ตอนที่แล้วตอนที่ 874 ภารกิจของฮุยไท่หลาง  
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 876 ล้างเท้าแม่ครั้งแรก

ตอนที่ 875 ความสุขหาได้ง่ายนักหรือ?


วังเทียนหลัว

เย่ว์หยางหลังจากกลับมาหอทงเทียน เรื่องแรกที่เขาทำคือไม่ได้ไปหาใครอื่นนอกจากแม่สี่

เป็นเรื่องดีที่ได้รู้จักแพนดอราจากหุบเขาราคะ  แต่เมื่อเขานึกถึงแล้ว เขาเกือบถูกพลังเทพวิบัติของนางและพลังกฎสวรรค์ประจำหุบเขาราคะฆ่าตายเสียแล้ว เขารู้สึกกลัวจริงๆ  ถ้าเขาไม่ได้กลับมาอีก แม่สี่และปิงเอ๋อจะเป็นยังไง?  เสวี่ยอู๋เสียและเชี่ยนเชี่ยนพวกนางจะเศร้าขนาดไหน?  แน่นอนว่าเรื่องที่สมมตินั้นไม่มีทางเป็นจริง.. แต่พอมีเวลาคิดทบทวนถึงสถานการณ์เดิม เย่ว์หยางอดใจสั่นสะท้านไม่ได้และเขาต้องการคนปลอบโยน

ใครเล่าจะปลดปล่อยความคิดในแง่ร้ายของเย่ว์หยางได้ดีที่สุด?

อู๋เสีย, เชี่ยนเชี่ยน, โล่วฮัว, อี้หนาน, มารกฎฟ้า, เย่ว์หวี่ ฯลฯ พวกนางคนไหนจะทำได้บ้าง

แม้แต่ปิงเอ๋อ ซวงเอ๋อ เป่าเอ๋อ หนิวหนิว รวมทั้งสาวน้อยยักษ์ไตตัน เย่ว์หยางก็ยังต้องดูแลพวกนาง พวกนางเที่ยวละเล่นสนุกบ้าง หัวเราะร่าเริงบ้าง แม้ว่าพวกนางยังไม่เข้าใจถึงวิธีปลอบประโลมสักเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เย่ว์หยางรู้สึกดีขึ้นบ้าง

แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่เป็นกำลังใจให้เย่ว์หยางมากที่สุดและคนที่กำจัดความคิดมุมมองในแง่ร้ายของเย่ว์หยางได้ดีที่สุดก็คือแม่สี่

แม่สี่ผู้อ่อนโยนและอ่อนแอ นางมีความสุภาพสงบเสงี่ยมสมกับเป็นมารดาผู้การุณย์

นางไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองเย่ว์หยางเฉยๆ

นั่นทำให้เขารู้สึกว่านางพร้อมสนับสนุนเขาแน่นอน

ความมั่นใจนั้นเป็นแรงบันดาลใจชนิดหนึ่ง ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นภาษาใดๆ ได้ ตราบเท่าที่เย่ว์หยางเห็นแม่สี่  เขาจะรู้เองโดยอัตโนมัติว่าควรจะทำอะไรต่อไป

ตราบเท่าที่พบเห็นนาง เย่ว์หยางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ และรู้สึกร่าเริงเหมือนเด็กหลงทาง ที่ไม่ว่าจะกังวลใจแค่ไหน พอพบทางกลับบ้านความกังวลใจก็หายไปไม่เหลือร่องรอย...

เย่ว์หยางกลับไปที่สวนดอกไม้

เขาเห็นจุ้ยมาวอี้ (สาวขี้เมา) ยังคงอยู่ในวงเวทเทเลพอร์ต  ทั้งสองตกใจเล็กน้อย บังเอิญหรอกหรือ?

“เจ้ากลับมาครั้งนี้ โชคไม่ดีเลย, อู๋เสียกับเชี่ยนเชี่ยนและปิงเอ๋อไปศึกษาอักษรรูนโบราณ เย่ว์หวี่ไปเยี่ยมอาจารย์ ส่วนคนอื่นๆ ก็วุ่นวายกับการฝึกฝนอยู่ในบันไดสวรรค์ ไม่มีใครว่างพอจะอยู่กับเจ้า”  จุ้ยมาวอี้รีบตอบ และก่อนที่เย่ว์หยางจะทันได้พูด นางรีบกล่าว “ไม่ต้องมองข้า ข้าไม่มีเวลาว่าง ใกล้จะถึงวันครบรอบราชสมภพฝ่าบาท  ข้าต้องรีบกลับมาจัดการ”

“ข้ามีเวลาว่าง” แพนด้าน้อยหนิวหนิวกลัวว่าเย่ว์หยางจะผิดหวังและจากไป เธอคล้องแขนเย่ว์หยางและยื่นหน้ากระซิบ “ข้ากับซวงเอ๋อจะอยู่เล่นกับพี่ก็ได้  เราทุกคนมีเวลาว่าง!”

“จริงเหรอ? ฉลาดจริงๆ” เย่ว์หยางกอดหนิวหนิวและจูบหน้าผากเธอเสียงดังฟอด

“เจ้าไปทำงานบ้านและเอาแต่เล่นตลอดทั้งวัน พอกลับมาแล้วเจ้าไม่ได้ไปเรียนหนังสือกับซวงเอ๋อหรือ?”  จุ้ยมาวอี้เป็นเหมือนมารดา  เด็กหญิงแพนด้าตกใจแอบแลบลิ้นและผละจากเย่ว์หยาง  เธอรีบวิ่งไปหาเย่ว์ซวงทันที รอให้ทำการบ้านวันนี้และจากนั้นค่อยเข้ามาเล่นกับพี่ชายก็ได้

หลังจากเลี้ยวโค้ง เธอก็หยุดและทำท่าลับๆ ล่อๆ ส่งสัญญาณให้เย่ว์หยางรอเธอ

จนกระทั่งเธอเห็นเย่ว์หยางพยักหน้า ก็โดดโลดเต้นอย่างมีความสุข

จุ้ยมาวอี้เห็นเช่นนั้น นางทั้งโกรธทั้งขำ “เจ้าโตจนป่านนี้แล้ว ยังเล่นเป็นเด็กอีกหรือ?”

เย่ว์หยางยิ้มตอบ  “คนที่ทำตัวไร้เดียงสาเหมือนเด็กจะไม่แก่เร็วแน่นอน.. วันเกิดเจ้าหรือ?  ข้าไปร่วมด้วยได้ไหม?”

จุ้ยมาวอี้แค่นเสียงขึ้นจมูก  “ไม่มีส่วนของเจ้า  เจ้าจะมาทำหน้าหนาโดยไม่ได้รับคำเชิญจากฝ่าบาทไม่ได้  มิฉะนั้นมีแต่จะเพิ่มความวุ่นวาย  ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สี่อยู่ที่นี่  ชื่อเสียงของเจ้าไม่ได้มีอิทธิพลต่อที่นี่หรอกนะ!”

เย่ว์หยางทำเป็นงง  “แล้วมีผลยังไง?”

จุ้ยมาวอี้อยากจะบีบคอเขายิ่งนัก  แต่ในที่สุดนางยับยั้งความคิดนี้ไว้  “ก็มันไม่ค่อยดี  ในทวีปมังกรทะยานใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคือคุณชายผู้ร้ายกาจ”

เย่ว์หยางโมโห

“เฮ้, ในวังฝ่าบาทก็มีสาวงามตั้งสามพันนาง  ของจักรพรรดิเฒ่าจุนอู๋โหย่วก็มีปราสาทสามแห่ง ตำหนักต่างๆ ถึงหกสิบสองหลัง และที่ไม่รู้อีกเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ข้าเป็นตัวอะไร! ไม่ว่าในทวีปมังกรทะยานหรือในหอทงเทียน จักรพรรดิมีสตรีเป็นสิบเป็นร้อย ถ้าเอาข้าไปเทียบกับพวกเขา ข้าจะกลายเป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสาไปเลย” นี่คือการป้องกันตัวไว้ก่อนของเจ้าเด็กผู้มาจากโลกอื่น

“เจ้าน่ะหรือเป็นเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสา?”  จุ้ยมาวอี้อยากจะเป็นลม

“ถ้าเทียบกับราชาอื่น   ข้าขอตอบว่าใช่”  เย่ว์หยางหน้าหนาหน้าทนยิ่งกว่ากำแพงเมือง

“เจ้าจะไปเทียบกับคนอื่นได้ยังไง?”  จุ้ยมาวอี้เมื่อได้ยินเช่นนั้น โมโหทันที  “ทำตัวอื้อฉาวไม่น่าเชื่อถือ  เจ้าโดดเด่นในกลุ่มนักสู้ ก็ควรทำตัวให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีแก่ทุกคน!”

“พอไม่ต้องพูดเลย, ตัวอย่างดีๆ แบบนี้อย่าทำเลยดีกว่า!” เย่ว์หยางโบกมือเหยียดหยาม

“ว่าไงนะ?”  จุ้ยมาวอี้แหวใส่เย่ว์หยาง

“ข้าแค่ต้องการเตือนเจ้าว่าข้าเป็นบุรุษอื้อฉาวจากปากเจ้า...”  เย่ว์หยางชูมือตอบอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“บุรุษอื้อฉาวไม่น่าเชื่อถือไม่ใช่หรือ?”  จุ้ยมาวอี้กระแอมและตอบคำถามนี้

“แล้วไม่ได้หรือไง?”  เย่ว์หยางกระพริบตาและถามกลับ

“เจ้ามันน่ารำคาญจริงๆ!”  จุ้ยมาวอี้มองหน้าเจ้าเด็กนี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นผลักเย่ว์หยางออกไปห่างๆ แล้วขึ้นเสียง “อย่ามาคุยกับข้าอีก  แล้วไม่ต้องมากวนใจข้า”

“แม่สาวนี่...”  เย่ว์หยางลูบหลังศีรษะและรู้สึกนางแปลกไปบ้าง  ปกตินางจะไม่เป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้น?

ไม่มีใครอยู่แถวนั้น มิฉะนั้นเขาคงจะถามให้ชัดเจน

เย่ว์หยางกลับไปยังที่พักของแม่สี่ นางกำลังกล่าวคำอำลาใครบางคน  เขาสงสัยว่าใครกันมาเยี่ยมแม่สี่?

แม่สี่หันไปเห็นเย่ว์หยาง

นางมีความสุขปลื้มใจทันที

นางรู้สึกอารมณ์ดียิ้มและให้เย่ว์หยางนั่งลง นางหวีผมให้เขาอย่างอ่อนโยนและพูดอย่างดีใจ  “หลังจากพูดคุยกับผู้อาวุโสหลายคนในที่สุดก็กำหนดวันได้เสียที  การต่อสู้นานเกินไปฟังดูแล้วไม่ดีเลย นั่นเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมต่ออู๋เสียกับเชี่ยนเชี่ยน  พวกเจ้าเหล่าผู้เยาว์มีความคิดเห็นเป็นของตนเองไม่อยากจัดงานให้เอิกเกริกเราเหล่าผู้อาวุโสยังพอยินยอมกันได้  แต่เจ้าต้องไปพบผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้  นี่อาจจะไม่ทำให้เจ้ารู้สึกโล่งใจหายอึดอัด แต่ผู้อาวุโสของเราหวังว่าจะได้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ดีกว่าออกไปทำสงครามต่อสู้อย่างไม่รู้จบ  หอทงเทียนในตอนนี้สงบสุขดีแล้ว เจ้าควรจะเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการได้แล้ว ต่อไปจะได้มีลูกน้อยบ้างเสียที การแต่งงานก็ต้องจัดการกันตามประเพณีของตระกูลต่างๆ ตรงนี้เราควบคุมไม่ได้ เรื่องของพวกเจ้าผู้เยาว์ให้จัดการไปตามธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมที่ง่ายและดูดี  เราแค่ยืนยันเท่านั้น”

เย่ว์หยางได้ยินนางพูดแล้วก็รู้ว่านางไม่สามารถเก็บซ่อนไว้ได้

เขาพยักหน้า

แม่สี่เห็นเขารับปากก็รู้สึกมีความสุขอดกอดเขาหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มมิได้  “ซานเอ๋อ, ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแม่สี่ก็คือเห็นเจ้าเติบใหญ่ แต่งงานมีภรรยาและให้กำเนิดบุตร ถ้าภายในสองปีเจ้ามีลูกให้ข้าอุ้มได้ แม่สี่ไม่มีอะไรต้องเสียใจแล้ว!”

นางคิดว่าคงต้องตบหน้าเขาเบาๆ เพื่อให้เขารับปาก

คิดไม่ถึงเลยว่าเขากลับพยักหน้าเห็นด้วย

นี่ทำให้นางประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ  ว่านางดึงเขาให้กลับมาจากแดนสวรรค์และกลายเป็นเด็กอยู่ในโอวาทได้อย่างไร?

หัวใจของแม่สี่ปลาบปลื้มตื่นเต้น และเข้าใจเรื่องสองสามจุด นางดึงร่างของเย่ว์หยางเข้ามาหาอย่างนุ่มนวล และเช็ดน้ำตาที่หางตาของเขา “ซานเอ๋อ! เกิดอะไรขึ้นหรือลูก? เจ้าไปพบอะไรมาในแดนสวรรค์บอกความจริงแม่สี่  อย่าปิดบัง!”

เย่ว์หยางยิ้มและกล่าว  “ความจริงไม่มีอะไรมากเลย ก็แค่อุบัติเหตุ แต่นับว่ายังโชคดี....”

เขาเล่าประสบการณ์ที่หุบเขาราคะและหุบเขาอสูรให้แม่สี่ฟัง

เมื่อได้พูดออกมาแล้ว อารมณ์ความรู้สึกที่เป็นลบของเย่ว์หยางถูกระบายออกมาหมดจนหายไปไม่เหลือ

แม่สี่ตกใจและดีใจพร้อมกัน  นางอดยกมือทาบอกมิได้ แต่แล้วก็คลายมืออย่างรวดเร็ว นางลูบศีรษะเย่ว์หยางอย่างอ่อนโยนและตำหนิเขาเล็กน้อย “ในเมื่อมีวิธีที่ดีที่สุดในการผ่านด่าน ทำไมเจ้าต้องทำอะไรให้พิเศษด้วย? เจ้าบ้าระห่ำมากนะ และทำให้แม่สี่กลัวด้วย! ต่อไปคราวหน้าเจ้าอย่าได้กระทำอย่างนี้อีก  ถ้าเจ้าจะทำอะไรลงไปเจ้าต้องคิดถึงทุกคนให้รอบด้าน  เจ้ามีแผนจะสอนเราถึงวิธีใช้ชีวิตในอนาคตหรือเปล่า? แน่นอนว่านี่จะตำหนิเจ้าก็ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นชะตากรรม...แพนดอราพบกับเจ้าก็เป็นชะตากรรม ทั้งหมดถูกลิขิตไว้แล้ว แต่บางครั้งเลี่ยงได้ก็พึงเลี่ยง  พี่ใหญ่บนสวรรค์คงจะคอยปกป้องเรา  เรื่องร้ายๆ จึงกลายเป็นดีได้”

เย่ว์หยางซบหน้ากับอ้อมแขนนางทันที และหลับตาเบาๆ

ใบหน้าแม่สี่อ่อนโยนนางพริ้มตาลง อย่างอ่อนโยน

เขารู้สึกผ่อนคลาย

นางลูบผมลูบแก้มเขา  เสียงของนางเหมือนเสียงดังผ่านท้องฟ้าและดวงดาว  “นอนเถอะลูก, ซานเอ๋อ,  เจ้าอยู่ในบ้านของเจ้าแล้ว  แม่สี่รู้ว่าเจ้าเหนื่อย  แต่ไม่มีทางอื่น เจ้าคือเสาหลักของบ้าน แม่สี่อยากจะช่วยเจ้าบ้าง.. หลับเสียเถอะ ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว  ทุกอย่างจะดีเอง!”

ด้วยราศีที่อ่อนโยนเหมือนมารดา  เย่ว์หยางรู้สึกเหมือนดื่มด่ำกับความสุข

เขาไม่ได้หลับ แต่เหมือนตกอยู่ในอาณาจักรวิญญาณที่เงียบสงบ เป็นอิสระที่ไม่สามารถอธิบายได้  หรือว่านี่คือหัวใจของแม่สี่?

ในอาณาจักรวิญญาณที่เงียบสงบนี้ ต่อให้ต้องหลับไปถึงหมื่นปี ก็ไม่รู้สึกเดียวดาย!

เมื่อเย่ว์หยางตื่นขึ้น เขาพบว่ากำลังนอนอยู่บนม้านั่งยาวพาดศีรษะอยู่บนตักแม่สี่ มือของเขากอดเอวนางเหมือนเด็กกำลังหลับ ก่อนที่เขาจะลืมตา เขาได้ยินเสียงของจุ้ยมาวอี้ เขายังคงอยู่ในสภาพสลึมสะลือ เสียงของนางกังวลและวิงวอน “แม่สี่ข้ามชื่อข้าไปก่อนได้ไหม? ข้าไม่อยากแต่งกับเขา!”

“ทำไมเล่า?” เสียงของแม่สี่นุ่มนวลเหมือนสายน้ำ

“อู๋เสีย, เชี่ยนเชี่ยนและโล่วฮัวต่างก็มีชื่ออยู่แล้ว ข้าแค่ต้องการอยู่กับพวกนาง  แค่นั้นจะเป็นไรไป!”  จุ้ยมาวอี้เสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้

“ในฐานะภรรยาหรือไม่?”  แม่สี่ถาม

“ไม่ใช่ ไม่ใช่” จุ้ยมาวอี้รีบปฏิเสธ  “อู๋เสียเหมาะสมที่สุดแล้ว แม้แต่เชี่ยนเชี่ยนก็ยังเห็นด้วย”

“เจ้าไม่ชอบครอบครัวซานเอ๋อของข้าหรือ?”  แม่สี่ถามอย่างจงใจ

“ไม่ใช่อย่างนั้น, อย่างไรก็ตาม สถานะของข้าต่ำต้อยกว่าเขามาก  นอกจากนี้เขายังชอบล้อข้าเล่นเสมอ ข้าไม่รู้ว่าเขาคิดกับข้ายังไง  แม่สี่, ข้าว้าวุ่นใจมาก ขอข้าคิดดูก่อนแล้วค่อยให้คำตอบได้ไหม? ท่านช่วยข้าโน้มน้าวใจฝ่าบาท  อย่างไรก็ตาม อย่าให้เขารู้ ไม่อย่างนั้นหลายอย่างจะไม่เป็นไปด้วยดี  ต่อไปข้าไม่รู้จะมองหน้าเขายังไง  แม่สี่, ท่านช่วยข้าได้ดีที่สุดแล้ว”  จุ้ยมาวอี้รีบจับมือแม่สี่และมองหน้านางอย่างน่าสงสาร

“สิ่งที่เจ้ากังวลแม่สี่รู้ดี แต่นั่นไม่สำคัญเลย กลับไปคิดดูให้ดี เด็กโง่! นี่เจ้าไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้สำคัญขนาดไหนหรือ นั่นเป็นความสุขทั้งชีวิต  ความสุขจะหาได้ง่ายจริงๆ อย่างนั้นหรือ?  ถ้าเจ้ามัวแต่ใส่ใจความคิดคนอื่นมากนัก เจ้ามิต้องมีชีวิตอย่างเหนื่อยหน่ายหรอกหรือ อู๋เสีย เชี่ยนเชี่ยนและโล่วฮัวต่างปล่อยวางได้ทุกคน  ทำไมเจ้าต้องดื้อรั้นยืนกราน? เด็กโง่, เจ้าทำแบบนี้ก็เท่ากับทรมานตัวเอง!”

แม่สี่ปลอบโยนจุ้ยมาวอี้อย่างนุ่มนวลนางกุมมือจุ้ยมาวอี้เบาๆ

เพื่อให้จิตใจนางสงบ

เดิมทีใจของจุ้ยมาวอี้สงบอยู่แล้ว เมื่อนางเห็นเย่ว์หยางยังหลับอยู่ และเห็นมุมของเขายิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขากำลังฝันถึงบางอย่าง... ดูเหมือนว่าเขาเห็นความคิดบางอย่างที่อยู่ลึกในใจนางจากนั้นจึงหัวเราะเยาะ...

ทันใดนั้นใจของนางสั่นสะท้านยากจะสงบได้

“แม่สี่, ข้าจะกลับก่อน ให้ข้าได้คิดเรื่องนี้ก่อน!”  จุ้ยมาวอี้ไม่กล้ามองเขาอีก  นางกลัวจะเห็นภาพเดิมอีก แล้วนางจะไม่สามารถเบือนหน้าหนี  นางลุกขึ้นได้ก็หนีออกมา

“เด็กโง่ที่น่ารำคาญจริงๆ”  แม่สี่อดหัวเราะไม่ได้

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด