ตอนที่แล้วตอน วิถีแห่งความมั่งคั่ง (2)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 12 - กลิ่นอายของความมั่งคั่ง

ตอน ร้านค้า


ใกล้ครบกำหนดเช่าแล้ว

นี่เป็นเวลาเกือบเที่ยง ไอ้หนุ่มหน้าจืดคนเดิมมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใส่เสื้อลายดอกสีฉูดฉาด แต่ดูเป็นทางการเล็กน้อย

เบื้องหลังชายหนุ่มคือบุคคลที่ดูเหมือนลูกน้อง คอยเอาใจใส่เขาอย่างดี นี่ยิ่งทำให้ชายหนุ่มยโสยิ่งกว่าเดิม

เขาเตะเปิดประตู และเห็นเจียงหลินนั่งก้มหน้ามองจอโทรศัพท์อยู่กลางห้องซึ่งชั้นวางขายขายสินค้าทั้งหมดได้หายไปแล้ว

นอกเหนือจากเก้าอี้ที่เจียงหลินนั่งอยู่กับโต๊ะข้างหน้าเธอ เหลือเพียงห้องว่างเปล่า

ชายหนุ่มหัวเราะเยาะ “ทำความสะอาดเร็วดีนี่ แล้วยังมัวรออะไรอยู่อีก? ออกไปให้พ้น!  จะรอให้ท่านปู่ไปส่งรึไง?”

เจียงหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เพียงเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “ที่นี่คือบ้านฉัน ทำไมฉันต้องออกไปด้วย?”

ได้ยินเจียงหลินพูดแบบนั้น ชายหนุ่มอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปที่เจียงหลินแล้วหัวเราะตัวงอ “นี่เธอไม่มีเงินจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรอ” จากนั้นหันไปผงกหัวให้ลูกน้องที่อยู่ข้างๆ

“ลากตัวเธอออกไป”

ลูกน้องที่อยู่ข้างเขาทำตัวเหมือนสุนัขมากความสามารถ พอได้รับคำสั่งก็หัวเราะชอบใจ ก้าวออกมาทันที

“สุนัขรับใช้แบบนาย ฉันเคยเจอมาก่อน” เจียงหลินเหลือบสายตามองเขาราวกับทุกอย่างมันได้ถูกกำหนดไว้แล้ว

ลูกน้องตวาดเสียงดัง “นี่แกหมายความว่ายังไง?”

“ฉันกำลังจะบอกว่าการติดตามเจ้านายผิด มันเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิต ในยุคที่สงบสุขและกฏหมายมีอำนาจ นายควรไปทำงานสุจริตดีกว่านะ” เจียงหลินกล่าวอย่างจริงใจ

ในตอนข้ามมิติไปวันสิ้นโลก คนประเภทนี้ไม่ใช่คนเดียวที่เธอเคยพบ

“อย่าไปฟังคำโกหกของเธอ!” ชายหนุ่มโกรธจัด จ้องมองเจียงหลิน ก่อนหน้านี้เขามาข่มขู่ได้ไม่ดี แต่ครั้งนี้มีผู้ติดตาม หากเจียงหลินคิดขัดขืน มันไม่ง่าย

ชายหนุ่มลากลูกน้องกลับมา กระซิบกระซาบถึงเจียงหลินในเรื่องไม่ดี

เจียงหลินส่งเสียงฮึในลำคอ คร้านจะเกลี้ยกล่อมใดๆอีก

ชายหนุ่มพอเห็นว่าเจียงหลินยังนิ่ง ไม่ยอมย้ายออกไป เขาก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา “ยังมัวรออะไรอีก? เลิกฝันกลางวันได้แล้ว ทั้งชีวิตนี้เธอไม่มีทางซื้อบ้านหลังนี้ได้หรอก!”

ลูกน้องรีบช่วยส่งเสริมลูกพี่เขา “ใช่ ใช่ รีบไสหัวออกไปจากบ้านพี่ใหญ่ซะ! ถ้ายังไม่ยอมไป พวกเราจะโทรเรียกตำรวจ!”

“พวกนายต่างหากที่ต้องไป หยุดฝันกลางวันซะ แล้วฉันจะยอมยกโทษให้” เจียงหลิน ยังคงยืนกราน

“และขอบอกไว้ ว่าอย่าเข้ามาก้าวก่าย ขอย้ำอีกครั้งที่นี่คือบ้านของฉัน”

“นี่เธอ ...” ชายหนุ่มหน้าตาบึ้งตึง หันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง ทันใดนั้นทั้งสองพับแขนเสื้อขึ้นเตรียมต่อสู้

“พวกนายอยากสู้กับฉันจริงๆหรอ?” เจียงหลินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เอ่ยอย่างมีความหมาย “พวกนายมีมากกว่า นี่เท่ากับเป็นการรุมทำร้ายร่างกาย และตามกฏหมายฉันสามารถป้องกันตัวได้”

ชายหนุ่มพอได้ฟังแทบระงับความโกรธเอาไว้ไม่อยู่ ใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีตับหมู

เจียงหลินมั่นใจว่าอีกไม่นานต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ บางทีวินาทีถัดไปชายหนุ่มอาจกรีดร้องกระโจนเข้าหาเธอ

เจียงหลินเริ่มวางกลยุทธ์ว่าในสองคนนี้จะล้มใครก่อนดี

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางช่วงเวลาตึงเครียด ประตูร้านถูกเคาะสามครั้งแล้วค่อยๆเปิดออก

ชายในชุดสูทและรองเท้าหนังปรากฏตัวที่ประตูพร้อมหนังสือสัญญาสองฉบับ เขาแสดงรอยยิ้มที่สุภาพมากเหมือนนักเจรจาต่อรองที่เป็นผู้ใหญ่

แน่นอน ถึงบุคลิกดีแต่เขายังไม่ถึงขั้นระดับ CEO ชายผู้นี้เป็นเพียงตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

“บังเอิญจริงๆ คุณทั้งคู่อยู่ที่นี่” ตัวแทนเดินมาหาเจียงหลิน พร้อมเอ่ยอย่างใส่ใจและมอบใบเสนอราคาพร้อมบอกรายละเอียด “ภาษีซื้อขายของคุณอยู่ที่ 3% เป็นเงิน 108,000 หยวน มีค่าอากรแสตมป์ 50,000 ค่าประเมินอีก 0.5% ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งสิ้น 3,727,800 หยวน ซึ่งคุณได้ชำระเงินมัดจำไปแล้วหนึ่งล้าน”

เจียงหลินพยักหน้า ส่งยิ้มให้เขา เอ่ยอย่างมีมารยาทว่า “ขั้นตอนอื่นๆเสร็จรึยัง ถ้าเสร็จแล้ว ฉันจะโอนส่วนที่เหลือให้คุณ”

“จะรีบดำเนินการในเร็วๆนี้ โปรดมั่นใจในประสิทธิภาพของทางเรา” ตัวแทนมีทัศนคติที่ดีมาก

หลังคุยธุระกับเจียงหลินเสร็จ ตัวแทนหันมาพูดกับชายหนุ่มเจ้าของบ้าน “คุณอยู่นี่พอดี โปรดเซ็นชื่อด้วย ฉันกำลังกังวลว่าติดต่อคุณไม่ได้ ไหนๆก็มากันพร้อมหน้าแล้ว เรามาทำการโอนกรรมสิทธิ์กันให้เสร็จเลยดีกว่า”

ชายหนุ่มจ้องมองเจียงหลินอย่างเหลือเชื่อ ก่อนสลับมองตัวแทนอสังหาอีกครั้ง เขาชี้ไปที่เจียงหลิน เอ่ยถามตัวแทนว่า “เธอเป็นคนซื้อมัน? เป็นเธอที่ซื้อบ้านของฉัน??”

ตัวแทนรีบคว้ามือชายหนุ่ม แล้วบังคับให้เอามือลงเพราะเกรงจะเสียมารยาท “ใช่ เธอคือคนซื้อ”

ได้ยินแบบนั้น ชายหนุ่มรู้สึกว่าคำพูดทั้งหมดก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นการตบหน้าเขาอย่างแรง สองแก้มรู้สึกร้อนฉ่า

ชายหนุ่มสะบัดมือออกด้วยความโกรธ ตวาดลั่น “นี่คือบ้านฉัน ฉันไม่ขาย!” แต่เมื่อพอคิดดูดีๆอีกรอบ เขาก็เอ่ยเสริมว่า “ถ้าเป็นเธอ ฉันไม่ขาย!”

“นายไม่ขายก็อย่าขาย ฉันมีเงินอยู่แล้ว ไม่กังวลเรื่องตั้งร้านใหม่ หาซื้อที่ใหม่ก็ได้  ส่วนนายก็กังวลต่อไป ว่าเมื่อไหร่บ้านหลังนี้จะขายออกแล้วกัน” เจียงหลินกล่าวอย่างมั่นใจ

นายหน้ารีบคว้าแขนชายหนุ่ม พูดอย่างกระวนกระวาย “คุณอย่าทำตัวเป็นคนโง่ตอนนี้  ทางเราได้ส่งเงินมัดจำหนึ่งในสามให้คุณไปแล้ว รอแค่เซ็นสัญญา ...”

“แล้วถ้าฉันไม่เซ็น แต่คืนเงินให้เธอล่ะ ...” ชายหนุ่มพูดได้ครึ่งประโยคก็ชะงักไป เพราะเขานึกขึ้นได้ว่าเงินมัดจำหนึ่งล้านที่ได้มา ตนเอาไปซื้อรถและใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแล้ว เวลานี้เหลือเงินติดตัวแค่ราวๆ  200,000 หยวนเท่านั้น

แล้วแบบนี้เขาจะเอาเงินล้านหยวนมาคืนให้กับเจียงหลินได้อย่างไร?

“คืนเงินมา!” เจียงหลินกล่าว เมื่อสังเกตเห็นท่าทีลำบากใจของชายหนุ่ม เธอยิ้มทันที

“เมื่อกี้มีคนด่าฉันว่าไม่มีเงินจนสมองเพี้ยน งั้นฉันก็อยากจะเห็นบ้าง ว่าคนที่มีเงิน เวลานี้ต้องทำตัวยังไง?”

สีหน้าของชายหนุ่มไม่สู้ดี ไม่ทราบว่าจะหาเงิน 800,00 กลับคืนมาได้อย่างไร

ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์เตือนเขาว่า “ก่อนหน้านี้ฉันบอกคุณแล้ว ว่าการให้ผู้ซื้อมัดจำเงินหนึ่งในสามมันจะทำให้คุณได้เงินไปใช้ก่อนก็จริง แล้วสุดท้ายถ้าผู้ขายผิดสัญญา คุณต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ซื้อเป็นสองเท่า! ถึงได้บอกว่าให้ทำสัญญาแบบซื้อขายทีเดียว แต่คุณก็ไม่ฟัง”

“ถ้าผิดสัญญา คุณไม่ใช่แค่ต้องคืนหนึ่งล้าน แต่ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มอีกล้านนึงเช่นกัน!”

ชายหนุ่มสีหน้าแข็งค้าง เวลานี้ไม่ใช่แค่ต้องหาเงิน 800,000 หยวน แต่เขายังขาดอีก 1.8 ล้านหยวน!

นี่เป็นจำนวนที่สิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง

ส่วนไอ้เรื่องชดใช้จากการผิดสัญญาสองเท่านั่นเขาลืมไปนานแล้ว

ตอนทำสัญญา เขาคิดว่าสัญญาข้อนี้ดีเพราะไม่เพียงได้เงินมาใช้ก่อน และยังเป็นการพันธนาการให้ผู้ซื้อไม่หนีไปไหนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าในโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งไม่แน่นอน ตอนนี้สิ่งที่เขาคิดว่าดีกลับส่งผลร้าย ไม่ว่ายังไงชายหนุ่มก็ไม่มีทางหาเงิน 1.8 ล้านมาได้

เขามองไปที่เจียงหลินอีกครั้ง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจู่ๆผู้หญิงคนนี้ถึงร่ำรวยขึ้นมาได้!

“เธอแสร้งทำตัวจนให้ฉันอับอาย!” เขาตะโกนอย่างไม่ยินยอม

เจียงหลินหัวเราะ “ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้แกล้ง แต่จนจริงๆ ไม่เคยมีใครบอกนายรึไงว่าอย่าดูถูกผู้หญิง?”

ช่วงเวลานี้ เจียงหลินรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นตัวชูโรง

“นั่นเป็นไปไม่ได้ ...” ชายหนุ่มงึมงำ

เจียงหลินหรี่ตามองเขา “ฉันไม่ชอบเสียเวลา ตกลงว่านายจะไม่ขายใช่ไหม?”

ใบหน้าของชายหนุ่มยิ่งฟังยิ่งอัปลักษณ์ เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อ้าปากเป็นครึ่งค่อนวันก็ไม่มีเสียงเปล่งออกมา

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด