ตอนที่แล้วตอนที่ 130: มุ่งหน้าสู่ซากปรักหักพังโบราณ
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 132: ดาวเคราะห์ YZZ-7526

ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!


ตอนที่ 131: มนตราอสูรขั้นที่ 3!

หลังจากที่ทุกคนลงนามเรียบร้อยแล้วยานเดสทรอยเยอร์รุ่นแฟคซิลิเทเตอร์ก็เริ่มออกเดินทางสุดกำลัง โดยมีจุดมุ่งหมายไปยังซากปรักหักพังโบราณ

ยานลำนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อทำการขนส่งนักเรียนทำให้พื้นที่พักผ่อนไม่เพียงแต่จะกว้างขวางเท่านั้น แต่นักเรียนแต่ละคนยังจะได้รับห้องพักที่แบ่งแยกออกเป็นสัดเป็นส่วนอีกด้วย

นอกจากนี้ภายในห้องยังมีห้องอเนกประสงค์อีกอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม, ห้องอาหารหรือแม้กระทั่งห้องสันทนาการที่มีเครื่องเล่นต่าง ๆ อย่างครบครัน

เซี่ยเฟยขี้เกียจเกินกว่าจะเดินชมอุปกรณ์อันหรูหราที่ตกแต่งไปทั่วทั้งตัวยาน โดยเขาได้ขังตัวเองเอาไว้ในห้องและจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3

ประตูที่จะทะลุไปยังขั้นที่ 3 อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่เขายังไม่สามารถที่จะคลำหาประตูบานนั้นเจอได้

ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนที่จะเตรียมการพักผ่อนแล้วค่อยตื่นมาเริ่มพยายามอีกครั้ง

ด้านนอกหน้าต่างมีเส้นแสงที่สวยงามเคลื่อนที่ผ่านตัวยานไปอย่างรวดเร็ว

“ขอพัก 15 นาที” เซี่ยเฟยแอบทำการบันทึกระยะเวลาการวาร์ปของยานลำนี้เอาไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ โดยยานเดสทรอยเยอร์ของค่ายฝึกลำนี้จะใช้เวลาในการเคลื่อนที่ผ่านรูหนอน 15 นาทีซึ่งช้ากว่ายานลำอื่นมาก

ยกตัวอย่างเช่น แวมไพร์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์แบล็คเซอร์เพนท์ 130 ได้ใช้เวลาในการเคลื่อนที่ผ่านรูหนอนประมาณ 10 นาทีเท่านั้น และระยะทางในการวาร์ประยะไกลก็สูงถึง 60,000 ปีแสง

เซี่ยเฟยสะบัดหัวอย่างแรงไล่ความรู้สึกที่อึดอัดภายในหัวออกไป

การฝึกฝนมนตราอสูรจำเป็นต้องใช้สมาธิที่สูงมากและการเพ่งสมาธิเป็นเวลานานมันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีน้ำทะเลนับแสนตันถูกอัดลงไปในสมองของเขา นอกจากนี้น้ำทะเลยังม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นคอยพัดโหมกระหน่ำในสมองของเขาตลอดเวลา จนทำให้เขาทั้งรู้สึกวิงเวียนศีรษะและเสียสมาธิในเวลาเดียวกัน

เซี่ยเฟยพยายามทำใจให้สบายไม่คิดถึงปัญหาอันแปลกประหลาดของเครื่องยนต์บนยานลำนี้ เพราะสิ่งที่เขากำลังต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการพักผ่อนอย่างสงบ

ชายหนุ่มหยิบผลเนตรนาคาออกมาจากแหวนแล้วโยนเข้าไปเคี้ยวในปากเหมือนกับกำลังเคี้ยวถั่ว จากนั้นความรู้สึกเย็นสดชื่นก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วทั้งร่างกายพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่เริ่มถูกขจัดออกไป

หลังจากทำการพักผ่อนเซี่ยเฟยก็กลับมานั่งขัดสมาธิเพื่อเตรียมพร้อมบุกทะลวงขั้นที่ 3 ของวิชามนตราอสูรอีกครั้ง

“ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะไม่สามารถผ่านทะลุประตูบานนั้นไปได้” เซี่ยเฟยพูดกับตัวเองอย่างดื้อรั้น

การกระทำของชายหนุ่มในตอนนี้คล้ายกับว่าเขากำลังปีนเขา เพราะยิ่งเขาเข้าใกล้ยอดเขามากเท่าไหร่ร่างกายของเขาก็ยิ่งรู้สึกอ่อนล้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเขาอดทนปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้ภาพที่ได้เห็นก็จะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เทคนิคพินิจใจเป็นเทคนิคที่แปลกประหลาดมาก เพราะมันสามารถทำการส่งคลื่นความคิดไปยังฝ่ายตรงข้ามผ่านดวงตาของผู้ฝึกฝนและทำการควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งได้

ตอนนี้เซี่ยเฟยได้เรียนรู้เทคนิคเนตรมนตราจนถึงขั้นที่ 2 แล้ว สิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำในขณะนี้คือการเคลียร์อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ภายในสมองของเขา จากนั้นเขาก็จะสามารถส่งคลื่นความคิดผ่านทางสายตาที่ใช้วิชาเนตรมนตราไปยังเป้าหมาย

พลังของวิชามนตราอสูรเป็นพลังที่อยู่เหนือเกินกว่าจินตนาการของคนโดยทั่วไปอย่างแท้จริง เพราะใครจะไปรู้ว่าพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของพวกเขาจะมีความสามารถในการทำอะไรแบบนี้ได้ด้วย

นอกจากนี้ความน่ากลัวที่แท้จริงของวิชามนตราอสูรนั่นก็คือผู้ฝึกฝนสามารถทำการควบคุมอสูรร้ายที่แข็งแกร่งได้ผ่านความคิด

โดยปกติสมองของสัตว์ย่อมมีความแตกต่างจากสมองของมนุษย์ทำให้คลื่นไฟฟ้าภายในสมองย่อมมีความถี่ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรับส่งสัญญาณผ่านคลื่นสมองระหว่างคนกับสัตว์จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากนี้การพยายามเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์ร้ายยังไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามนุษย์ผู้หญิงขยิบตาให้คุณ คนส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังพยายามยั่วยวนคุณอยู่ แต่ถ้าหากว่าจระเข้ได้มาขยิบตาให้กับคุณล่ะ คุณจะเข้าใจไหมว่ามันต้องการจะทำอะไรกับคุณ?

แน่นอนว่าคนทั่วไปคงไม่มีทางเข้าใจแน่ ๆ

ด้วยสายพันธุ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน มันจึงทำให้การพยายามสื่อสารข้อมูลของสัตว์ที่มีสายพันธุ์แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้เลย

แต่วิชามนตราอสูรกลับทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นี้ให้เป็นไปได้ด้วยวิธีการเฉพาะของมันเอง และเพื่อเริ่มต้นทำการสื่อสารผู้ฝึกฝนจึงจำเป็นที่จะต้องใช้เนตรมนตราให้ได้เสียก่อนเพื่อให้ดวงตาเป็นช่องทางส่งสัญญาณไปให้กับสัตว์

หลังจากนั้นผู้ฝึกฝนก็จำเป็นที่จะต้องดัดแปลงคลื่นสมองของตัวเองให้กลายเป็นคลื่นพิเศษที่สามารถทำการสื่อสารกับสัตว์ได้ และตอนนี้เซี่ยเฟยก็กำลังติดปัญหาในการดัดแปลงคลื่นสมองของตัวเองอยู่

จารึกมนตราอสูรได้ระบุเอาไว้ว่าสมองของมนุษย์ทุกคนมีอวัยวะที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ร้ายได้ แต่เนื่องจากมันเป็นอวัยวะที่ไม่ได้ใช้งานมันจึงค่อย ๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา

วิธีการของจารึกมนตราอสูรได้เข้าไปทำการฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพนี้ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และมันก็จะทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารกับสัตว์ร้ายได้โดยตรง

น่าเสียดายที่ในปัจจุบันเซี่ยเฟยยังไม่สามารถฟื้นฟูอวัยวะได้อย่างสมบูรณ์ขนาดนั้น และสิ่งที่เขาจะต้องทำคือการฟื้นฟูอวัยวะขึ้นมา 3 จุดเพื่อให้เขาสามารถใช้การสื่อสารเบื้องต้นได้สำเร็จ

วิธีการนี้คล้ายกับท่าทางก่อนที่มนุษย์จะคิดภาษาพูดขึ้นมา เพราะมนุษย์ในสมัยโบราณได้อาศัยเพียงแค่ท่าทางง่าย ๆ ในระหว่างการสื่อสารเท่านั้น และแม้แต่ในปัจจุบันมนุษย์ก็ยังคงใช้ภาษากายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารอยู่ดี

หากคุณทำการโบกมือให้คนอื่นพวกเขาก็จะรู้ว่าคุณกำลังพยายามบอกลา ถ้าหากคุณชูนิ้วหัวแม่มือออกมาคนอื่นก็จะรู้ว่าคุณกำลังชมเชยพวกเขา แต่ถ้าหากว่าคุณเผลอยื่นนิ้วกลางออกไปพวกเขาก็อาจจะเข้ามารุมกระทืบคุณแทน…

วิชามนตราอสูรในขั้นที่ 3 คือการทำให้มนุษย์และสัตว์ร้ายสามารถสื่อสารกันด้วยภาษากายง่าย ๆ และถึงแม้ว่าข้อมูลที่สื่อสารออกมาจะไม่ชัดเจนนัก แต่อย่างน้อยพวกสัตว์ก็จะสามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อได้

เพียงแต่ว่าการสื่อสารที่กล่าวมาไม่ใช่การสื่อสารแบบธรรมดาที่เกิดการเคลื่อนไหวจริง ๆ แต่เป็นการสื่อสารผ่านสายตาซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของวิชามนตราอสูร

ขณะเดียวกันแม้แต่ภาษาก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันจึงทำให้ข้อมูลที่ต้องรับส่งมีอยู่อย่างมากมายและทำให้การส่งข้อมูลด้วยสายตาไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะมันจำเป็นจะต้องแปลงคลื่นสมองของมนุษย์ให้กลายเป็นคลื่นที่สัตว์สามารถเข้าใจได้

ตอนนี้เซี่ยเฟยได้ฟื้นฟูอวัยวะสื่อสารภายในสมองขึ้นมาได้ 2 ใน 3 จุดแล้วและตราบใดก็ตามที่เขาสามารถฟื้นฟูอวัยวะจุดสุดท้ายได้สำเร็จ เขาก็จะผ่านพ้นวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3

คำแนะนำจากจารึกได้ระบุว่าเขาจำเป็นจะต้องสะสมพลังจิตในสมองให้กลายเป็นเส้นด้ายที่คอยเคลื่อนไหวในจิตใจของเขาอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกันเส้นด้ายพลังจิตที่เขาได้สร้างขึ้นมาก็จะทำการรวบรวมพลังงานในสมองโดยอัตโนมัติและเขาก็จำเป็นจะต้องควบคุมพลังงานนี้เข้าไปทำการฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมสภาพไป

ไม่กี่นาทีต่อมาเซี่ยเฟยก็รู้สึกว่าเขาสามารถรวบรวมพลังงานได้เพียงพอแล้ว เขาจึงทำการอัดฉีดพลังงานในสมองเป็นจำนวนมากเพื่อทำการฟื้นฟูอวัยวะในจุดที่ 3!!

พลังงานในสมองของเขาเริ่มไหลเร็วขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดในสมองราวกับว่าหัวของเขากำลังจะระเบิด เนื่องมาจากพลังงานที่เขาได้ปลดปล่อยออกมานี้ได้เข้าไปรบกวนการทำงานของสมองตามปกติ ทำให้กระแสไฟฟ้าที่คอยวิ่งในสมองเริ่มเกิดอาการไม่เสถียร

เซี่ยเฟยหลับตาแน่นและกัดฟันพร้อมกับพยายามพยุงร่างของตัวเองเอาไว้

ทันใดนั้นพลังงานในสมองที่เริ่มอ่อนแอก็กลายเป็นคมมีดพุ่งออกไปยังจุดที่ล็อกแน่นทางด้านขวาของสมอง!

ตูม!

ความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างได้ระเบิดขึ้นในสมองของเขาและถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีเสียงเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ผลกระทบที่ชายหนุ่มได้รับมันก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับมีระเบิดถูกจุดปะทุอยู่ในสมองของเขาจริง ๆ

คลื่นกระแทกขนาดใหญ่ได้กระจายไปทั่วทั้งสมองในทันทีและมันก็ทำให้เหมือนก็มีฝุ่นควันลอยอยู่ทั่วทั้งอากาศ

เหตุการณ์นี้ทำให้ร่างของเซี่ยเฟยไม่สามารถทรงตัวได้อีกต่อไป ก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงไปบนเตียงอย่างรุนแรง

การใช้พลังในสมองครั้งนี้ทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากและมันก็ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังว่างเปล่า

หลังจากนั้นไม่นานเซี่ยเฟยก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับพยายามใช้จิตเพ่งสมาธิในการตรวจสอบสมองของตัวเอง

“ฉันดูให้แล้ว นายยังไม่สามารถผ่านพ้นมันไปได้” อันธปรากฏตัวขึ้นบนเตียงพร้อมกับกล่าวออกมา

เนื่องจากนักฆ่าคนนี้เป็นวิญญาณเขาจึงสามารถตรวจสอบอวัยวะทุกอย่างภายในร่างกายของเซี่ยเฟยได้อย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาจากเตียง

ความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้ความอดทนของเขาหมดลงเท่านั้น แต่มันยังทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ดื้อจริง ๆ” อันธถอนหายใจก่อนที่จะกลับเข้าไปภายในสร้อย

เขารู้อยู่แล้วว่าเซี่ยเฟยเป็นคนที่ดื้อรั้นและเมื่อชายหนุ่มได้ตัดสินใจ เขาก็จะไม่มีวันหยุดจนกว่าเขาจะผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

ความล้มเหลวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะเป็นบ้า

เมื่อ 2 เดือนก่อนเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มต้นฝึกฝนวิชามนตราอสูรในขั้นที่ 3 จนกระทั่งเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเขาก็รู้สึกว่าเขาใกล้จะผ่านพ้นวิชาขั้นที่ 3 ไปได้เสียที แต่จนกระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะมันได้

ในความคิดของเซี่ยเฟยอุปสรรคทั้งหมดที่ขัดขวางความก้าวหน้าของเขาคือศัตรูและศัตรูทั้งหมดต้องถูกทำลาย!!

ทั่วทั้งจักรวาลมีคนดื้อรั้นอยู่อย่างมากมาย แต่เซี่ยเฟยน่าจะเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่มองอุปสรรคในสมองของตัวเองเป็นศัตรู

ชายหนุ่มเคี้ยวผลเนตรนาคาอีกครั้งก่อนที่จะเริ่มเปิดการโจมตีในสมองราวกับลมพายุ

“คราวนี้แกตายแน่!” เซี่ยเฟยตะโกนออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว

อย่างไรก็ตามในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้รวบรวมพลังอย่างเช่นเคย แต่เขากำลังรวบรวมพลังอย่างบ้าคลั่งโดยหวังจะทำลายอุปสรรคในครั้งเดียว

ชายหนุ่มได้ตัดสินใจแล้วว่าในเมื่อศัตรูดื้อรั้นมากขนาดนี้ เขาก็จะใช้การโจมตีที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมในการทำลายศัตรู!

ส่วนเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เขาได้เตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันเป็นการเตรียมใจในระดับของคนบ้า!!

ไม่น่าเชื่อว่าในตัวของเซี่ยเฟยเพียงคนเดียวจะมีทั้งความสงบและบ้าคลั่งอยู่ในคนคนเดียวกัน ซึ่งมันก็อาจจะเป็นสัญชาตญาณของนักสู้

พลังงานในสมองถูกสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่มีพลังเปรียบกับหยดน้ำได้ถูกสะสมจนกลายเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง

“หายไปซะ!” เซี่ยเฟยหลับตาแน่นพร้อมกับตะโกนออกมาด้วยใบหน้าอันดุร้าย

ตูม!

การโจมตีในครั้งนี้ราวกับสายฟ้าผ่าลงไปใส่ภูเขาและทำให้อุปสรรคที่สร้างปัญหาให้กับชายหนุ่มมาเป็นเวลานานถูกทำลายจนไม่เหลืออะไรเลย!

ในที่สุดเขาก็ฝึกฝนวิชามนตราอสูรขั้นที่ 3 สำเร็จแล้ว!!

คลื่นกระแทกอันรุนแรงได้กระจายไปทั่วทั้งสมองของชายหนุ่มอย่างบ้าคลั่งจนทำให้เซี่ยเฟยล้มตัวลงไปนอนสลบอยู่บนเตียง

อันธรีบออกมาจากสร้อยด้วยความตื่นตระหนก แต่หลังจากที่เขาเฝ้ามองเซี่ยเฟยอย่างระมัดระวังเป็นเวลานานเขาก็ได้เผยรอยยิ้มแปลก ๆ ออกมา

“ที่แท้ไอ้บ้านี่ก็แค่หลับไป ฉันคิดว่าจะได้นายมาเป็นวิญญาณเป็นเพื่อนซะแล้ว!”

***************

ความพยายามไม่เคยทรยศใครถ้าบ้าพอ! 5555

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด