ตอนที่แล้วตอนที่ 924 หลินฟาน เหงื่อตก นี่เขาเป็น ขอทาน?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 926 แต่คําถามคือ พี่ใหญ่คนนี้ ที่ได้เรียกเก็บเงิน 50 หยวน มันแพงจริงๆ นะหรือ?

ตอนที่ 925 พี่ใหญ่ สวัสดี.. รถยกคันนี้เป็นของคุณหรือ?


ในช่วงกลางดึก พายุฝนได้เข้าโหมกระหน่ำในเมืองหยุนเฉิง เดิมที สวี ฉีหมิง ได้นัดกับเพื่อน เพื่อออกไปกินข้าวรอบดึกด้วยกัน แต่เขากลับออกไปไม่ได้ ได้แต่ติดอยู่ในบ้าน ระหว่างที่กำลังเบื่อหน่าย สวี ฉีหมิง ก็ได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขา..

ปรากฏว่าฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้พื้นถนนเต็มไปด้วยน้ำขัง ทั้งนี้รถของเพื่อนของเขาก็ได้ดับ และฝนก็ยังได้ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง หากทิ้งเอาไว้แบบนี้มันก็มีโอกาสที่รถจะจมน้ำได้ง่าย ,เพื่อนของเขาจึงได้ขอความช่วยเหลือจาก สวี ฉีหมิง

สวี ฉีหมิง เป็นคนขับรถยก หลังจากจบการศึกษา เขาก็ได้ขับรถยกมาโดยตลอด และเขาก็ได้พึ่งพาการขับรถยกเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

ขณะเดียวกันในสายตาเพื่อน เลาสวี ก็เป็นคนที่รักความเป็นธรรม ทั้งยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์ เช่นเดียวกัน…

หลังจากได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน สวี ฉีหมิง ก็ไม่ได้พูดอะไรสักคํา เขาเองได้รีบขับรถยก ออกเดินทางทันที

มาถึงที่เกิดเหตุ สวี ฉีหมิง ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้าง เขาได้หายใจเข้าไปลึกๆ ทั้งนี้มันได้มีรถหลายคันที่ได้จอดอยู่ริมถนนเส้นหนึ่ง และซึ่งทั้งหมดกว่าหลายสิบคัน มันก็ได้จมอยู่ในน้ำกว่าครึ่งคัน มาตอนนี้ฝนเองก็ยังตกไม่หยุด ทั้งยังได้โหมกระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนไฟฟ้าดับ พายุฝนในครั้งนี้ต้องยอมรับเลยว่ามันหนักมาก เกรงว่าความเสียหายที่ตามมาก็ต้องสาหัสตามไปด้วยเช่นกัน

สวี ฉีหมิง ได้พบเพื่อนของเขา จากนั้นเขาก็ได้ขับรถยกไปที่รถเก๋งของเพื่อนเขา และจากนั้นก็ได้หยิบเชือกเส้นหนาเท่าแขนออกมา ซึ่งเขาเองก็ได้เตรียมมันเอาไว้แล้ว ก่อนออกมา..

จากนั้นทั้งสองก็ได้ทำงานร่วมกัน ต่อเชือกเข้ากับรถเก๋ง และรถยก ทั้งนี้ก็ทําได้ยาก ทั้งสองได้ตากฝน และตัวเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนในทันที

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และในที่สุด หลังจากผูกมัด และคล้องเชือกเสร็จแล้ว สวี ฉีหมิง ก็ได้ไปขึ้นรถยก จากนั้นเขาได้ขับรถยก และลากรถเก๋งของเพื่อน ขึ้นมาจากน้ำ และลากดึงขึ้นไปบนเนินสูงแห่งหนึ่ง

จากนั้นทั้งสองก็ได้ลงจากรถอีกครั้ง และแก้มัดเชือกที่ผูกออก

“โอ้.. เหนื่อยจริงๆ สุดท้ายมันก็เสร็จแล้ว” สวี ฉีหมิง ได้ยิ้มกว้างออกมา และได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เพื่อนได้ตบไหล่เขา “ขอบคุณมาก มาพี่น้องเรา ฉันจะเลี้ยงมื้อดึกนี้ให้เอง ฮ่าๆ!”

สวี ฉีหมิง ได้พูดด้วยรอยยิ้ม : “อีกอย่าง อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนเถอะ ตอนนี้พวกเราตัวเปียกโชกไปหมดแล้ว ตอนนี้สมควรระวังที่จะเป็นหวัด ไงก็รีบกลับบ้านไปอาบน้ำร้อนก่อนเถอะ มาๆ ฉันจะพานายไปด้วย ไปขึ้นรถ!”

ทั้งสองกําลังวางแผนที่จะขึ้นรถยก แล้วขับออกไป

ในเวลานี้ ชายวัยกลางคน ก็ได้กางร่มเดินเข้ามา

“พี่ใหญ่ สวัสดี.. รถยกคันนี้เป็นของคุณหรือ?” ชายวัยกลางคน ได้ถามเขาด้วยรอยยิ้ม

สวี ฉีหมิง สับสนเล็กน้อย แต่ก็ยังคงพยักหน้า : “ใช่ ..มันเป็นของฉัน”

ชายวัยกลางคน ได้ยิ้ม และพูดว่า : “งั้นก็ดีแล้ว พี่ใหญ่ คุณว่างมั้ย? รถของฉันเองก็ยังถูกแช่อยู่ในน้ำ ช่วยลากมันขึ้นมาให้ได้ไหม สบายใจได้ ฉันไม่ได้ปล่อยให้คุณทำมันเปล่าๆ ฉันจะจ่ายเงินให้คุณเป็นค่าตอบแทน”

สวี ฉีหมิง ที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ต้องการที่จะปฏิเสธ.. อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้จักลุงคนนี้ แล้วทําไมเขาต้องช่วยเขาล่ะ?

ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นเพื่อนของ สวี ฉีหมิง เขาก็จะช่วยโดยไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่ครึ่งคำ แต่สำหรับคนแปลกหน้าที่ไม่ใช่ญาติ หรือเพื่อน มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าหากบอกว่ารถของอีกฝ่ายได้ถูกแช่อยู่ในน้ำ ทั้งยังมีคนติดอยู่ในรถ มันก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิต เขาเองก็ไม่แม้แต่จะพูดสักคํา ทั้งไม่คิดหวังผลตอบแทนใดๆ เพราะเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องของการช่วยชีวิตผู้คน แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเป็นเพียงแค่รถดับ ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้คน สวี ฉีหมิง ก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเข้าช่วยเหลือ เพราะเรื่องนี้มันก็เป็นหน้าที่ของเขาเจ้าของรถที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง ทั้งมันก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา

หากให้ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเป็นในเหตุการณ์ปกติ อีกฝ่ายจะให้คนแปลกหน้ายืมรถของเขาขับหรือไม่? เห็นได้ชัดว่าไม่ และไม่อย่างแน่นอน เหตุผลมันก็ง่ายๆ แบบนี้แหละ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยินว่าอีกฝ่ายเสนอที่จะให้ค่าตอบแทน สวี ฉีหมิง ก็ได้เกิดลังเล..

การได้รับค่าตอบแทนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันก็กลายเป็นเหมือนธุรกิจ คุณรับงาน นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน เหมือนพนักงานส่งอาหาร ที่ได้ช่วยไปส่งอาหารให้กับลูกค้า แล้วที่นี่ลูกค้าก็จะให้ค่าขนส่ง…

ส่วนจะได้รับเงินนี้หรือไม่ อํานาจการตัดสินใจก็จะยังคงอยู่ในมือของ สวี ฉีหมิง หากเขาไม่คิดรับงานนี้เลย คนอื่นก็ไม่สามารถพูดอะไรได้.. เพราะนี่คือ สิทธิของ สวี ฉีหมิง และเขาก็ไม่ได้เป็นหนี้ของใคร..

“ฝนตกหนักมาก พี่ใหญ่ เท่าไหร่คุณก็สามารถบอกมาได้เลย” ชายวัยกลางคน ได้ยิ้ม เขาก็มีทัศนคติที่ดี อย่างไรเสียเขาก็ได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น จะไปมีทัศนคติที่ไม่ดีได้เช่นไร..

ท่าทีของ สวี ฉีหมิง อ่อนลง เมื่อเขาได้เห็นลุงวัยกลางคนคนนี้ พูดด้วยทัศนคติที่ดีเช่นนี้ ..

“ตกลง ฉันจะช่วยลากรถให้คุณ ส่วนเงิน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าต้องคิดมันเท่าไหร่ดี?” สวี ฉีหมิง กล่าว แม้ว่าเขาจะตกลงที่จะช่วย แต่ราคาเท่าไหร่นั้น มันดันกลายมาเป็นปัญหา..

ลุงวัยกลางคน พูดว่า “ครั้งที่แล้ว รถฉันเองก็ได้เสียบนถนน แล้วได้เรียกให้รถยกมา ทางนั้นได้เก็บฉันไป 360 หยวน และบอกว่าคิดค่าบริการรวมภายในระยะทาง 10 กิโลเมตร แต่ถ้าที่นี่ ระยะทางดูเหมือนจะสั้นไปหน่อย…”

ความหมายของ ลุงวัยกลางคน ก็คือ การให้มาลากรถตรงนี้ออกไป มันก็ไม่ได้เกิน 2 - 3 ร้อยเมตร ถ้าคิดตามมาตรฐานของรถยก ก็เหมือนว่ามันจะแพงเกินไปหน่อย

สวี ฉีหมิง เข้าใจความหมายของลุงวัยกลางคน จากนั้นเขาก็ได้หัวเราะ และกล่าวว่า : “จริงอยู่ที่ว่าระยะทางมันไม่ไกล ฉันเองก็เรียกเก็บเงินคุณได้ยากมากเช่นกัน สู้เอาแบบนี้ดีกว่า ฉันจะคิดเงินกับคุณแค่ 50 หยวน คุณคิดเห็นอย่างไร?”

คุณลุงวัยกลางคน พอได้ฟังแล้ว ก็ได้รีบตอบตกลงทันทีว่า “โอเค 50 หยวน ขอบคุณพี่ใหญ่”

เมื่อเทียบกับ 360 หยวนของค่าบริการรถลากแล้ว 50 หยวน กลับถูกกว่ามากจริงๆ ทางฝ่ายลุงเองก็ได้มีความรู้สึกมีความสุข ที่เขาได้รับประโยชน์จากอีกฝ่าย..

ส่วนทางเพื่อนของ สวี ฉีหมิง ก็กลับได้แอบกระทืบเท้าอยู่ข้างๆ นี่มันไม่คุ้ม เลาสวี คนนี้ ซื่อสัตย์เกินไป หรือใจอ่อนเกินไปกันแน่!, ถ้าเป็นเขาจะไปเกรงใจอีกฝ่ายขนาดนี้ได้อย่างไร ต่อให้มันเป็นแค่ระยะทางใกล้ๆ เขาก็จะเรียกเก็บเงิน 180 หยวน ทั้งนี้มันก็ไม่ใช่ว่าแย่ หากให้ลดราคาลงมา ก็เรียกเก็บสัก 100 หยวน มันก็ยังได้!

ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินดี ก็ไม่เป็นไร ก็ปล่อยให้คุณไปแจ้งสายด่วน เรียกหาบริการรถยกเอา คืนนี้ฝนตกหนักขนาดนี้อีก ถามหน่อยสิว่าคนอื่นจะยอมมาไหม? หากอีกฝ่ายเต็มใจมาจริงๆ ก็ไม่ใช่ราคาปกติอย่างแน่นอน ทั้งนี้มันก็มีโอกาสสูงที่จะขึ้นไปเป็น 500 หยวน มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย..

แต่ด้วยวิธีการคิดคำนวนของ เลาสวี นี่มันก็เท่ากับแจกส่วนลดให้อีกฝ่ายไปกว่าครึ่งแล้วไม่ใช่หรือยังไง? ทั้งนี้มันก็ถูกมาก!

ทั้งสองฝ่ายก็ได้เจรจาค่าตอบแทน 50 หยวน และขั้นตอนต่อไปก็คือ เริ่มทำงาน

“พี่น้องเรา ตอนนี้คงต้องลําบากกันหน่อยแล้ว มาๆ ช่วยฉันหน่อย” สวี ฉีหมิง ได้หันไปพูดกับเพื่อนของเขา

เพื่อนคนนี้ของเขาเองก็เป็นคนซื่อสัตย์เช่นกัน และได้พูดว่า : “ไม่มีปัญหา มาๆ รีบทำงานให้เสร็จจะได้รีบกลับบ้าน”

ดังนั้น สวี ฉีหมิง จึงได้ขึ้นรถยกของเขา และได้ขับรถไปที่รถเก๋งของลุงวัยกลางคน จากนั้นก็ได้ลงมาจากรถทันที และได้ใช้เทคนิคเดิมๆ ของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่วมมือกับเพื่อนของเขา โดยใช้เชือกคล้องทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน ..เอาไว้

ฉากนี้ได้ทำให้เจ้าของรถคันอื่นๆ โดยรอบๆ ได้เห็น

เจ้าของรถแต่ละคันก็ได้ลงมาจากรถ โดยกางร่มออกมา ทีละคนๆ และเข้ามาล้อมรอบพวกเขา

“เดี๋ยวก่อนนะพวกคุณคือ?”

“นี่พวกคุณช่วยยกรถหรือ?”

“นี่มันฟรีไหม?”

เจ้าของรถต่างพากันสอบถาม ทีละคนๆ

ลุงวัยกลางคน ได้อธิบายว่า “ฉันได้ขอให้พี่ใหญ่สองคนนี้ ช่วยลากรถให้ไปตรงฝั่งโน้น ไม่ได้ฟรีนะ ฉันได้ให้พวกเขา 50 หยวน”

50 หยวน นี่มัน ไม่ได้แพงเลย..

สำหรับเจ้าของรถเหล่านี้ 50 หยวน ไม่นับเป็นอะไรจริงๆ

ชั่วขณะหนึ่ง เจ้าของรถทุกคนต่างก็ได้รู้สึกหัวใจเต้นแรง จากนั้นพวกเขาก็ได้พากันขอให้ สวี ฉีหมิง ช่วยรถลากรถของพวกเขา

“ยังไงก็ตาม ถือโอกาสนี้ ช่วยลากรถให้ฉันด้วย!”

“ฉันเอาด้วย!”

“เพิ่มฉันไปด้วย!”

เดิมที สวี ฉีหมิง คิดว่า แค่ช่วยลุงคนนี้ลากรถเสร็จก็จะกลับบ้านทันที แต่มาตอนนี้ดูๆ ไปแล้ว มันก็ดันมีคนมาขอให้เขาช่วยลากรถ เข้ามามากมายขนาดนี้ ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีคนขอให้เขาช่วยกว่ายี่สิบกว่าคนแล้ว แบบนี้ก็ต้องมีรถที่ให้เขาลากกว่า 20 คัน มันก็รวมเป็นเงินกว่า 1,000 หยวนแล้ว

หัวใจของ สวี ฉีหมิง ก็ได้เริ่มหวั่นไหว โดยเขาคิดไปว่าหากมีฝนตกลงมาหลายวัน เขาเองก็อาจจะขับรถไม่ได้ และถ้าเขาไม่สามารถเริ่มงานได้ เขาก็จะไม่มีเงิน ดังนั้นสู้ช่วยพวกเขาลากรถ ทํางานหนัก และรับเงินไม่ดีกว่า…

สวี ฉีหมิง ได้คุยปรึกษากับเพื่อนของเขา และจะแบ่งเงินที่ได้มาคนละครึ่ง เพราะงานนี้ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว และเขาเองก็ต้องการให้เพื่อนของเขาช่วยผูกเชือก..

เพื่อนของเองก็มีเงินใช้อยู่ แม้มันจะเพียงเล็กน้อย แต่งานครั้งนี้จะได้เงินหรือไม่นั้น มันก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาได้เห็น สวี ฉีหมิง ขาดเงิน คนเป็นเพื่อนอย่างเขาจึงได้ตอบตกลง

ดังนั้น หลังจากช่วยลุงวัยกลางคนลากรถให้เสร็จ สวี ฉีหมิง ก็ได้เข้าช่วยคนอื่นๆ ลากรถ และยุ่งอยู่กับการทํางานหนักอยู่พักหนึ่ง

รวดเดียวพวกเขาก็ได้ลากรถไปมากว่าสิบคันแล้ว ,เจ้าของรถแต่ละคันก็ได้ตรงไปตรงมา ทั้งพวกเขาก็ได้จ่ายเงิน 50 หยวน กระทั่งได้มาเจอกับผู้หญิง 2 คนนี้ พอลากรถให้เสร็จ แต่กลับไม่ยอมให้เงิน 50 หยวน จึงได้เกิดมีปากเสียงกัน และได้ดึง หลินฟาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นคนที่เดินผ่านไปมาให้เข้ามายุ่ง…

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด