ตอนที่แล้วบทที่ 9: หมาเลียตีนของแท้! นี่ใช่สตรอว์เบอร์รี่จริง ๆ เหรอ?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 11: กระเจี๊ยบเขียวเลเวล 2 และข่าวดี (พระวจนะของพระเยซู/พระเจ้า) ของเหล่าบุรุษทั้งหลาย!

บทที่ 10: จินละสองร้อยสู้จินละยี่สิบไม่ได้!


ฉินหลินมองจ้าวโม่ชิงกับแม่ของตนที่กำลังล้างจานกันอยู่ในครัวอย่างมีความสุข

พอโม่ชิงมาบ้าน  แม่ของเขาก็มีแต่รอยยิ้มอารมณ์ดีไม่เอาแต่ถอนหายใจเฮือก ๆ ๆ เหมือนที่เคยเป็น

การยิ้มบ่อย ๆ ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นและส่งผลให้ร่างกายดีขึ้นด้วย

เห็น ๆ อยู่ว่าแม่อยากช่วยเขาแต่งโม่ชิงเข้าบ้าน  ทว่าสภาพการณ์ของครอบครัวมันช่างยากแค้นเหลือเกิน  อยากช่วยแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะเก็บเงินดาวน์บ้านให้ได้โดยเร็วที่สุด  จากนั้นค่อยเอาทะเบียนสมรสออกมาให้แม่ดูและพาโม่ชิงเข้าบ้านซักที

นี่คงเป็นสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดในตอนนี้แล้ว  หรือจะบอกว่าเขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรมากมายก็ไม่ผิดนัก

เพราะบางอย่างในชีวิตมันก็มีค่าและสำคัญกว่าความทะเยอทะยานนั่นเอง

พอคิดได้แบบนี้ก็รีบเช็คหน้าจอเกม  ในใจก็อยากจะใส่สูตรโกงอัดเงินอัดเลเวลให้ตัวละคร  จะได้ปลูกสตรอว์เบอร์รี่แดงให้แน่นขนัดแล้วเอาทั้งหมดไปขายเพื่อเอาเงินทีละเป็นล้าน ๆ มา

เมื่อฉินหลินกำลังจะพาโม่ชิงไปส่งบ้าน  หลินเฟินผู้เป็นแม่ก็เดินตามลงมาเตือนว่า “เสี่ยวหลิน  ลูกไปส่งโม่ชิงให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะ  ขับช้า ๆ ไม่ต้องรีบ...”

“ครับแม่  ขับช้า ๆ อยู่แล้วครับ” ฉินหลินตอบด้วยรอยยิ้มและขับไปส่งจ้าวโม่ชิง

บ้านของจ้าวโม่ชิงอยู่ที่เมืองตงในเขตหยวนเสี่ยว

ฉินหลินเข้าไปจอดในหมู่บ้าน  สภาพแวดล้อมโดยรอบบอกได้เลยว่าแตกต่างจากเขตเมืองเก่าที่เขาอยู่โดยสิ้นเชิง

ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นย่านที่เจริญที่สุดในอำเภอโหยวเฉิงแล้ว  ราคาค่าห้องสูงถึงตารางเมตรละหมื่นสี่  บ้านขนาดร้อยยี่สิบตารางเมตรรวมค่าตกแต่งก็ปาไปสองล้านกว่า!

ที่พูดแบบนั้นก็เพราะว่าที่เมืองในตัวจังหวัดยังมีบ้านที่ราคาถูกกว่านั้นอีกมากมายนัก  เห็นได้ชัดเลยว่าบ้านในอำเภอโหยวเฉิงนี่แพงเกินจริงขนาดไหน

ถ้าจะย้ายมาอยู่ที่นี่ต้องพกสมองมาด้วยเยอะ ๆ เลยเชียวล่ะ  หากอยากซื้อบ้านที่นี่ล่ะก็นอกจากจะต้องเก็บเงินซักสี่ซ้าห้าปีแล้วยังต้องใช้หนี้นอกระบบให้หมดก่อนด้วย  ไม่งั้นไม่ไหว

หากช่วงนี้ยังไม่อาจหาเงินมาทำให้ตัวเองหลุดออกจากสภาพความเป็นอยู่อันแร้นแค้นได้ล่ะก็  กว่าจะได้เงินดาวน์ก้อนหนึ่งนี่มีเกินห้าปีชัวร์ ๆ

ซึ่งนี้แค่สมมุติว่าราคาบ้านมันจะไม่เพิ่มขึ้นในอนาคตนะ

ก่อนหน้านี้ทุก ๆ ครั้งที่เขามาที่นี่ก็มักจะมาด้วยความประหม่าหน่อย ๆ เพราะกลัวว่าจะทำให้จ้าวโม่ชิงผิดหวัง

โชคดีที่เกมในหัวของเขาสามารถช่วยดึงเขาออกจากหล่มอันแสนจะไร้พลังนี้ได้

จ้าวโม่ชิงดูเหมือนจะรู้ใจเขา  แทนทีจะลงรถไปกลับกอดเขาแน่นและเอาหน้าซุกที่หลังเขาแทน “นี่ฉินหลิน  ทำไมเราไม่สารภาพกับครอบครัวเราซะล่ะ  ฉันอยากอยู่เคียงข้างเธออย่างเปิดเผยจะตายอยู่แล้วนะ”

ฉินหลินเองก็รู้ว่าที่โม่ชิงพูดนั้นออกมาจากใจจริง ๆ และเธอได้เอ่ยถึงเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วด้วย

เขาจับมือของเธอแน่นและให้สัญญาว่า “เธอบอกจะเชื่อและให้เวลาฉันอีกหน่อยไม่ใช่เหรอ  ไม่ต้องห่วงหรอก  เมื่อไม่นานมานี้ฉันเริ่มธุรกิจขายส่งจนมีเงินเยอะขึ้นแล้ว  อีกไม่นานฉันจะพาเธอเข้าบ้านอย่างแน่นอน”

“จริงเหรอ?”

“อื้ม!”

“ได้  ฉันเชื่อเธอ!”

คำง่าย ๆ แค่ไม่กี่คำได้แสดงถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนทั้งสองมีให้แก่กัน

ทั้งสองอบอุ่นหัวใจกันอยู่พักหนึ่งก่อนฉินหลินจะยื่นส่งสตรอว์เบอร์รี่แดงเลเวลสองอีกชุดที่เตรียมมาให้เธอ

“ยังมีอีกเหรอเนี่ย?” จ่าวโม่ชิงประหลาดใจ

เพราะตอนนี้สตรอว์เบอร์รี่นี้มันอร่อยมากจนเธอกับแม่ยายกินเกลี้ยงไม่มีเหลือ

ฉินหลินพยักหน้า “อืม  เธออยากกินเท่าไหร่ก็ได้ตามใจชอบเลย”

จ้าวโม่ชิงจูบเขาอย่างอ่อนโยนด้วยความดีใจก่อนจะเดินขึ้นห้องพักไปอย่างอาลัยอาวรณ์

เมื่อเปิดประตูห้องมาก็พบว่าแม่ของตนเฉินเซียวและพี่สะใภ้หลี่เจียเหวินกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องโถง

“กลับมาแล้วเหรอโม่ชิง!” หลี่เจียเหวินกับจ้าวโม่ชิงอายุเท่ากัน  เธอเป็นผู้หญิงแต่งตัวดูดีมีสไตล์  เมื่อเห็นน้องผัวกลับมาก็ร้องทักด้วยรอยยิ้ม “โม่ชิงมา ๆ มาลองกินนี่ดู  ฉันฝากให้คนซื้อมาให้น่ะ  สตรอว์เบอร์รี่นำเข้าจินละสองร้อยหยวน  หากินยากมากเลยน้า~”

เธอพูดพลางหยิบขึ้นมายื่นป้อนให้จ้าวโม่ชิงลูกหนึ่ง

จ้าวโม่ชิงเองก็อ้าปากรับอย่างเชื่อฟัง

หลี่เจียเหวินก็ยัดสตรอว์เบอร์รี่ลูกนั้นเข้าปากเธอไปและถามว่า “เปนงาย~  อร่อยใช้มั้ยล่า~”

จ้าวโม่ชิงเคี้ยว ๆ แล้วก็กลืน  จากนั้นก็มองพี่สะใภ้ของตนด้วยสีหน้าแปลก ๆ “เจียเหวิน  เอาจริง ๆ นะ  สตรอว์เบอร์รี่นี่จินละสองร้อยแน่นะ?  ไม่โดนต้มแน่นะ?”

“จะเป็นไปได้ไงเล่า  ก็เพื่อนรักสมัยเรียนมหาลัยซื้อมาฝากเลยเชียวนา  ไม่อร่อยเหรอ?”

จ้าวโม่ชิงไม่พูดอะไรมากหยิบสตรอว์เบอร์รี่ของตนยื่นป้อนอีกฝ่ายบ้าง “อ้าปากซิ”

หลี่เจียเหวินเห็นสตรอว์เบอร์รี่แดงก็อ้าปากกินและเป็นต้องอึ้ง  เพราะรสชาติต่างกันคนละเรื่องกับที่เธอนั่งกินอยู่เลย! “โม่ชิงเธอไปหามาจากไหนเนี่ย  ราคาเท่าไหร่?  น่าจะแพงมากเลยใช่มั้ย”

“ไม่น่าแพงมั้ง!”

จ้าวโม่ชิงไม่ได้ถามราคาสตรอว์เบอร์รี่จากฉินหลินเลยตอบไปอย่างลังเลว่า “ฉินหลินเอามาให้น่ะ  น่าจะเป็นของที่ร้านคงประมาณจินละยี่สิบล่ะมั้ง?”

“จินละยี่สิบ?” หลี่เจียเหวินได้ยินราคาก็เศร้าเลย “เรื่องบ้าอะไรกัน  สตรอว์เบอร์รี่จินละสองร้อยอร่อยไม่เท่าจินละยี่สิบ  ดูท่าฉันจะโดนโกงจริง ๆ ด้วยล่ะโม่ชิง  ไม่น่าเลย”

ปากก็พล่ามไปมือก็ล้วงลงในกระเป๋าของโม่ชิงไป

สตรอว์เบอร์รี่ที่ตัวเองซื้อมาไม่มีกลิ่นเหลือแล้วแท้ ๆ แต่ของที่น้องผัวเอามาให้กลับหอมไม่จางหาย

เฉินเซียวที่นั่งอยู่ด้วยกันได้ยินชื่อฉินหลินก็ขมวดคิ้วถาม “ช่วงนี้ฉินหลินเป็นไงบ้าง?”

“ช่วงนี้ฉินหลินทำธุรกิจค้าส่งอยู่ค่ะแม่  เร็ว ๆ นี้คงดีขึ้นกว่าเดิม” จริง ๆ แล้วจ้าวโม่ชิงเองก็ไม่รู้หรอกว่าฉินหลินขายส่งอะไรอยู่  รู้แค่ว่าเขากำลังไปได้สวยและไม่ได้อยากจะเล่าให้ฟังตอนนี้

“แม่คะ  จริง ๆ ฉินหลินเองก็เป็นคนดี  ตั้งใจทำงาน  แถมยังดีกับโม่ชิงของเรามากด้วย” หลี่เจียเหวินบอก

เฉินเซียวถอนหายใจและพูดว่า “ก็รู้ว่าเด็กนั่นดี  แต่ครอบครัวน่ะซี่  เฮ่อ~  แม่แค่กลัวว่าถ้าโม่ชิงแต่งงานด้วยแล้วจะไปลำบากต่างหากเล่า”

เรื่องนี้หลี่เจียเหวินเองก็ไม่เถียง

…...............................................................................

วันรุ่งขึ้น

ฉินหลินตื่นแต่เช้าเก็บเกี่ยวแตงโมกับสตรอว์เบอร์รี่ทั้งหมดแล้วปลูกชุดใหม่

หลังจากล้างหน้าล้างตาและกินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็ไปยังโกดังเช่าแล้วเอาผลไม้จากในเกมออกมาและไปส่งให้พวกหลิวต้าเชิ่ง

“เสี่ยวฉิน  เอ่อ  ฉันมีเรื่องจะบอกน่ะ”

หลิวต้าเชิ่งคิด ๆ ดูแล้วก็ตัดสินใจบอกอย่างเขิน ๆ “คือราคาแตงโมมันตกแล้วน่ะ  ราคาส่งช่วยลดซักสองเหมาได้มั้ย?”

ฉินหลินได้ยินเรื่องนี้ก็อึ้ง ๆ ไป ‘แตงโมราคาตกแล้วเหรอเนี่ย?’

แต่ก็นึกไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้  เพราะโดยปกติแตงโมจะราคาสูงช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมแล้วเมื่อถึงกันยามันก็จะราคาตก  เป็นอย่างนี้ทุกปี

ช่วงต้นปีนี้ราคาของแตงโมในตลาดขายส่งอำเภอโหยวเฉิงลดลงมากเลยเหรอ?

แต่พอวิเคราะห์ดูก็พอจะรู้สาเหตุ  เพราะการที่ราคาตกมันก็น่าจะเป็นเพราะตัวเขาเองนี่แหล่ะ  แต่ละวันเขาขายส่งแตงโมวันละแปดร้อยลูก  น้ำหนักรวม ๆ วันละเก้าพันกว่าจิน  ดังนั้นตลาดในเมืองเล็ก ๆ แบบนี้ย่อมต้องได้รับผลกระทบไปด้วยอยู่แล้ว

ในเมื่อแตงโมจะราคาตกลงเรื่อย ๆ จนสุดท้านคงเหลือจินละไม่ถึงหนึ่งหยวนแบบนี้กำไรคงไม่อาจตอบสนองต่อความอยากของเขาได้อีกต่อไปแล้ว  เขาจำเป็นต้องพิจารณาหาผลผลิตชนิดอื่น

ตามคาด  คือตอนเอาของไปส่งที่ RT-Mart ในตอนเย็น  ตอนกำลังจะเปิดบิลแจ้งหนี้ผู้จัดการเฉินเองก็ขอลดราคาด้วยจริง ๆ

มันยิ่งทำให้เขาตัดสินใจหยุดปลูกแตงโมอย่างจริงจัง

ทันทีที่เขาออกจาก RT-Mart เขาส่งวีแชทเข้ากลุ่มเถ้าแก่ร้านผักผลไม้คร่าว ๆ ว่า “แตงโมที่ลูกชายของลุงของหลานคนที่สองของปู่ขายหมดแล้วนะครับ  พรุ่งนี้ทุกคนต้องไปหาซื้อที่ตลาดแล้วนะครับ”

เขาไม่รู้สึกผิดเลยที่หยุดจู่ ๆ ก็ส่ง  เพราะนี่แค่ซื้อขายกันธรรมดา ๆ ไม่ได้เซ็นสัญญาระยะยาวอยู่แล้ว

เสร็จแล้วเขาก็กลับไปโฟกัสในจอเกมสั่งให้ตัวละครไปยังร้านขายเมล็ดพันธุ์ในเมืองแร่ดิบเพื่อหาของที่แพงกว่าแตงโมมาปลูก

และเขาก็ตรวจสอบราคาของพวกมันในเน็ตไปพร้อม ๆ กันด้วย  ต้องเลือกอันเหมาะ ๆ ปลอดภัย  และราคาแพง

หลังจากตรวจสอบอยู่นานในที่สุดก็เจอของที่เหมาะเหม็งที่สุดเข้าให้

กระเจี๊ยบเขียว!

กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่มีราคาแพงที่สุดในบรรดาพืชบกทั้งหลาย  เวลาสุกของมันก็พอ ๆ กับแตงโมด้วย

ที่สำคัญเลยคือกระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่เพาะเมล็ดไม่ใช่เพาะกล้าเหมือน ๆ กับแตงโม  และยังเป็นพืชที่มีความลับอยู่อีกเยอะซึ่งไม่เป็นปัญหาเลย

ตอนนี้ราคาส่งที่นี่อยู่ที่จินละหกหยวน

ต้นทุนคือเงินที่เอาไปซื้อเมล็ดพันธุ์  ซึ่งเขาก็ไม่เอาอะไรเยอะ  เอาแค่จินละหกหยวนเดิม ๆ นั่นแหล่ะพอแล้ว

พอตัดสินใจได้แล้วก็ไปหาซื่อเมล็ดพันธุ์จากร้านขายเมล็ดพันธุ์มาถุงหนึ่ง

พอกลับถึงบ้านเขาก็เข้าเกมแล้วเอาเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวทั้งถุงใส่ในช่องเก็บเมล็ด  จากนั้นก็ออกเกมแล้วสั่งตัวละครให้ถางต้นแตงโมที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้แล้วปลูกเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวลงแปลงทั้งยี่สิบสี่แปลง

5 2 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด