ตอนที่แล้วตอนที่ 70: ศิษย์อาจารย์และหมาแก่
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 72: เฮอร์มิท

ตอนที่ 71: แทรกซึม


ตอนที่ 71: แทรกซึม

ในค่ำคืนอันมืดมิดมันได้มีรถรับส่งคันหนึ่งเคลื่อนที่ผ่านระบบนำทางท่ามกลางความมืด ก่อนที่รถคันนี้จะได้จอดลงตรงบริเวณเนินเขาห่างจากอู่ของพอตเตอร์ออกมากว่า 10 กิโลเมตร

หลังรถจอดสนิทซันนี่ก็ก้าวเท้าออกมาจากรถ ซึ่งตลอดการเดินทางเขาไม่ได้เปิดไฟรถตามคำแนะนำของเซี่ยเฟยและเขาก็สามารถเดินทางมายังที่แห่งนี้โดยใช้เพียงแค่ระบบนำทางเท่านั้น

ขณะเดียวกันเซี่ยเฟยก็เดินออกมาจากด้านหลังซากยานอวกาศลำหนึ่ง ก่อนที่เขาจะกล่าวออกไปเบา ๆ ว่า

“ซันนี่ ฉันอยู่ทางนี้”

เมื่อจู่ ๆ ได้มีเสียงดังขึ้นมา ร่างของซันนี่ก็สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอามือข้างหนึ่งมาปิดไว้ตรงบริเวณหัวใจ

“โอ้ยเจ้านาย! ทำไมมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ผมตกใจกลัวแทบตายแน่ะ”

“ออกไปจากตรงนี้ก่อนค่อยคุยกัน” เซี่ยเฟยกล่าวขณะที่เขาเดินขึ้นไปบนรถ

ต่อมารถรับส่งของซันนี่ก็เคลื่อนที่ออกไปจากพื้นที่บริเวณนี้อย่างเงียบ ๆ ซึ่งหลังจากที่มันได้เคลื่อนที่ห่างออกมาจากเขตอู่ของพอตเตอร์แล้ว ซันนี่ก็ปิดระบบเก็บเสียงทำให้เครื่องยนต์เริ่มส่งเสียงร้องคำรามออกมาอีกครั้งก่อนที่จะเคลื่อนที่ออกไปด้วยความรวดเร็ว

“พวกเรากำลังจะไปไหนครับ?” ซันนี่ถามด้วยความสงสัยเพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมเซี่ยเฟยจะต้องให้เขาทำตัวลึกลับขนาดนี้ด้วย

“นายรู้ไหมว่าบ้านของเฒ่าเคอยู่ที่ไหน?” เซี่ยเฟยตอบกลับด้วยคำถาม

เมื่อได้ยินเจ้านายพูดถึงเฒ่าเค ซันนี่ก็สะบัดมือโดยไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้รถของเขาสะบัดซ้ายขวาอยู่ 2-3 ครั้ง

“เจ้านาย! เฒ่าเคเคยเป็นโจรสลัดมาก่อนนะ! ในอดีตเขาทั้งฆ่าคน ทั้งชิงทรัพย์มาเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาจะเกษียณแล้วแต่เขาก็ยังมีลูกน้องอยู่อีกเยอะ เขาจึงเป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในเขตดาวบริเวณนี้ คุณจะถามถึงที่อยู่ของเขาไปทำไม?”

“ฉันไม่สนใจหรอกว่าในอดีตหรือในตอนนี้เขาจะเป็นยังไง ฉันแค่อยากจะรู้ว่าบ้านของมันอยู่ที่ไหน!?” เซี่ยเฟยกล่าว

ผู้คนทั่วทั้งสุสานยานต่างก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับอู่ของพอตเตอร์แล้ว แน่นอนว่าซันนี่ย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น ดังนั้นเขาจึงพอจะคาดเดาได้คร่าว ๆ ว่าเซี่ยเฟยต้องการจะทำอะไร เพียงแต่เขายังรู้สึกไม่แน่ใจเท่านั้นเอง

หลังจากรถได้ขับเคลื่อนออกไปประมาณครึ่งชั่วโมงซันนี่ก็เปิดระบบเก็บเสียงพร้อมกับบังคับให้ตัวรถลอยขึ้นไปในอากาศประมาณ 20 นาที ก่อนที่จะจอดรถเอาไว้บนดาดฟ้าของยานที่ถูกทิ้งร้าง

“ผมมาส่งคุณได้แค่นี้ ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 15 กิโลเมตรเป็นบ้านของเฒ่าเค แต่พื้นที่บริเวณบ้านของเขาสว่างไสวไปด้วยแสงไฟตลอดทั้งคืน ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถค้นหาสิ่งแปลกปลอมได้อย่างรวดเร็ว” ซันนี่กล่าว

เซี่ยเฟยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังหุบเขาทางทิศตะวันตก จากนั้นเขาก็หันมากล่าวกับซันนี่ว่า

“นายไปรอตรงนั้นก่อน ถ้าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วฉันยังไม่กลับมา นายกลับบ้านไปได้เลย”

“ได้ครับ…ผมจะรอคุณกลับมา” ซันนี่พยักหน้ารับแต่เขาก็ไม่กล้าถามอะไรมากเกินไป

เซี่ยเฟยเผยรอยยิ้มให้ชายหนุ่มเล็กน้อยก่อนที่จะตบไหล่ซันนี่เบา ๆ จากนั้นเขาก็เดินลงจากรถและมุ่งหน้าไปทางใต้ด้วยความเร็ว 150 เมตรต่อวินาที

หลังจากนั้นไม่นานคฤหาสน์อันสว่างไสวก็ได้ปรากฏขึ้นมาต่อหน้าของเซี่ยเฟย

พื้นที่ส่วนใหญ่ในสุสานยานต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่อันแห้งแล้งและมีซากปรักหักพังอยู่อย่างมากมาย ดังนั้นอาคารที่ดูหรูหราจึงสามารถดึงดูดสายตาของทุกคนได้ในทันที ยิ่งไปกว่านั้นตัวของอาคารขนาดใหญ่แห่งนี้ยังถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีขาวที่ปกคลุมพื้นที่มากกว่า 20,000 ตารางเมตร

บริเวณรอบอาคารถูกขวางไว้ด้วยกำแพงสูงกว่า 5 เมตร ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณด้านหลังกำแพงยังมีหอคอยอยู่ห่างออกไปไม่ไกลและบนหอคอยนั้นก็มีขีปนาวุธพร้อมกระสุนจริงคอยจัดการกับสิ่งแปลกปลอม

นอกเหนือจากไฟส่องสว่างที่เปิดทั่วทั้งตัวอาคารแล้ว มันยังมีไฟค้นหาขนาดใหญ่มากกว่า 10 ดวงที่คอยสอดส่องสถานการณ์ด้านนอกกำแพงอยู่เป็นครั้งคราว

เซี่ยเฟยเริ่มคำนวณเส้นทางของไฟส่องสว่างภายในใจและถึงแม้ว่าช่องว่างที่ให้เขาเคลื่อนไหวจะมีเพียงแค่ประมาณ 9 วินาที แต่มันก็เป็นเวลามากพอสำหรับเขาที่เป็นผู้ใช้พลังสายความเร็ว

เมื่อคำนวณเส้นทางได้แล้วเซี่ยเฟยก็เปิดใช้งานหมวกฮู้ดของชุดวินด์ชาโดว์ ทำให้พื้นที่ทั่วทั้งร่างกายของเขาเผยให้เห็นเพียงแค่ดวงตาทั้งสองข้าง

ชายหนุ่มได้ใช้ซากยานอวกาศบริเวณโดยรอบเป็นที่กำบัง ก่อนที่จะทำการเคลื่อนที่เข้าใกล้คฤหาสน์ด้วยความรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามพื้นที่ก่อนถึงกำแพงเป็นพื้นที่โล่งไร้สิ่งกำบัง ดังนั้นหลังจากที่เซี่ยเฟยได้ซ่อนตัวอยู่หลังยานลำสุดท้าย เขาก็เริ่มนับเวลาในใจอยู่เงียบ ๆ

เมื่อแสงไฟส่องสว่างได้เคลื่อนที่ผ่านเขาไป เขาก็พุ่งตัวไปด้านหน้าด้วยความเร็วสุดกำลัง ทำให้ในเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเขาก็เคลื่อนที่ไปอยู่ใต้กำแพงแล้ว

จากนั้นชายหนุ่มก็ทำการกดปุ่มที่อยู่ตรงบริเวณเอวทำให้มีหนามขนเส้นบาง ๆ โผล่ออกมาจากรองเท้าและถุงมือ โดยหนามขนเหล่านี้ทำให้เขาสามารถปีนขึ้นไปบนกำแพงได้ราวกับตุ๊กแก

พื้นที่หลังกำแพงเป็นสวนขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยพืชพรรณสีเขียวนานาชนิดและเมื่อมองไปในระยะไกลเขาก็ได้เห็นทหารยามหลายคนเดินลาดตระเวนอย่างเกียจคร้านและมีการหาวในระหว่างที่พวกเขาเดิน

เซี่ยเฟยปีนข้ามรั้วพร้อมกับกระโดดลงบนพื้นอย่างเงียบงัน จากนั้นเขาก็หาที่กำบังและเริ่มมองสำรวจหาทางเข้าไปยังคฤหาสน์

ตัวคฤหาสน์สีขาวถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นโดยตัวอาคารมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมที่มีหอคอยสังเกตการณ์อยู่ในแต่ละมุม

ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ถูกปิดเอาไว้ด้วยกระจก ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันออกเป็นทางเข้าโรงจอดรถใต้ดินและทางทิศตะวันตกเป็นช่องโล่งซึ่งเป็นที่จอดของยานฟริเกตรุ่นเอ็กซิคิวชั่น

เมื่อเซี่ยเฟยได้ใช้มือกดปุ่มเล็ก ๆ บนหน้ากากมันก็มีแว่นตาสีแดงบาง ๆ ปรากฏขึ้นบริเวณดวงตาของเขา ซึ่งแว่นตานี้เป็นระบบไนท์วิชั่นของชุดต่อสู้

ต่อมาเซี่ยเฟยก็เริ่มใช้งานระบบสแกนก่อนที่จะมีลำแสงสลัว ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา

บริเวณทางเข้าทั้งสามเส้นทางไม่ว่าจะเป็นทางประตูหน้า, ประตูหลังหรือทางโรงจอดรถต่างก็ถูกติดตั้งด้วยระบบสแกนสีสันสดใสที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ดังนั้นหากผู้บุกรุกเคลื่อนที่เข้าไปอย่างไม่ระมัดระวัง พวกเขาก็จะถูกตรวจพบได้ในทันที

ขณะเดียวกันหน้าต่างทุกบานรวมทั้งผนังก็ได้รับการปกป้องจากระบบป้องกันภัยชั้นยอด ทำให้อาคารแห่งนี้ไม่มีช่องว่างให้เขาเล็ดลอดเข้าไปได้เลย

เมื่อได้เห็นระบบรักษาความปลอดภัยเซี่ยเฟยก็ทำได้เพียงแต่กัดฟันและนอนรออยู่บนพื้นหญ้าอย่างอดทน

กาลเวลาค่อย ๆ ผ่านไปทีละน้อยโดยเซี่ยเฟยได้นอนรออยู่ในสวนเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว แต่ในทันใดนั้นเองมันก็ได้มีรถโฮเวอร์สีดำสนิทขับเข้ามาจากทางประตูและเมื่อคำนวณจากเส้นทางมันก็ดูคล้ายกับว่ารถคันนี้กำลังจะเข้าไปในโรงรถ

หลังจากเห็นโอกาสชายหนุ่มก็ยันพื้นด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกับเกร็งขาเตรียมการเคลื่อนไหว โดยในตอนนี้ร่างกายของเขาอยู่ต่ำจนเกือบจะติดพื้นแต่ท่าทางของเขาคล้ายกับเสือชีตาห์ที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ

รถคันสีดำค่อย ๆ เคลื่อนที่ตามถนนมาอย่างช้า ๆ และทันทีที่รถคันนี้เคลื่อนที่ผ่านสวนเซี่ยเฟยก็พุ่งตัวออกไปจากพื้นราวกับลูกกระสุน!

ฟุบ!

ร่างของชายหนุ่มพุ่งออกไปเป็นเส้นตรงเหมือนกับใบมีดบาง ๆ และปลายจมูกของเขาก็อยู่ห่างจากพื้นเพียงแค่ไม่ถึง 1 เซนติเมตร

พริบตาต่อมาร่างของเซี่ยเฟยก็ไปหยุดอยู่ใต้รถอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

แปะ!

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็กางมือทั้งสองข้างพร้อมกับใช้หนามบนถุงมือและรองเท้าเกาะเกี่ยวโครงรถเอาไว้ ทำให้ร่างของเขาติดแหมะเข้ากับใต้ท้องรถ!

การดำเนินงานทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปเพียงแค่ไม่กี่วินาทีและคนที่อยู่บนรถก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเลย

ต่อมารถคันสีดำก็เคลื่อนที่ไปจนถึงประตูโรงรถก่อนที่ชายผมสีบลอนด์จะยื่นหัวออกมาโบกมือให้กับจอมอนิเตอร์จนทำให้ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ และระบบรักษาความปลอดภัยก็ถูกปิดเอาไว้เป็นการชั่วคราว

เมื่อรถได้เคลื่อนที่เข้าไปจอดในโรงรถเซี่ยเฟยก็ได้พบกับรถหรูหราที่ถูกจอดเอาไว้อีกหลายคัน

ขณะเดียวกันหากรถโฮเวอร์ปิดระบบขับเคลื่อน ตัวรถจะจอดลงบนพื้นในทันที ดังนั้นถ้าหากว่าเซี่ยเฟยไม่สามารถหลบหนีออกไปได้อย่างรวดเร็ว เขาก็จะถูกบี้แบนติดพื้นด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักหลายตัน

อย่างไรก็ตามก่อนที่รถจะลงจอด เซี่ยเฟยก็เริ่มทำการเคลื่อนที่ด้วยร่างกายที่บิดเบี้ยวอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่ร่างของเขาจะได้ไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังรถคันอื่นที่จอดเอาไว้ในโรงรถ

“เชิญคุณฉินตามผมมาได้เลย คุณเคกำลังรอคุณอยู่บนชั้น 3” ชายผมบลอนด์ผู้ซึ่งเป็นคนขับรถเดินมาเปิดประตูให้กับผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านหลัง

หลังจากนั้นชายร่างท้วมผู้มีอายุประมาณ 40 ปีและสวมใส่ชุดสูทอย่างเรียบร้อยก็ค่อย ๆ ก้าวเท้าลงมาจากรถ

เมื่อเสียงฝีเท้าของทั้งสองคนได้หายเข้าไปในอาคาร เซี่ยเฟยก็เริ่มทำการตรวจสอบสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เขาจะลุกยืนขึ้นเมื่อยืนยันว่าพื้นที่ในบริเวณนี้ไม่มีระบบป้องกันภัย

ระบบป้องกันภัยทางด้านนอกถูกติดตั้งเอาไว้อย่างแน่นหนาแต่พื้นที่ด้านในกลับไม่มีระบบป้องกันภัยถูกติดตั้งเอาไว้เลย เซี่ยเฟยจึงสันนิษฐานว่าเฒ่าเคน่าจะไม่ชอบถูกเฝ้าระวังในบ้านของตัวเอง ดังนั้นระบบรักษาความปลอดภัยในตัวคฤหาสน์จึงไม่ได้เข้มงวดมากนัก

เซี่ยเฟยค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ โดยในระหว่างนั้นเขาได้ใช้ร่างแนบไปกับกำแพงโดยตั้งใจฟังเสียงทุกอย่างอย่างรอบคอบ

พื้นที่ชั้นแรกเป็นห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหารที่ถูกเปิดเอาไว้ด้วยแสงไฟสลัว ๆ แต่ไม่มีใครอยู่ในพื้นที่ชั้นนี้เลยเซี่ยเฟยจึงตัดสินใจมุ่งหน้าตรงไปยังชั้นที่ 2

ระหว่างนั้นเซี่ยเฟยใช้ร่างพิงกำแพงและทำการหยิบกระจกบานเล็กออกมาจากแหวนมิติ โดยเขาได้ใช้กระจกบานนี้วางเอาไว้บนทางเดินและใช้ภาพสะท้อนเพื่อคอยสังเกตการณ์

ภาพที่สะท้อนกระจกกลับมาทำให้เซี่ยเฟยได้เห็นว่า ชายผมบลอนด์ผู้ซึ่งขับรถมาในก่อนหน้านี้กำลังยืนคุยอยู่กับบอดี้การ์ดอาวุธครบมือตรงบริเวณปลายบันได

“นอกจากคุณเคกับคุณฉินแล้วอีกคนเป็นใครหรอ? ตอนที่เขาเดินผ่านผมไป จู่ ๆ ผมก็ขนลุก” บอดี้การ์ดกล่าวถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“รู้ในสิ่งที่ควรรู้ก็พอ ไม่ต้องถามเยอะ! ไม่อย่างนั้นระวังหัวจะไม่ได้อยู่บนบ่า!!” ชายผมบลอนด์กล่าวตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มพร้อมกับใช้นิ้วชี้เคาะไปที่ศีรษะของบอดี้การ์ด

“ใช่ ๆ ๆ คุณพูดถูก! ผมควรรู้ในเรื่องที่ควรจะรู้แค่นั้นก็พอแล้ว”

“ว่าแต่อู่ของตาแก่พอตเตอร์ใกล้จะเจ๊งแล้วหรือยังนะ?” ชายผมบลอนด์กล่าวหลังจากใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ผมว่าใกล้แล้วล่ะ ช่วงนี้คุณเคทำงานหนักมากกว่าจะจัดการกับลูกน้องตาแก่นั้นจนหมด ผมคิดว่าอย่างมากที่สุดตาแก่นั่นก็คงจะทนต่อไปได้อีกแค่ไม่กี่วัน”

“อันที่จริงคุณเคน่าจะทำแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ไม่น่าปล่อยให้ตาแก่นั่นชูคอมาได้ตั้งหลายเดือนแบบนี้ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเจ้านายจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปทำไมทั้ง ๆ ที่ถ้าเจ้านายทำแบบนี้ตั้งแต่แรกเรื่องมันก็ควรจะจบไปตั้งนานแล้ว”

หลังได้เห็นบอดี้การ์ดเริ่มวิจารณ์เจ้านายชายผมบลอนด์ก็ใช้นิ้วชี้กดไปที่ศีรษะของเขาอีกครั้ง

“เมื่อไหร่นายจะเลิกนิสัยอยากรู้อยากเห็นของนายสักที”

เพี้ยะ!

“ให้ตายสิ! ปากนี่มันชอบพูดอะไรออกไปแบบไม่คิดอยู่เรื่อย” บอดี้การ์ดตอบกลับพร้อมกับตบปากของตัวเอง

‘ทางขึ้นชั้น 3 ถูกสองคนนี้ขวางไว้ แล้วฉันจะขึ้นไปชั้นบนได้ยังไง?’ เซี่ยเฟยคิดกับตัวเองพร้อมกับเก็บกระจกกลับมาเงียบ ๆ

ทันใดนั้นชายหนุ่มก็สังเกตเห็นประตูลิฟต์เล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากเขาออกไปไม่ไกล

คฤหาสน์ขนาดใหญ่ทุกแห่งต่างก็ล้วนแล้วแต่มีพ่อครัวประจำคฤหาสน์และพวกเขาก็มักที่จะใช้ลิฟต์ขนาดเล็กเพื่อทำการลำเลียงอาหารขึ้นไปเสิร์ฟ

เมื่อเซี่ยเฟยคิดอะไรบางอย่างได้ดวงตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกายออกมา

ระยะห่างระหว่างทางขึ้นบันไดไปจนถึงลิฟต์ส่งอาหารอยู่ที่ประมาณ 10 เมตร หากเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเต็มที่ เขาจะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 1 ใน 40 วินาทีเพื่อเคลื่อนที่ไปจนถึงลิฟต์

เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ พร้อมกับรอคอยโอกาส หลังจากที่ชายทั้งสองคนนั้นไม่ทันได้ระวังตัวชายหนุ่มก็พุ่งตัวออกไปเปิดประตูลิฟต์และเคลื่อนที่เข้าไปด้านใน

ลิฟต์สำหรับส่งอาหารมีพื้นที่แคบมากและแทบที่จะไม่สามารถรองรับคนเพียงแค่คนเดียวได้

หลังจากที่เซี่ยเฟยได้เคลื่อนที่มาหลังประตูลิฟต์แล้วเขาก็ใช้มือและเท้าทั้งสองข้างคอยค้ำยันกำแพงก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนชั้น 3

เมื่อมาถึงชั้น 3 เซี่ยเฟยก็ใช้นิ้วเปิดช่องว่างระหว่างประตูลิฟต์เบา ๆ พร้อมกับจ้องมองออกไปด้านนอก

พื้นที่ชั้น 3 ไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นหลาย ๆ ห้องเหมือนกับพื้นที่ชั้น 1 และพื้นที่ชั้น 2 แต่มันเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเอาไว้เป็นห้อง ๆ เดียว

ภายในห้องโถงมีคนสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่บนโซฟา แต่จากมุมมองของเซี่ยเฟยเขาก็สามารถมองเห็นได้เฉพาะด้านหลังของผู้ที่นั่งอยู่ในห้องเท่านั้น

คนที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงกลางสมควรที่จะเป็นเฒ่าเค เพราะศีรษะของเขาที่โผล่เหนือโซฟาเต็มไปด้วยผมสีขาวที่ค่อนข้างจะเบาบาง ส่วนคนที่อยู่ทางด้านขวามือของชายชราคนนี้ก็คือผู้ที่นั่งรถเข้ามาพร้อมกับเซี่ยเฟย

“นี่นายเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดหรือเปล่า?” เฒ่าเคถาม

ฉินซานสุ่ยพยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนที่เขาจะตอบกลับไปว่า

“โถ่คุณเค ผมก็นึกว่าที่คุณเรียกตัวผมมาจะเป็นเรื่องใหญ่ซะอีก ที่จริงเรื่องนี้คุณบอกผมผ่านทางเครื่องสื่อสารก็ได้”

“ผมสัญญาว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะไม่มีของเข้าไปส่งในอู่ของพอตเตอร์แม้แต่ชิ้นเดียว ผู้จัดการบริษัทขนส่งเป็นน้องเขยของผมเอง ตราบใดก็ตามที่ผมโทรไปบอกเขา แค่แป๊บเดียวมันก็จะไม่มีวัสดุถูกส่งไปที่อู่ของพอตเตอร์แน่นอน”

บทสนทนาระหว่างสองคนนี้ทำให้เซี่ยเฟยเริ่มขมวดคิ้ว

เมื่อพิจารณาจากบนสนทนาแล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าพวกเขาตั้งใจจะตัดขาดพอตเตอร์ออกจากโลกภายนอกและบีบบังคับให้พอตเตอร์ต้องยอมจำนน

หลังสนทนาจบเฒ่าเคก็มอบซองจดหมายหนา ๆ ให้กับฉินซานสุ่ย ซึ่งมันก็ทำให้ชายคนนี้รับซองจดหมายกลับไปด้วยท่าทางอันตื่นเต้น

ทันทีที่ฉินซานสุ่ยจากไป ชายผู้อยู่ในชุดคลุมสีดำก็เดินออกมาจากประตูลับ โดยชายคนนี้ดูมีอายุประมาณ 30 ปีและดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เต็มไปด้วยความดุร้าย

“นี่น่ะหรอวิธีการของคุณ?” ชายชุดดำถามด้วยน้ำเสียงอันเยาะเย้ย

“ชานหยิงคุณยังไม่รู้จักพอตเตอร์ดี การพยายามจัดการกับชายคนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่คุณจะทำได้มีเพียงแค่การค่อย ๆ ผลักมันเข้าไปสู่ความสิ้นหวังและปล่อยให้มันยอมส่งมอบของสิ่งนั้นมาให้กับเราเอง” เฒ่าเคกล่าว

“บางทีคุณอาจจะพูดถูก แต่ความอดทนของผมหมดลงแล้ว ผมจะรออีกเพียงแค่ 3 วัน ถ้าคุณยังไม่เอาชิพโอเวอร์โหลดนั้นมาให้ ผมจะเป็นคนไปเอามันมาเอง” ชายชุดดำกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

“สุสานยานเป็นอาณาเขตของผม มันไม่ใช่สถานที่ที่คุณควรจะเข้ามาแทรกแซง” เฒ่าเคจิบเครื่องดื่มพร้อมกับตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ปฏิกิริยาที่เฒ่าเคได้แสดงออกมานี้เป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเขาสมควรจะได้เป็นโจรสลัดรุ่นเก๋าที่สามารถโต้ตอบเด็กรุ่นใหม่กลับไปได้อย่างหยาบคาย

“คุณเคอย่าพึ่งโกรธเลย พวกเรามาทำตามข้อตกลงเดิมของพวกเรากันเถอะ” ซานหยิงกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มหลังจากที่เขารู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อย

“ไม่ต้องห่วง ไม่ว่ายังไงคุณก็จะยังได้ในสิ่งที่คุณอยากได้ แล้วสิ่งที่ผมต้องการล่ะอยู่ที่ไหน?” เฒ่าเคกล่าว

“ผมเตรียมมันเอาไว้ให้คุณแล้ว” ซานหยิงกล่าวอย่างลึกลับพร้อมกับหยิบกระเป๋าหนังออกมาวางเอาไว้บนโต๊ะ

***************

พี่เฟยก็บ้าเกิ้น! บุกเข้ารังโจรคนเดียวเลยเนี่ยนะ!!

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด