ตอนที่แล้วตอนที่ 30 สถานที่ตั้งและหินอัพเกรดรูนิก
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 32 การลงมือของธนินท์

ตอนที่ 31 ตีบวกรูนิกและบุกยามกลางคืน


ตอนที่ 31 ตีบวกรูนิกและบุกยามกลางคืน

หินธาตุ มีลักษณะเป็นผลึกที่มีรูปทรงไม่ตายตัว จะแบ่งตามสีของธาตุเสริมพลังความสามารถที่แตกต่างกันออกไป

อย่างเช่นหินธาตุดินจะมีสีน้ำตาล มีความสามารถในการสนับสนุนด้านน้ำหนักและแรงให้กับรูนิก

ซึ่งเป็นการตีบวกให้กับรูนิก ระดับของรูนิกจะรองรับการตีบวกได้จำกัด โดย 1 ระดับทำได้ 4 ครั้งหรือก็คือ ระดับ 1 มี 4 ขั้นย่อย ทุก ๆ 1 ขั้นย่อยจะทำการตีบวกได้ 1 ครั้ง ไม่สามารถทำได้เกิน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม จะเสียจำนวนครั้งไปในทันที

ตอนนี้เรนมีหินธาตุดิน หินธาตุโลหะ หินธาตุไฟอย่างละหนึ่ง ธาตุดินเกี่ยวกับการน้ำหนักและแรงและธาตุโลหะเกี่ยวกับความแข็งและทนทาน ส่วนธาตุไฟนั้นไม่เหมาะ เพราะรูนิกหมีดำภูเขาไม่มีความสามารถเกี่ยวกับไฟ

ตัวเลือกของเรนจึงเหลือสองตัวคือหินธาตุหินกับหินธาตุโลหะ สุดท้ายเรนเลือกหินธาตุดิน เพราะว่ามันมีประโยชน์มากที่สุด สิ่งนี่เพิ่มพลังและแรงในการโจมตีให้กับรูนิกหมีดำภูเขาของเรนได้

ส่วนหินธาตุโลหะมันยังไม่จำเป็น เพราะเรนไม่ต้องกลัวโดนกัดเพราะเขามีภูมิต้านทานตามธรรมชาติอยู่

“ไว้หลังรวบรวมเหรียญทองได้อีก 200 ค่อยตีบวกหินธาตุโลหะ”

เรนทำการตีบวกหินธาตุดินให้กับรูนิกหมีดำภูเขาทันที

“รูนิกหมีดำภูเขา + หินธาตุดิน + เหรียญทองระบบ 100 เหรียญ”

ใช้เวลาไม่นานรูนิกหมีดำภูเขาก็ตีบวกธาตุเสร็จเรียบร้อย เรนรีบตรวจสอบมันดูในทันที

“รูนิกหมีดำภูเขา (1) : ระดับ 1 ขั้นกลาง (+1ธาตุดิน) พลังงานที่ใช้ 3 หน่วยต่อชั่วโมง สภาวะแรก ‘จำลองพลัง’ ใช้พลังงาน 10 หน่วย สภาวะที่สอง ‘ผสานร่าง’ ใช้พลังงาน 20 หน่วย สภาวะที่สามหลอมรวมสมบูรณ์ใช้พลังงาน 30 หน่วย”

ในข้อมูลมีการเพิ่ม (+1 ธาตุดิน) เข้ามา หมายความว่าเรนทำสำเร็จแล้ว

‘ไว้มีโอกาสค่อยทดลองใช้มันดูและต้องหาอีก 30 เหรียญทองเพื่อตีบวกธาตุโลหะให้กับรูนิกหมีดำภูเขา’ เรนบอกกับตัวเองในใจ

เขาเหลือเหรียญทองอีก 170 เหรียญเท่านั้น

หลังจัดการเรื่องของตนเองเสร็จเรนก็เอาหินอัพเกรด (1) จำนวน 2 ชิ้นไปให้กับอาจารย์หลิน หลังจากนั้นหลินก็เริ่มอัพเกรดรูนิกปืนพกฯ

“รูนิกปืนพกฯ + หินอัพเกรด + เหรียญทองระดับ 100 เหรียญ”

ใช้เวลาไม่นานรูนิกปืนพกก็ได้รับการอัพเกรดเป็น ระดับ 1 ขั้นต้น เหรียญทองหลินเหลือเพียงแค่ 10 เหรียญเท่านั้น เธอจึงไม่ได้อัพเกรดต่อ

เรนเองก็ไม่ได้ยุ่งกับเงินส่วนนั้นของหลิน เพราะเขารู้ว่าเหรียญทองระบบนั้นสำคัญ อาจารย์หลินจำเป็นต้องใช้พวกมันไม่ต่างจากเขา

...

ตกกลางคืนวันนี้สภาพอากาศนั้นหนาวเย็นกว่าปกติ คนที่ออกมาเฝ้ายามในวันนี้คือ ตำรวจเต้ เขาถือปืนและเล็งลงมาจากดาดฟ้า

รอบ ๆ สถานีตำรวจมีการตั้งถังเหล็กและก่อกองไฟไว้เพื่อให้เป็นแสงสว่างรอบ ๆ ที่ต้องใช้การก่อกองไฟ เพราะไฟฟ้าจากสายไฟนั้นดับไปแล้ว ส่วนไฟฟ้าที่ได้มาจากเครื่องปั่นไฟสำรองพวกเขาจำเป็นต้องประหยัด ดังนั้นทางออกคือเชื้อเพลิงที่หาได้ทั่วไปอย่างต้นไม้รอบ ๆ สถานีตำรวจ

บนดาดฟ้าของสถานีเต้กำลังนั่งหาวด้วยความเบื่อหน่าย เขารู้สึกหนาวมากในกลางคืนแบบนี้ นอกจากตำรวจเต้แล้วข้าง ๆ ยังมีผู้รอดชีวิตชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่อาสามาช่วยเฝ้ายาม เนื่องจากการตายของจ่าวัฒน์และเดฟทำให้คนไม่พอ

ทั้งสองไม่มีปืน เพราะผู้กองเชนยังระวังในเรื่องนี้ ตำรวจคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วยที่จะไม่ให้ประชาชนทั่วไปถือปืน ส่วนกรณีของเรนและพวกเป็นการยกเว้น แม้จะผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ จะรู้สึกไม่พอใจ พวกเขาอยากท้วงเรื่องนี้ แต่พอทราบเหตุผลว่าทั้งกลุ่มแค่พักชั่วคราวและจะจากไปในอีกหนึ่งถึงสองวันนี้ ผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ จึงไม่ทักท้วงเรื่องปืนกันอีก

แต่ว่าพวกเขายังขอพกพวกอาวุธมีด อย่างน้อยก็เพื่อความอุ่นใจว่ามีอาวุธไว้ป้องกันตัวเองบ้าง ผู้กองเชนก็ไม่ได้ขัดอะไร

“คุณตำรวจ คุณพูดจริง ๆ ใช่ไหมเรื่องที่เกิดขึ้นที่ฐานวิจัยลับใต้ดินของรัฐบาล” ชายหนุ่มที่มาช่วยเฝ้ายามถาม หญิงสาวอีกคนก็ฟังอย่างตั้งใจ

ทั้งสองมีท่าทางเคารพตำรวจเต้มาก เพราะในตอนนี้หลังจากการตายของสองตำรวจ อำนาจของเต้จึงมากขึ้นด้วย ทำให้ผู้รอดชีวิตทั้งสองอยากเข้ามาตีสนิท

“แน่นอนสิ ที่นั่นเลวร้ายมาก แต่ว่าฉันก็ยังสามารถสังหรณ์ผู้ติดเชื้อพวกนั้นด้วยมีดเพียงเล่มเดียว ต่อมาพวกเราก็ย้อนกลับมาที่ลิฟต์และพาคนอื่น ๆ ออกมา ที่นั่นยังมีพวกผู้ติดเชื้อสุดบ้าคลั่งอีกมาก มันน่าขนลุกจริง ๆ”

“พี่ชาย ถ้าพวกมันมาพี่ชายช่วยปกป้องฉันด้วยได้ไหม” หญิงสาวขยับมาใกล้กับตำรวจเต้และจงใจก้มตัวลงเล็งนี้เพื่อให้เห็นหน้าอกของเธอ

“เออได้สิ” เต้ตอบโดยไม่มองหน้า เพราะสายตาเขาโดนความขาวดึงความสนใจไปหมด

“ลูกพี่ผมจะติดตามลูกพี่ด้วย” ชายหนุ่มคนนั้นแม้ไม่มีสิ่งรอตาล่อใจ แต่เขาก็มีความสามารถในการเลียแข้งเลียขา

“ฮ่า ๆ แน่นอน ไว้รอฉันได้พลังสุดยอดมาก็จะไม่ลืมพวกคุณแน่นอน” ตำรวจเต้หัวเราะออกมาและถือโอกาสสัมผัสตัวหญิงสาวเล็กน้อย

หญิงสาวยิ้มอย่างมั่นใจและส่งสายตาหยอกเย้าใส่ตำรวจเต้

ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยแม้จะอิจฉา แต่ก็เข้าใจบรรยากาศ เขาลุกขึ้นทำท่าเดินออกไปตรวจดูมุมอื่น ชายหนุ่มมองออกไปด้านนอก ซึ่งทางนั้นเป็นด้านหน้าของสถานีตำรวจวอริก ที่ 8 มันมีถังที่ใส่ฝืนอยู่สองถังตั้งซ้ายขวาของประตู ทำให้มรแสงสว่างค่อนข้างเยอะกว่าจุดอื่น ๆ

“คอยดูเถอะ ถ้าฉันมีปืนบ้างสาว ๆ ที่นี่จะต้องมาหาฉันแน่นอน” ชายหนุ่มแอบมองตำรวจเต้และหญิงสาวสวยคนนั้นหยอกเย้ากันไปมา

แต่พอชายหนุ่มดึกสายตากลับ ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นว่าที่ประตูมีใครร่างคนยืนอยู่

ชายหนุ่มรู้สึกตกใจและคิดว่าตัวเองตาฝาดไป เพราะด้านนอกลมแรงพอสมควร เปลวไฟจึงวูบไหวไปมา แต่เมื่อเขาจ้องมองให้ดีก็พบว่ามันมีร่างคนปรากฏมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกมันพากันเดินเข้ามาและชนเข้ากับประตูกรงเหล็ก

เสียงประตูกรงเหล็กโดนกระแทกไปมาทำให้ดึงดูดความสนใจของเต้และหญิงสาว

ตำรวจเต้และหญิงสาวรีบลุกขึ้นและรีบเดินไปดู ก็เห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นตกใจจนหน้าซีดและยืนแข็งทื่อค้างอยู่แบบนั้น

“เกิดอะไรขึ้น!” ตำรวจเต้มองออกไปที่ประตูเข้าก็ตกใจในสิ่งที่เห็นเช่นกัน เขาก้าวถอยหลัง ก่อนจะรีบลงจากดาดฟ้า

ผู้กองเชนในตอนนี้กำลังจับแหวนในนิ้วของตัวเองและมองดูแหวนอีกวงที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยสีหน้าครุ่นคิด หลังจากศึกษาข้อมูลจากแหวนมาแล้ว ผู้กองเชนจึงเข้าใจมากขึ้น ถึงข้อมูลบางส่วนที่เรนปกปิดเขาไว้

แต่ว่าผู้กองเช่นก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นอะไร เนื่องจากตอนนี้เขานั้นได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการมาแล้ว

ปัง!

ประตูถูกเปิดเข้าไปอย่างแรง

“ผู้กอง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วมี...มีผู้ติดเชื้ออยู่ที่นี่หน้าประตูด้านหน้า” ตำรวจเต้ตะโกนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ผู้กองเงยหน้าถาม เพราะได้ยินไม่ชัด

“มีผู้ติดเชื้อกำลังบุกมาที่นี่” ตำรวจเต้พูดพร้อมกับวิ่งไปเปิดหน้าต่าง

ผู้กองรีบวิ่งมาดูด้านนอกมีแสงจากกองไฟกระทบใบหน้า แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นมีผู้ติดเชื้อจำนวนไม่แน่ชัด แต่เมื่อกะจากสายตาพวกมันมีกันนับร้อย ๆ ตัวและนี่ยังเป็นเพียงผู้ติดเชื้อที่เห็น

ยังมีผู้ติดเชื้อในเงามืดที่พยายามดันผู้ติดเชื้อด้านหน้าเข้ามาอีกมาก

พวกผู้ติดเชื้อพูดไม่ได้ก็คำรามไม่หยุด ส่วนตัวที่พูดได้และแข็งแรงกว่าก็เริ่มทำตามสัญชาตญาณมันเขย่ารั้วเหล็ก ภายใต้แรงของผู้ติดเชื้อหลายร้อยคนที่ช่วยกันเขย่ารัวสุดท้ายรั้วเหล็กก็พังลง

ผู้ติดเชื้อเข้ามากด้านในอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของพวกมันชัดเจนมาก คือการเข้ามาในสถานีตำรวจที่มีกลุ่มมนุษย์อาศัยอยู่จำนวนมาก

กลิ่นของมนุษย์ที่มีชีวิตกระตุ้นความกระหายของผู้ติดเชื้อ

“ไปรวมคนมาช่วยยิงพวกมัน” ผู้กองพูดออกมาขณะที่สายตายังจับจ้องไปที่ผู้ติดเชื้อที่เข้ามา ซึ่งน่าจะเพิ่มเป็นสองสามร้อยแล้วและยังหลั่งไหลเข้ามาเรื่อย ๆ

ผู้กองหันไปข้าง ๆ ก็เห็นว่าตำรวจเต้ยังยืนอึ้งอยู่จึงตะโกนเพื่อเรียกสติ “ไปสิ!”

ตำรวจเต้สะดุ้งตกใจก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไป ผู้กองเองก็คว้าเอาปืน AR15 และวิ่งออกไปจากห้องลงไปที่ชั้นสองระหว่างนั้นเขาวิ่งสวนกลับดาบอินพอดี

“ผู้กอง! เกิดอะไรขึ้น” ดาบอินที่พึ่งตื่นถามด้วยท่าทีงัวเงีย เขามาพร้อมกับปืนคู่กายของตนเอง

“ไปที่ชั้นสองยิงพวกผู้ติดเชื้อเร็ว” ผู้กองเช่นพูดด้วยความรีบร้อน ก่อนจะลงไปทางบันได

ดาบอินที่ได้ยินคำว่าผู้ติดเชื้อก็หายง่วงในทันที เขาวิ่งตามผู้กองไป ทั้งสองเริ่มยิงถล่มใส่ผู้ติดเชื้อ เมฆ เต้ ลีทั้งสามก็รีบไปช่วยกันยิงผู้ติดเชื้อที่บุกมาถล่มสถานีตำรวจ

...

เรนและกลุ่มที่หลับอยู่ พอพวกเขาได้ยินเสียงที่ผิดปกติก็พากันสะดุ้งตื่นในทันที

“เสียงมาจากด้านนอก” เรนรีบลุกขึ้นและวิ่งไปดูที่หน้าต่าง

ไม่ใช่แค่กลุ่มของเรนที่ลุกไปดู ผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ ก็ด้วย พวกเขาพากันไปดูที่หน้าต่างก็พบว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมากพังประตูเข้ามาและมุ่งหน้ามาหาพวกเขา

กรีด...

หญิงสาวบางคนตื่นกลัวกรีดร้องโวยวายกันทำให้ผู้ติดเชื้อมุ่งหน้าตามเสียงมาทันที

“หุบปากซะ อยากให้มันมากินพวกเราหรือยังไง” ในกลุ่มของผู้ติดเชื้อมีคนตะโกนใส่หญิงสาวที่กรีดออกมา

“ทำยังไงกันดี”

“นั้นพวกตำรวจยิงพวกมันแล้ว เรารอดแล้ว”

ผู้รอดชีวิตมองไปที่ตำรวจที่ยิงใส่พวกมันจากห้องที่เก็บอาหาร เสียงดังวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากล้มลง แต่เพราะมันมีมากเกินไปจึงมีตัวที่มาถึงชั้นล่าง มันก็พากันทุบและทำลายหน้าต่าง เพื่อหาทางเข้ามาด้านในอาคาร

ยังดีที่อาคารของสถานีตำรวจจะมีกรงเหล็กติดตั้งไว้ ทำให้พวกมันยังไม่สามารถพังลูกกรงเหล็กที่ติดตามหน้าต่างหรือประตูเข้ามาได้

“เอายังไงกันดี เราลงมือยิงด้วยไหม” ธันวาถามเรน เขายกปืนเล็งไปที่ผู้ติดเชื้อ

ในมือของเรนปรากฏรูนิกคันธนูขึ้นมาพร้อมกับรูนิกลูกศร

“ลุยกันเลย”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด