่ฉันทํามันก็คือการส่งคนที่มีความสามารถไปให้กับฟุตบอลทีมชาติ และมันก็เพื่อสนับสนุนฟุตบอลจีน แล้วในฐานะที่นายเป็นสมาชิกของฟุตบอลทีมชาติ นายเองก็มีหน้าที่ในความรับผิดชอบนี้ เช่นกัน!”

“ฮ่าฮ่าๆ…”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จิน จิ่วฟู่ ก็ถึงกลับหัวเราะออกมาอย่างหนัก จนเขาได้ก้มตัวลงไป

อู๋ ต๋า ได้พูดด้วยความโกรธออกไปว่า : “นายหัวเราะอะไร?”

จิน จิ่วฟู่ กล่าวว่า : “ฉัน.. ก็หัวเราะในความไร้เดียงสาเกินไปของนายยังไง ส่งคนที่มีความสามารถไปให้กับฟุตบอลทีมชาติ และมีส่วนร่วมในฟุตบอลจีน นี่นายคิดว่านายเป็นใคร? นายมันเป็นแค่ครูใหญ่ของโรงเรียนสอนฟุตบอล นี่นายคิดว่านายมันเป็นประธานสมาคมฟุตบอลแล้วหรือยังไงกัน? ให้ตาย.. ฉันอยากจะหัวเราะให้ตายจริงๆ นายอย่าลืมนะว่า ..โรงเรียนนี้ มันเป็นของฉัน ท้ายที่สุดแล้ว นายมันก็แค่ทํางานให้กับฉัน และอํานาจการตัดสินใจทั้งหมดมันก็ต้องขึ้นอยู่กับฉัน เอาล่ะ ตอนนี้ ..นายก็แค่เชื่อฟังฉันก็พอแล้ว!”

อู๋ ต๋า พูดว่า : “จิน จิ่วฟู่ การทำเงินมันสำคัญกับนายมากขนาดนี้เลย? แล้วนี่คนแบบนายมันไม่มีความรับผิดชอบถึงขนาดนี้?”

จิน จิ่วฟู่ ได้พูดพร้อมกับหัวเราะออกไปว่า : “ฮ่าๆ.. งั้นแสดงว่า.. วันนี้ นายเพิ่งรู้จักฉัน?”

อู๋ ต๋า ได้พูดด้วยรอยยิ้มอันขมขื่นออกไปว่า : “ใช่ ฉันมันคิดผิดจริงๆ ฉันควรชัดเจนในเรื่องนี้เกี่ยวกับนายมาตั้งแต่เนิ่นๆ ในปีนั้นนายเองก็ได้พูดประกาศเสียงดังออกไปว่า นายต้องการมีชื่อเสียง ต้องการซื้อรถหรู ทั้งซื้อคฤหาสน์ และต้องการเปลี่ยนผู้หญิงราวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า! นี่มันคืออุดมคติของนาย แต่ฉันกลับคิดไปว่า ..นายมันแค่ล้อเล่น แต่นายกลับเป็นคนแบบนี้ไปจริงๆ ทั้งนายยังไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมใดๆ เลย และนายมันก็ไม่สมควรที่จะเป็นนักเตะทีมชาติจีนเลยสักนิด! นายมันเป็นได้แค่ไอ้สวะของชาติ! ฉันรู้สึกอับอายแทนนายจริงๆ!”

จิน จิ่วฟู่ กล่าวไปว่า : “นายพูดราวกับว่าสิ่งเหล่านี้.. มันมีประโยชน์? แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ และมันก็ไม่ใช่นาย!”

อู๋ ต๋า ได้กัดฟัน แล้วพูดว่า : “ถ้าปีนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะ…”

จิน จิ่วฟู่ ได้หัวเราะ และพูดว่า : “นายมันก็พูดได้ แล้วใครบอกให้นาย…”

อู๋ ต๋า ได้โกรธมาก และได้รีบวิ่งเข้าไป ใช้สองมือกระชากคอเสื้อของ จิน จิ่วฟู่ และพูดตะโกนออกไปว่า : “จิน จิ่วฟู่ ถ้าแกคิดจะพูดเรื่องพวกนั้นออกมาในตอนนี้ แกมันยังจะไปมีจิตสำนึกอยู่อีกไหม? และถ้ามันไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นั้น ฉันก็คงไม่ถูกทุบตี!”

จิน จิ่วฟู่ ก็ได้ผลัก อู๋ ต๋า ออกไป

อู๋ ต๋า ได้เดินโซเซถอยหลัง และได้ล้มลงไปกับพื้น..

จิน จิ่วฟู่ ได้ยืนขึ้น และเขาในเวลานี้ก็มีอารมณ์อย่างมาก : “แกมันช่วยพูดเรื่องไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ แกพูดอย่างงี้มันก็ราวกับว่าฉันได้ทำร้ายแกในตอนนั้น และเรื่องนี้จะมาโทษฉันไม่ได้ ในตอนนั้นมันก็เป็นแก ..ที่โชคร้ายเอง และมันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน! อย่าลืมไปนะว่า ..ในตอนนั้น ฉันเองก็ถูกทุบตีเช่นกัน!”

อู๋ ต๋า ที่ได้ล้มลงไปกับพื้น เขาเองไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ดวงตาของเขามันก็ได้แดงแล้ว : “เสี่ยวจิน ฉันขอร้อง โรงเรียนนี้มันเป็นที่พึ่งเดียวของฉัน ..ในตอนนี้, ฉันเองได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว และมันก็ไม่ง่ายเลยที่ฉันจะฮึกเหิมขึ้นมาได้อีกครั้ง นายเองอย่าได้พรากเอาความหวังของฉันไปเลยนะ!”

จิน จิ่วฟู่ กล่าวว่า : “ฉันไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ ฉันต้องการทำเงิน แล้วนี่.. ฉันต้องมามีความขัดแย้งเป็นพิเศษเช่นนี้กับการครูใหญ่อย่างนาย นายเองมีหน้าที่แค่รับสมัครนักเรียน แค่สอนก็พอแล้ว และมันก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ให้นายเป็นครูใหญ่ นายมันจะไปสนใจอะไรมากมายขนาดนั้น? อนาคตของนักเรียนมันไปเกี่ยวข้องอะไรกับนาย? แล้ว.. ฟุตบอลจีน เองมันก็ไม่ใช่ธุระของนาย เช่นกัน!”

อู๋ ต๋า ได้ส่ายหัว : “มันไม่ใช่แบบนี้ ถ้าทําตามที่นายพูด งั้นความตั้งใจเดิมของฉันในการเปิดโรงเรียนนี้ มันก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว และมันก็หมดความหมายไปแล้ว การเป็นคนก็ไม่สมควรคิดแต่จะทำเงิน แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ด้วย เสี่ยวจิน ฉันรู้ว่านายใช้เงินไปมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่นายลองคิดดูว่าถ้าปีนั้น ฉันไม่ได้เกษียณตัวเองออกมาเพราะฉันได้รับบาดเจ็บ และโควต้ามันก็ได้ว่างลง นายจะได้ไปเข้าร่วมทีมชาติในปีนั้นไหม? และทุกสิ่งที่นายได้มาในวันนี้ มันก็เป็นทุกสิ่งที่ฉัน ได้สูญเสียไป!”

หาก อู๋ ต๋า ไม่พูดอะไรมันก็ยังดี แต่เมื่อเขาได้พูดแบบนี้ออกมา จิน จิ่วฟู่ ที่ได้ยิน ก็ได้เดือดดาลขึ้นมาในทันที

“ผายลมเหอะ! นี่แกทำพูดเหมือนกับว่าฉันได้ขโมยทุกอย่างไปจากแก ฉันเข้าทีมชาติได้ก็เพราะความแข็งแกร่งของฉันเอง! ผลงานของฉันในเอเชียนคัพปีนั้น ฉันก็ทำมันสำเร็จได้ด้วยตัวเอง และมันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับแกเลย แกมันก็แค่ไอ้ง่อยน่าสารที่ไร้ประโยชน์ แกมันจะไปทำอะไรได้! แล้วถ้าฉันไม่จ่ายเงินให้แกตั้งโรงเรียน แกมันก็คงจะเป็นแค่ไอ้ง่อยขยะ ที่เอาแต่อยู่ในบ้าน! แกมันอย่าได้เอาทองมาแปะหน้า(1) ตัวเองให้มากนัก! และที่แกมันมีวันนี้ได้ และคนที่แกควรขอบคุณมากที่สุด มันก็คือ ฉัน!” จิน จิ่วฟู่ ได้ตะโกนออกไป

ง่อย, น่าสงสาร, ขยะ…

คำพูดเหล่านี้ เปรียบได้เสมือนมีดปลายแหลมที่ได้ทิ่มแทงเข้าที่หัวใจของ อู๋ ต๋า โดยเฉพาะคำพูดที่ออกมาจากปากของเพื่อนที่ดีของเขา พลังทำลายล้างมันก็ยิ่งทวีคูณ ในเวลานี้หัวใจของ อู๋ ต๋า มันก็ได้มีเลือดไหลหยดออกมา

“ที่แท้ฉันมันก็เป็นแค่ขยะ เป็นแค่ไอ้ง่อย ในสายตาของนาย และการที่นายได้ยื่นมือมาช่วยฉันนั้น….” อู๋ ต๋า ได้ยิ้ม และได้หัวเราะออกมาอย่างขมขื่น

จิน จิ่วฟู่ ได้รีบกล่าวขึ้นว่า : “ไม่ใช่หรือไง! อู๋ ต๋า ฉันจะขอถามนายอีกครั้ง ตกลงนายจะฟังฉันไหม ถ้านายไม่คิดจะเชื่อฟังฉัน งั้นก็ออกไปซะ!”

แน่นอนว่า อู๋ ต๋า ไม่คิดจะยอมประนีประนอมใดๆ ดังนั้นเขาจึงได้ถูก จิน จิ่วฟู่ ไล่ออกไป และได้สูญเสียทุกอย่างไปอีกครั้ง ..และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้กลายมาเป็นศัตรูกับ จิน จิ่วฟู่ และความเป็นพี่น้องในอดีตมันก็ได้อันตรธานหายไปนับตั้งแต่ตอนนั้น

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินฟาน และเว่ย เยว่เอ๋อร์ ก็ได้ชำเลืองมองหน้ากันแวบหนึ่ง ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ และไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี..

(1)[ติดทองบนใบหน้า (往脸上贴金)] - เป็นคำดูถูกที่อธิบายถึงความโอ้อวด หรือเกือบจะพูดเกินจริง

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด