ตอนที่แล้วตอนที่ 689 เหตุเปลี่ยนแปลงใหญ่
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 691 แส้นางแอ่นจันทรา

ตอนที่ 690 อูหม่าเทียน


อูหม่าเทียนยืนตัวตรงแน่ว เขาทำอย่างนี้มาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว

‘คนที่กำลังสูบบุหรี่นี้คือผู้บัญชาการสูงสุดของสัมพันธมิตรใต้หรือ?  และเขาเป็นวิญญาณดวงหนึ่งด้วยใช่ไหม?  วิญญาณสูบบุหรี่กะเขาได้หรือ?  ดูเหมือนบุหรี่ท่าทางจะรสชาติดี  วันหลังข้าค่อยถามว่ามันยี่ห้ออะไร...’

ตอนแรกเริ่มเขารู้สึกกลัว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถูกเลือกชื่อให้มาเผชิญหน้าตัวต่อตัวอย่างนี้  แม้ว่าเขาจะเป็นแม่ทัพของกองทัพหยวนซาน  แต่ก็เป็นแค่กองพลท้องถิ่น เป็นทหารรักษาการณ์ของเมืองหยวนซานเท่านั้น  นั่นเป็นแค่เพียงเมืองเล็กๆ  และทหารก็ไม่ใช่กองทัพใหญ่ ในครั้งที่พวกเขาถูกส่งไปคุ้มกันอาคันตุกะในฐานะองครักษ์รักษาสันติภาพและรับคำสั่งคุ้มกันกองคาราวาน

‘ข้าเป็นแค่คนเล็กน้อยทำไมพวกเขาถึงได้รู้จักข้าด้วย?’

‘เป็นไปได้ไหมว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น?หรือว่าจะมีอะไรดีๆ?’ ในระหว่างทาง เขายังคงกังวลถึงเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่กลัวก็ตาม  เขาไม่เคยทำอะไรเลวทราม  และกองทัพที่มีค่าแรงถูกอย่างนั้นพวกเขาไม่เคยได้พบกับความร่ำรวย และสามารถสร้างผลกำไรเล็กน้อยให้กับตัวพวกเขาเองเท่านั้น  ผู้บริหารระดับสูงเพียงแต่ทำเป็นมองไม่เห็นกับเรื่องเช่นนั้น

อูหม่าเทียนนึกออกได้ไม่กี่เรื่อง  ถ้าระดับสูงถามเขาเกี่ยวกับความผิดของเขา  เขาคงจะทวงถามค่าแรงที่ค้างจ่ายเขาหนึ่งปีกับเจ็ดเดือนแน่

แต่เป็นผู้นำกองทัพที่แตกสลาย เขาไม่สนใจอะไรมากนัก

อูหม่าเทียนยากจนและเหน็ดเหนื่อยพยายามสงบใจตนเอง  แต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในทวีปซางโจวกิจกรรมที่คึกคักและชีวิตที่รุ่งเรืองทำให้เขาตะลึง  เรือค้าขายต่างๆเดินทางเข้าออกทวีปซางโจวและโดยรอบก็มีสิ่งเค้าโครงสิ่งก่อสร้าง ป้ายฉูดฉาดเรียงรายไปตามถนนย่านธุรกิจของเมืองหยวนซานกลายเป็นน่าเวทนาเมื่อเทียบกับที่นี่ ประชากรหนาแน่นเหมือนกับมีการเงินที่สะพัดอยู่โดยรอบ

เขาไม่เคยมาทวีปซางโจวมาก่อนในชีวิต แต่เขารู้ว่าทวีปซางโจวเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความยากจนแร้นแค้น

สองข้างฝั่งถนนมีอาคารใหม่หลายหลังค่อยๆ ก่อสร้างขึ้นเมืองที่กำลังมีกิจการรุ่งเรืองนี้จะทำให้อูหม่าเทียนมีแรงบันดาลใจมาก

ทันใดนั้น เขาเงยหน้าขึ้นและมีสีหน้าท่าทางสงสัย การสั่นสะเทือนของพลังงานในอากาศให้ความรู้สึกแปลกๆ  ‘ดูเหมือนกระแสพลังงานจะถูกควบคุมเอาไว้…’

การค้นพบคราวนี้ทำให้ความคิดที่ซับซ้อนทั้งหมดของเขาหายไป..”

ขณะที่เขาเดินทางต่อไป เขาตระหนักว่านอกจากธุรกิจที่รุ่งเรืองแล้ว  ยังมีกองทหารมากมาย  นั่นก็ถูกแล้ว กองทัพ เขาเห็นกองทัพอย่างน้อยสี่กองทัพที่แตกต่างกันกำลังฝึกเคลื่อนไหว

เมื่อเขาเห็นปิง เขายิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก

เขายืนอยู่กับที่เป็นเวลาครึ่งวันและปิงทำกับเขาเหมือนกับไม่มีตัวตน อูหม่าเทียนอย่างน้อยก็รู้ว่ากฎเป็นเช่นไร ถ้านายทหารผู้สั่งการไม่พูด ปกติเขาจะเคลื่อนไหวไม่ได้ แม้ว่าเขาจะยืนตรงอยู่กับที่ความคิดกระเจิดกระจิง

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือปิงกำลังลอบสังเกตเขาอยู่

อูหม่าเทียนมีร่างที่ไม่สูงและไม่ผอม  บางส่วนของเส้นผมปรกหน้าผากของเขาดูราวกับว่าไม่ได้อาบน้ำมาสองสามวัน และด้วยใบหน้ากลมป้อมของเขา มีความทุกข์ที่มิอาจอธิบายได้  แววตาของเขาว่างเปล่าทำให้เขามีท่าทีเหมือนเลื่อนลอย  บวกกับท่าผ่อนคลาย เขาดูไม่เครียดเลย เขาเหมือนกับโครงกระดูกที่ใกล้จะแตกสลายบนเสื้อผ้าของเขามีคราบน้ำมันใหญ่ที่ยังไม่ได้ชะล้างและดูเหมือนเพิ่งจะเป็นรอยเปื้อนไม่นาน

‘คนผู้นี้เป็นทหารผ่านศึกที่เจ้าเล่ห์แน่นอน’

ประกายในดวงตาของปิงฉายแววหลักแหลมและเปรื่องปราชญ์

ทหารผ่านศึกที่เก่งมักจะมีปัญหาในกองทัพ  พวกเขาจะเหมือนกันหมดตามหลักการดูแลตนเองหลังจากซ่อนตัว ดูภายนอกจงรักภักดีแต่ขัดแย้งอยู่ภายในเป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไปจากในเชิงปฏิบัติ  ความกล้าหาญของพวกเขาทั้งหมดส่วนใหญ่ถูกบั่นทอนออกไป แม่ทัพบางคนเกลียดที่จะมีทหารผ่านศึกที่มีฝีมืออยู่ในกองทัพพวกเขา  เนื่องจากขวัญกำลังใจของหน่วยงานจะแตกทำลายได้อย่างง่ายดาย

แต่นอกจากสิบสามเมืองที่พบกับการโจมตีของโจรสลัด  มีเพียงเมืองหยวนซานที่ไล่ล่าโจรสลัดและคนที่นำไล่ล่าก็คืออูหม่าเทียน

“เจ้ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

ปิงถามอย่างเย็นชา เขาสังเกตว่าคนที่อยู่ต่อหน้าเขากำลังใจลอย สีหน้าของเขาเริ่มซึมเซา

“ปัญหา? โอว.. บุหรี่ของท่านดูดีจริงขอรับ  ขอสักมวนได้หรือไม่?”

อูหม่าเทียนมึนงงอย่างสิ้นเชิงไม่ทันได้ใช้สมองคิดก็โพล่งความคิดของเขาออกไป  และพอเขารู้ตัว หน้าของเขาถึงกับซีดขาว

‘เวรเอ๊ย...  ฉิบหายกันละทีนี้, ข้าเพิ่งจะฆ่าตัวตายแท้ๆ! นี่ข้าทำอย่างนั้นได้ยังไง?’

‘คิดไม่ถึงเลยว่าคำพูดแรกที่ข้าพูดกับผู้บัญชาการ  คือขอบุหรี่สูบ!’

อูหม่าเทียนรู้สึกว่าวันเวลาเขาถูกตัดสินไปแล้ว ‘หมดกัน, จบกัน, ข้าคงถูกปลดแน่นอนตำแหน่งผู้บัญชาการคงไม่เกี่ยวข้องกับข้าอีกต่อไปแล้ว  ข้าต้องเผชิญหน้ากับการลดขั้นตัวเองหลังจากที่ข้าพยายามเอาตัวรอดมาได้ ข้าคงจะต้องร่อนเร่ไปตามถนน และเสียใจกับการกระทำแน่นอน...”

เมื่อคิดถึงบ้านที่ทรุดโทรมของเขาในอนาคตอูหม่าเทียนเศร้าจนอยากจะร้องไห้

‘พลาดหลุดปากครั้งเดียวจะนำไปสู่ความโศกเศร้าในอนาคตเมื่อข้ากลับบ้าน ข้าจะใช้ความทุกข์ทรมานนี้เป็นบทเรียน  และสอนบริวารของข้าทุกคน ดูเหมือนว่าการพูดคุยจากประสบการณ์ตัวเองเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือมากที่สุด  ข้าต้องไม่ลืมที่จะบอกพระราชาผู้ทรงชราภาพว่าพระองค์ค้างหนี้คาแรงข้าสองหมื่นเหรียญ...ใครจะชดใช้หนี้ข้า? พวกเขาสามารถไปได้ แต่หนี้ต้องชดใช้.. เมื่อปีที่แล้วชวนจื่อก็บอกว่าเขาอยากเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ให้ข้า  โอว.. ข้าไม่อยากปล่อยเขาไปเลย  เราจะไปกินกันที่ไหน?  ข้าต้องคิดถึงเรื่องดีๆ เอาไว้ดีกว่า  โอว ใช่แล้วหมูย่าง..หมิงเซิงเคยบอกไว้เมื่อตอนนั้น  ข้าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนเอ่... ตอนนี้ข้าชักจะหิวแล้ว...’

ปิงก็ตกใจที่อูหม่าเทียนของบุหรี่เขา  เขาพบเจอผู้ใต้บังคับบัญชามาหลายคนแล้ว  แต่ไม่มีใครเคยขออะไรจากเขามาก่อน

“เอาไปสิ”

ปิงไม่ตระหนี่และโยนให้อูหม่าเทียนมวนหนึ่งทันที

อูหม่าเทียนที่ยังหมกมุ่นความคิดอยู่กับเรื่องหมูย่างรับบุหรี่ไว้ในมือโดยไม่รู้ตัว  ‘มันเบามาก อะไรกันวะนี่’ เขาหงุดหงิดทันที  “ท่านขอรับ,ทำไมหมูย่างเล็กนิดเดียวเอง?”

‘เสแสร้งแกล้งกันชัดๆ!’

เขาเงยหน้ามองดูหมูย่างของเจ้านายอย่างไม่พอใจแต่เมื่อเขาเห็นหน้าชัดเจน เขาเหมือนกับโดนถังน้ำแข็งราดใส่ตัวเขาจรดเท้า  เขาอ้าปากกว้างตลอดทั้งตัวกลายเป็นเหมือนรูปปั้นไม่ขยับสักนิด แข็งชะงักอยู่กับที่

“หมูย่าง?” หน้าของปิงเต็มไปด้วยควันมองเห็นไม่ชัด แต่เขาหรี่ตาแคบเปล่งประกายเย็นชาเหมือนกับคมมีด  “ในเมื่อเจ้าชอบหมูย่างมากนัก  ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจงไปทำหน้าที่ย่างหมู แม้ว่าพ่อครัวของเราจะไม่มีเมนูนี้อยู่ด้วย  แต่ข้าเห็นด้วยที่จะเพิ่มเมนูนี้เข้าไป  เจ้ามีงานเพียงอย่างเดียวนั่นคือจัดหาหมูย่างให้เพียงพอทั่วกองทัพ”

อูหม่าเทียนอ้าปากกว้าง และจ้องมองปิงอย่างว่างเปล่า ถึงเวลานั้นเขาไม่รู้ว่าจะสนองตอบคำสั่งที่น่าเย้ยหยันได้ยังไง

‘จะคุกเข่าร้องขอความช่วยเหลือ?  กอดขาของเขา? หรือจะร้องไห้ดี?  หรือว่าข้าควรจะแข็งใจบอกว่าข้าไม่ควรทำ?  หรือว่าข้าจะถูกยามเฝ้าประตูสองคนฟันและป้อนเลี้ยงสุนัข..’

เมื่ออูหม่าเทียนเรียกสติกลับมาปิงก็หายไปแล้ว

ด้วยคำสั่งนั้นเพียงคำสั่งเดียวเขาถูกย้ายไปอยู่แผนกครัว

ชีวิตของเขามันน่าเศร้าอย่างแท้จริง

อูหม่าเทียนเอาคำสั่งไปด้วยและเดินคอตกไปที่ประตู แสงอาทิตย์ภายนอกไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดในใจเขาได้  เขากำหมัดแน่น หน้าของเขามีแววมุ่งมั่นไม่หวั่นไหวเขาตัดสินใจทำให้เจ้าผีอมควันเข้าใจว่า ‘เจ้าฆ่าทหารได้ แต่หยามกันไม่ได้!’

ความรู้สึกมุ่งมั่นของเขาดึงดูดความสนใจของยามที่เฝ้าประตู  เขาเดินออกมาข้างหน้า

“พี่ชาย, แผนกครัวและห้องครัวอยู่ที่ไหน?”

หลังจากส่งอูหม่าเทียนไปที่ห้องครัวแล้ว  ปิงยังทำกิจวัตรต่อไป เรื่องเกี่ยวกับโจรสลัดดูเหมือนไม่ส่งผลต่อเขา  นอกจากเป็นการเตือนทวีปต่างๆ ให้ยกระดับการป้องกันเขาไม่ได้ลงมือทำอะไรแต่อย่างใด

ภายในห้องบัญชาการมีแผนที่ขนาดใหญ่ติดตั้งไว้ที่ผนัง มีเส้นสีต่างๆ ขีดเขียนไว้เป็นจำนวนมากทั่วทั้งแผนที่มีแต่ภาพวาดและตัวหนังสือเต็มไปหมด จนคนดูรู้สึกวิงเวียนหัว

กลิ่นควันบุหรี่รุนแรงภายในห้องขณะที่แสงแดดฉายลอดผ่านหน้าต่าง มองเห็นทั้งควันและฝุ่นลอยอยู่รอบๆ บริเวณ

เขายืดเอวและแตะกล่องบุหรี่โดยไม่รู้ตัว แต่เขารีบหยุดโดยเร็ว บุหรี่เพิ่งหมดไปเร็วๆ นี้และเขามีเหลือเก็บไว้น้อยมาก ดังนั้นเขาต้องประหยัด

‘สงสัยจริงว่าตอนนี้ถังห้าวอยู่ที่ไหน’

‘และอาซิ่นกับพวกที่เหลือ พวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง’

สถานการณ์ที่อยู่ต่อหน้าเขาไม่มีอะไรน่าท้าทายไปกว่าในอดีต เทียบกับสงครามใหญ่ในสวรรค์วิถีแล้ว อาจนับได้ว่าสบายๆ แต่เวลานั้นแม้ว่าเขาจะวุ่นวายและกังวลมาก แต่ตราบใดที่เขาสั่งการได้ดี เขาก็ไม่มีแรงกดดันมาก  เมื่อฟ้าถล่มผู้บัญชาการเหนือเขาจะคอยปกป้องเขาเอาไว้ และเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไร

แต่ตอนนี้แรงกดดันทั้งหมดอยู่กับตัวของเขา

ในเวลานั้นเขามักจะนึกถึงถังเทียน  แม้ว่าถังเทียนจะห้าวทั้งวันทั้งคืนและไม่มีเวลาใช้ชีวิตตามปกติ  แต่สภาพจิตใจของเขาหนักแน่นไม่เหมือนใคร  เขาไม่เคยรู้สึกว่าแรงกดดันเป็นเรื่องใหญ่  และถ้าเขาตกอยู่ภายใต้ความเครียด  เขาจะแหงนหน้าพูดง่ายๆ  “จะต้องไปคิดอะไรกันมากมาย  แค่ทำลายศัตรูให้ได้ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง’

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ถังเทียนอยู่ที่นั่นด้วย  ปิงไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเลย

‘ข้าไม่เหมาะจะเป็นผู้นำจริงๆ’

แต่ปิงไม่เคยต้องการเป็นหัวหน้า  ‘มันเหนื่อยมาก ชีวิตควรจะมีความสนุก ตราบใดที่ทุกคนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวก็ดีเอง  สงสัยจริงว่าเมื่อไหร่ถังห้าวจะมาอยู่ที่นี่...’

ในท่ามกลางความงงงวย  ปิงทิ้งตัวลงกับโซฟาและงีบหลับ

**********************

เซรีนกลับมายังเมืองสามวิญญาณโดยสวัสดี และทั่วทั้งกลุ่มดาวหมีใหญ่ต่างพากันถอนหายใจโล่งอก  สำหรับกลุ่มดาวหมีใหญ่ในปัจจุบันนี้เซรีนเป็นคนสำคัญในยุทธศาสตร์ของพวกเขา ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับนาง จะเป็นความสูญเสียของกลุ่มดาวหมีใหญ่อย่างหนัก

เซรีนเชิดหน้าเดิน  ตาของนางเป็นประกายร้อนแรง

อาวุธพลังสายเลือดของกองพลเลือดเซียนมีผลกระทบต่ออารมณ์ของนางอย่างใหญ่หลวง  แม้ว่านางจะสามารถนับจำนวนการทำผิดพลาดในอาวุธพลังสายเลือดได้มากมาย  แต่ในแง่ของการแสดงออกกองพลภูผาน้ำแข็งไม่ด้อยไปกว่ากองพลเลือดเซียนเลย

แต่สำหรับพี่หญิงใหญ่ที่หยิ่งยโส การข่มอีกฝ่ายหนึ่งอย่างราบคาบเป็นเพียงผลประการเดียวที่นางยอมรับ

นับเป็นครั้งแรกที่นางเผชิญกับการยั่วยุนับตั้งแต่นางถูกเชิดชูเป็นปรมาจารย์  ทำให้ความตั้งใจสู้ของนางทะยานสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์

‘งั้นก็เข้ามาเลย!’

นางสาบานในใจจะสร้างอาวุธจักรกลวิญญาณชนิดใหม่ที่สามารถทำลายกองพลเลือดเซียนในทุกด้าน!

ทันทีที่นางกลับมา  นางไม่มีความตั้งใจจะพัก นางสวมรองเท้าส้นสูงเดินลงส้นปังๆ เข้าไปในห้องค้นคว้าวิจัย ด้วยรังสีอำมหิตของนางถนนแยกออกเหมือนกับทะเลโลหิตสำหรับนางทำให้ไม่มีใครกีดขวางนาง  ขณะนั้นเองใครก็ตามที่ขวางทางนางจะต้องตายอย่างแน่นอน

เมื่อผ่านไปทางห้องฝึกฝน  นางหยุดกึกอยู่กับที่หลังจากได้ยินเสียงปะทะกระแทกเป็นชุดๆ

นางหันหน้าไปดูที่สนามฝึกซ้อม  สิ่งที่ปรากฏต่อสายตานางคืออาวุธจักรกลวิญญาณที่แสนจะอัปลักษณ์ในแง่ผลงานที่สวยงามของนาง มันเป็นอาวุธจักรกลวิญญาณที่น่าเกลียดที่สุดตัวถังที่อวบอ้วนมองดูเหมือนกับสัตว์ร้ายที่ขึ้นอืด

“นั่นมันตัวบ้าอะไรก๊าน?”  นางโพล่งคำพูดออกมา

ผี่ผาที่อยู่ข้างๆนางชะเง้อมอง  นางอธิบาย “นั่นคือสัตว์ประหลาด”

“สัตว์ประหลาด?”  เซรีนตาเป็นประกาย

“ใช่แล้ว, ลั่วซือทำการออกแบบใหม่”ผี่ผาอธิบาย “มีกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีผลการฝึกฝนระดับทั่วไป  แต่ว่าเข้ากันได้ดีกับสัตว์ประหลาดมาก  ดังนั้นลั่วซือจึงทำให้พวกเขาคนละตัว พวกเขาตัดสินใจเรียกตัวเองว่ากองพลสัตว์ประหลาด...”

ก่อนที่ผี่ผาจะพูดจบ  นางมองดูร่างสีแดงที่เข้าในสนามฝึกอย่างตกใจ

เซรีนใส่ส้นสูงวิ่งเข้าไปในสนามฝึกนางรีบเร่งตรงเข้าไปหาเจ้าสัตว์ประหลาด

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด