ตอนที่แล้วบทที่ 941 (62) สิ่งที่ควรคิดในตอนนี้…
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 943 (64) โรงแรมนี้มีเบื้องหลัง

บทที่ 942 (63) ตื่นตระหนก (ตอนฟรี)


บทที่ 942 (63) ตื่นตระหนก

ในขณะที่จี้เฟิงกำลังเจรจากับผู้คนจากโรงแรมซิงไท่ บนถนนด้านนอก ชายวัยกลางคนร่างอ้วนกำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายอย่างฉะฉาน

“หัวหน้าเตียง ไอ้สารเลวพวกนั้นมันหยิ่งผยองเกินไป! จะปล่อยพวกมันไปง่ายๆไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ! เราต้องจัดการพวกมันอย่างจริงจัง!” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนกล่าวอย่างหนักแน่น

“คุณอู๋ นี่เป็นแค่อุบัติเหตุทางจราจรธรรมดา คุณควรโทรแจ้งตำรวจจราจรสิ ไม่ใช่โทรหาพวกเราที่เป็นตำรวจหน่วยอาชญากรรม เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในหน้าที่หลักของเรา” ตำรวจหนุ่มที่ชายร่างอ้วนเรียกว่าหัวหน้าเตียงขมวดคิ้วและพูดว่า “นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ทำผิดกฎหมายอาญาแล้ว”

“ใช่ๆ! เขาทำๆ เมื่อกี้พวกนั้นพูดจาข่มขู่ฉัน แถมยังทำร้ายร่างกายคนของฉันอีก ดูสิ...” นายอู๋ ชายวัยกลางคนร่างอ้วนชี้ไปที่ชายผมทองในรถ “ดูสิ จนตอนนี้ก็ยังพูดไม่ได้เลย ไม่รู้กรามหักหรือเปล่า แบบนี้มันเข้าข่ายคดีอาญาแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วถ้าไม่จัดการให้เด็ดขาด ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่ฉันจะถูกทำร้ายไปด้วย!”

แม้ว่ามันจะมีการทำร้ายร่างกายและอาการบาดเจ็บที่เข้าข่ายอาชญากรรม แต่อันที่จริงไม่ต้องเรียกหน่วยสืบสวนคดีอาชญากรรมมาโดยตรงก็ได้ แค่ให้ตำรวจธรรมดามาจัดการก็พอแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมาถึงที่แล้ว เขาก็ต้องจัดการกับมันก่อนที่จะจากไป ยิ่งกว่านั้น ชายวัยกลางคนร่างอ้วนคนนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในระดับหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องจัดการอย่างระมัดระวัง

หัวหน้าเตียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “แล้วตอนนี้คนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนล่ะครับ?”

“พวกเขาเข้าไปในโรงแรมซิงไท่ ดูเหมือนจะมีเรื่องกับคนในโรงแรม” นายอู๋ ชายวัยกลางคนร่างอ้วนกล่าว

“อะไรนะ? พวกเขามีเรื่องกับคนของโรงแรมซิงไท่?” หัวหน้าเตียงผงะเล็กน้อยและพูดกับลูกน้องทันทีว่า “เข้าไปดูสิ!”

“ครับ!”

เจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามคนที่อยู่ใกล้ๆตอบรับทันที

นายอู๋ ชายวัยกลางคนร่างอ้วนรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการแจ้งตำรวจจนลืมไปแล้วว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นเข้าไปในโรงแรมซิงไท่อย่างอุกอาจ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ออกมา

‘ไม่ใช่ว่าไอ้เด็กพวกนั้นถูกซ้อมจนตายคาตีนไปแล้วหรอกนะ? .. ถ้าอย่างนั้นฉันจะเก็บเงินชดเชยจากใครล่ะ?’

นายอู๋เอาแต่เพ้อฝันอยู่ในใจ เขาคิดว่าถ้าได้เห็นคนหนุ่มสาวเหล่านั้นถูกซ้อมจนตายด้วยตาของตัวเอง แม้รถของเขาจะพังมากกว่านี้เขาก็เต็มใจ แต่น่าเสียดายที่โรงแรมซิงไท่ไม่ใช่ที่ที่ใครจะไปยืนชมเรื่องสนุกโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ!

ถ้าไปใช้บริการตามปกติก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปร่วมสนุกแล้วมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาไปกับเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนั้น จะไม่โดนหางเลขไปด้วยหรอกเหรอ?

อันที่จริงในเวลานี้ ผู้คนบางส่วนที่ดูความสนุกอยู่ข้างถนนพากันพูดคุยซุบซิบ

“เข้าไปตั้งนานแล้วป่านนี้ยังไม่ออกมา เป็นไปได้ไหมที่คนหนุ่มสาวกลุ่มนั้นจะถูกทำร้ายจนไม่สามารถออกมาได้.. หรืออาจจะตายไปแล้ว?”

“ใครจะรู้ พูดกันตามจริง ต่อให้รู้เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าใครอยากเป็นคนดีหรือเบื่อชีวิตก็ลองตามเข้าไปดูก็ได้นะ”

“เด็กหนุ่มสองคนนั้นฝีมือไม่ธรรมดาเลยนะ พวกเขาสองคนเอาชนะ รปภ.เจ็ดแปดคนสบายๆ ไม่แน่พวกเขาอาจเป็นฝ่ายทำร้ายคนในโรงแรมก็ได้!”

“พ่อหนุ่ม นายมาจากเมืองอื่นหรือไง?”

“คุณรู้ได้ยังไง?”

“ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนในละแวกนี้ที่ไม่รู้จักชื่อเสียงของโรงแรมซิงไท่นะสิ ใครก็ตามที่ไปสร้างปัญหาหรือมีเรื่องกับคนในโรงแรมซิงไท่จบไม่สวยซักคน บางคนก็หายสาบสูญไปเลย...”

................

ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลย นั่นก็คือพวกเขาทุกคนที่รู้จักโรงแรมซิงไท่ต่างหวาดกลัวและไม่อยากยุ่งกับโรงแรมซิงไท่ ทุกอย่างมันชัดเจนในคำพูดของพวกเขาอยู่แล้ว และแม้แต่ตอนพูดถึงพวกเขายังไม่กล้าพูดเสียงดังด้วยซ้ำ

“ดู! ดูนั่น! มีคนออกมาแล้ว!” มีคนพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับชี้มือไปข้างหน้า คนอื่นๆหันไปมอง และเห็นกลุ่มคนสามคนกำลังเดินออกมาจากโรงแรมซิงไท่

“เอ๊ะ ทำไมมีน้อยจัง” มีคนสงสัย

“เป็นแขกที่มาใช้บริการโรงแรมซิงไท่รึเปล่า”

“ใครจะรู้...”

แต่นายอู๋เหมือนจะจำได้ เขาพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “หัวหน้าเตียง นั่นพวกมัน! ไอ้สารเลวพวกนั้นไง! ไอ้พวกนี้ไม่เพียงแต่ทำผิดกฎจราจรแต่ยังทำร้ายร่างกายคนของฉันด้วย ไปสิ! ไปจับพวกมันเข้าคุกให้หมด!”

หัวหน้าเตียงขมวดคิ้วทันที “คุณอู๋ หน้าที่ออกคำสั่งในการจับกุมผู้คนมันเป็นหน้าที่ของพลเรือนอย่างคุณตั้งแต่เมื่อไหร่?”

นายอู๋ยิ้มแห้งๆและพูดว่า “โทษทีฉันลืมตัวไปหน่อย พอดีฉันเห็นหน้าไอ้พวกนั้นก็เลยเลือดขึ้นหน้าน่ะ... หัวหน้าเตียง อย่างที่ฉันเล่าให้ฟังไปแล้ว คนพวกนั้นกระทำการอย่างอุกอาจเหมือนไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองเลย คุณต้องจัดการกับไอ้สารเลวพวกนั้นอย่างจริงจังนะ!”

เมื่อเห็นจี้เฟิงและคนอื่นๆเดินออกมา หัวหน้าเตียงก็โบกมือทันทีและพูดกับลูกน้องที่กำลังจะเข้าไปในโรงแรมซิงไท่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ว่า “ไม่ต้องไปแล้ว รถของพวกเขาอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่หนีไปไหนหรอก รอให้พวกเขามาถึงแล้วค่อยสอบถามสถานการณ์เบื้องต้น”

“เจ้าบ้า นายเห็นข้างหน้านั่นมั้ย?” จางเล่ยเห็นว่ามีตำรวจสามสี่นายยืนอยู่ข้างถนนเขาจึงพูดขึ้นทันทีว่า “พวกเขาดูไม่เหมือนตำรวจจราจรเลย ไอ้อ้วนนั่นเรียกมาเหรอ?”

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “ใครจะไปรู้ ไปดูสิ”

“ฉันว่าไอ้อ้วนนั่นแม่งโรคจิตไม่ก็ว่างมาก” จางเล่ยตะคอก เขาไม่ถูกชะตากับชายวัยกลางคนร่างอ้วนเลยแม้แต่น้อย

“ฉันว่าไอ้อ้วนนั่นคงอยากลองของซะมั้ง!” จางเล่ยตะคอก เขาไม่ถูกชะตากับคนประเภทนี้จริงๆ ลูกน้องของชายวัยกลางคนร่างอ้วนก็เช่นกัน อ้าปากออกมาก็มีแต่คำด่าหยาบคาย ราวกับว่าเขาไม่สามารถพูดภาษามนุษย์ปกติได้ ซึ่งน่าขยะแขยงมาก และชายร่างอ้วนเองก็หยิ่งผยองมาก ทำตัวเหมือนยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในโลกนี้!

“อันที่จริงอุบัติเหตุเล็กๆอย่างการชนท้าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมจ่ายก็จบ แล้วเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นความผิดเราทั้งหมด แต่เขาไม่ฟังไม่พยายามที่จะรับเงินเลย!” จี้เฟิงพูดอย่างช่วยไม่ได้

ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคนร่างอ้วนก็เย้ยหยัน “ไอ้หนู เมื่อกี้นี้ทำตัวกร่างมากเลยนิ จะต่อยฉันไม่ใช่เหรอ? เอาสิ ต่อยเลยสิ!”

จางเล่ยมองไปที่ตำรวจแล้วถามขึ้นว่า “คุณตำรวจครับ ถ้ามีคนขอร้องให้ฉันต่อยเขา แล้วฉันทำตามที่เขาขอ จะถือว่าเป็นอาชญากรรมมั้ยครับ?”

“อึก!” ชายวัยกลางคนร่างอ้วนถึงกับสะอึกและพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

หัวหน้าเตียงขมวดคิ้วและพยายามพูดอย่างใจเย็น “คุณอู๋ ได้โปรดหยุดยั่วยุอีกฝ่าย เพราะถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้น คุณก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วย!”

นั่นหมายความว่า หากอีกฝ่ายทำร้ายร่างกายคุณภายใต้การยั่วยุของคุณ คุณจะไม่สามารถฟ้องร้องอีกฝ่ายได้ เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะทำเกินกว่าเหตุ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการทะเลาะวิวาทโดยเต็มใจทั้งสองฝ่าย!

นายอู๋ตกใจและนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หุบปากลงอย่างไม่เต็มใจ

แม้ว่าจะมีตำรวจอยู่ที่นี่ แต่ยังถูกซ้อมต่อหน้าตำรวจ แถมยังฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้อีก คงเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้ามาก!

อย่างไรก็ตาม ในใจของนายอู๋นั้นรู้สึกโกรธมาก เขามองไปที่หัวหน้าเตียงด้วยความไม่พอใจอย่างมาก และกำลังคิดอยู่ว่ารองผู้กำกับส่งหัวหน้าหน่วยบ้าบออะไรมาให้เขา ทำไมถึงไม่เชื่อฟังเขาเลย หลังจากที่เรื่องนี้จบ เขาจะต้องแน่ใจว่ารองผู้กำกับอบรมสั่งสอนผู้ชายคนนี้ให้หลาบจำ!

อย่างไรก็ตาม วินาทีต่อมานายอู๋ก็รู้สึกประหลาดใจมากยิ่งขึ้น

หัวหน้าเตียงเดินตรงไปหาชายหนุ่มคนหนึ่ง เขายื่นมือออกไปและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณจี้ เราพบกันอีกแล้ว..”

จี้เฟิงหัวเราะ “ผมจำคุณได้ คุณเตียงเหว่ยเจี้ยนใช่มั้ยครับ?”

ตำรวจหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตำรวจหน่วยปราบปรามอาชญากรที่เคยจัดการกับจี้เฟิงมาก่อน และยังเป็นเพื่อนร่วมงานกับหลี่ลู่หนานด้วย จี้เฟิงจำได้อย่างจัดเจนว่าจางหย่งเฉียงนำพรรคพวกมารุมกระทืบเขาที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ และยังขังจางเล่ยกับหลี่ลู่หนานไว้ในร้านเฟอร์นิเจอร์ด้วย

และเมื่อตำรวจมาถึง เตียงเหว่ยเจี้ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น

“คุณจี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้...” เตียงเหว่ยเจี้ยนพูดด้วยรอยยิ้ม “แต่เดิมมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอยู่แล้ว แค่อุบัติเหตุชนท้าย ไม่ได้รุนแรงอะไร แค่ให้บริษัทประกันและตำรวจจราจรจัดการก็พอ ส่วนที่เหลือไม่น่าจะมีอะไร แต่พอดีคุณอู๋แจ้งว่าคุณทำร้ายร่างกายคนของเขา เราเลยต้องขอให้คุณไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจสักเล็กน้อย”

จี้เฟิงชำเลืองมองไปที่นายอู๋ ชายวัยกลางคนร่างอ้วนและถามเตียงเหว่ยเจี้ยนว่า “ถ้าอย่างนั้น คุณที่เป็นตำรวจหน่วยอาชญากรรมจะมาทำไมล่ะครับ? ให้ตำรวจธรรมดาจัดการไม่ได้เหรอ?”

“เอ่อ...” เตียงเหว่ยเจี้ยนตกใจ แต่จากนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย “ใช่แล้ว ตำรวจธรรมดาก็ทำได้เช่นกัน แต่คุณอู๋...”

เขายังพูดไม่จบประโยค แต่ความหมายได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนแล้ว นายอู๋ผู้นี้พอจะมีเส้นสายอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงสามารถเรียกตำรวจหน่วยอาชญากรรมมาได้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่เพราะตำรวจอย่างพวกเขาว่างจนต้องมาทำคดีแบบนี้...

“เข้าใจล่ะ ผู้มีอิทธิพลสินะ!”

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและเย้ยหยัน จากนั้นก็พูดว่า “เอาล่ะ ฝากบอกคุณอู๋หน่อยนะว่าอุบัติเหตุชนท้ายที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุฉุกเฉิน แต่ในเมื่อรถของเขาพัง ฉันจะจ่ายให้ 10,000 หยวนเป็นค่าซ่อมรถของเขา ส่วนคนอื่นๆ ก็อย่าไปรบกวนเขาเลย ส่วนไอ้คนที่โดนตีก็เพราะมันเป็นคนที่สมควรโดน แต่ถ้าอยากเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่ารักษาพยาบาลจริงๆ ก็ติดต่อมาได้เลย!”

ระยะห่างระหว่างจี้เฟิงและนายอู๋อยู่ที่ประมาณ 2 เมตรเท่านั้น และแน่นอนว่านายอู๋ได้ยินสิ่งที่จี้เฟิงพูดอย่างชัดเจนทุกคำ แต่จี้เฟิงก็ยังคงขอให้เตียงเหว่ยเจี้ยนถ่ายทอดคำพูดของเขาอย่างจริงจัง ซึ่งมันหมายความว่าเขาไม่ต้องการพูดกับนายอู๋คนนี้

เส้นเลือดบนหน้าผากของนายอู๋เต้นตุ้บๆหลายครั้งด้วยความโกรธ เขาอ้าปากและต้องการจะด่า แต่เมื่อนึกถึงความดุร้ายของชายหนุ่มสองคนนี้ เขาก็จำใจต้องกัดฟันและกลั้นคำด่าของเขาไว้ แต่ดวงตาของเขาไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง มันเป็นความโกรธแค้นจนแทบจะทำให้ตาของเขาลุกเป็นไฟ!

เตียงเหว่ยเจี้ยนพยักหน้าและพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ผมจะจัดการเอง”

เขาหันหน้าไปและดึงนายอู๋เดินไปด้านข้างห่างจากจุดที่จี้เฟิงยืนอยู่สี่ห้าก้าวจากนั้นก็พูดเสียงเบา “คุณอู๋ อีกฝ่ายยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้คุณ 10,000 หยวนเพื่อเป็นค่าซ่อมรถ ผมคิดว่ามันน่าจะโอเคแล้วนะ”

“โอเค?”

จู่ๆนายอู๋ก็เย้ยหยัน “จะให้ฉันโอเคบ้าบออะไร?! คุณบอกให้ฉันยอมจบเรื่องนี้แต่โดยดีแล้วปล่อยไอ้สารเลวที่ทำร้ายร่างกายคนของฉันน่ะนะ? จะบ้ารึไง!”

ดวงตาของเตียงเหว่ยเจี้ยนแสดงออกถึงความรังเกียจ แต่เขายังคงเก็บมันไว้ในใจและพูดว่า “คุณอู๋ ผมจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนชายกับลูกสาวของนายกเทศมนตรีหลี่ ทีนี้คุณช่วยพูดให้ชัดๆอีกทีว่าจะเอาต่อสู้คดีนี้ให้ถึงที่สุดจริงๆ?”

“ว่าไงนะ?!” นายอู๋ตกใจ “เขา เขาเป็นว่าที่ลูกเขยของนายกเทศมนตรีหลี่งั้นเหรอ?!”

“ว่าที่ลูกเขยหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าให้ตอบแบบแน่ชัดเลย คือเขาเป็นเพื่อนกับลูกสาวของนายกเทศมนตรีหลี่แน่นอน! ลองคิดดู ถ้าคนๆนั้นไม่ได้มีสถานะระดับนี้ ทำไมผมต้องสุภาพกับเขาขนาดนั้นด้วย?” เมื่อเห็นท่าทางที่ตื่นตะลึงตามด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองของนายอู๋ มันทำให้เขานึกถึงท่าทีที่เย่อหยิ่งอวดดีของเขาและชอบใช้อำนาจของรองผู้กำกับมาอวดเบ่ง มันก็ไม่ได้ทำให้เตียงเหว่ยเจี้ยนรู้สึกดีกับนายอู๋เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงค่อนไปทางไม่ชอบขี้หน้าด้วยซ้ำ

ดังนั้น การที่เตียงเหว่ยเจี้ยนทำให้นายอู๋รู้สึกกลัวและหวั่นวิตกมันเป็นความตั้งใจของเขาเอง ส่วนเรื่องที่ว่าจี้เฟิงเป็นแฟนกับหลี่ลู่หนานจริงหรือไม่นั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจ และเนื่องจากตอนนี้หลี่ลู่หนานถูกย้ายไปที่กองกำลังตำรวจอาชญากร และเขาก็ไม่เคยเห็นเธอใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนเลย

แต่ถึงอย่างนั้น เตียงเหว่ยเจี้ยนก็มีความสุขมากที่ได้ทำให้นายอู๋ตกใจ อย่างน้อยการเขียนเสือให้วัวกลัวก็ได้ผล!

เพราะดูจากสีหน้าและท่าทางที่ตื่นตระหนกของนายอู๋แล้ว เขาคงหวาดกลัวมากจริงๆ!

.....จบบทที่ 942 ~

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด