ตอนที่แล้วตอนที่ 10-44 คำเชิญร่วมประชุม
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 10-46 ล้มโต๊ะเจรจา

ตอนที่ 10-45 ไร้ยางอาย


เหนือแม่น้ำลิวยันที่มีกระแสไหลแรง  เรือลำใหญ่กำลังแล่นไปตามลำน้ำแต่ไม่ได้มีคนเดียวที่อยู่บนกราบเรือ

ชั้นบนสุดในดาดฟ้าเรือมียอดฝีมือมากมายเหมือนเมฆ

ทุกคนที่อยู่ภายในดาดฟ้าเรือเป็นยอดฝีมือระดับเซีน ภายในห้องโถงใหญ่มีเก้าอี้เก้าตัวแบ่งเป็นข้างละสาม

ลินลี่ย์บาร์เกอร์และซาสเลอร์นั่งอยู่ด้านหนึ่ง

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไฮเดนส์ตุลาการโอเซนโนและท่านใบไม้ร่วงนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง  ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือกองกำลังของลัทธิเงา,ประมุขนิกายเงาอัฟเฟล็ค, ตุลาการอาวุโสโอคาซี่ย์ หัวหน้าเทวทูตตกสวรรค์เครเมอร์สัน

เบื้องหลังแต่ละคนจะมีเทวทูตระดับเซียนหรือเทวทูตตกสวรรค์ระดับเซียนคนละสอง

ไฮเดนส์กับอัฟเฟล็คมองหน้ากัน  ความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้นในใจพวกเขา  ทั้งสองเป็นผู้นำกองกำลังใหญ่และเป็นศัตรูกัน

แต่วันนี้พวกเขาเป็นพันธมิตรกัน

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดนี้ก็คือลินลี่ย์ อัจฉริยะที่น่าทึ่งผู้เติบโตแข็งแกร่งในระดับที่เร็วมาก  แม้เขายังเยาว์วัย  แต่เขาก็เป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่มีพลังสูงสุดยอดในทวีป แม้แต่คนที่ได้รับการยกย่องอย่างจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์และประมุขลัทธิเงาก็ต้องก้มหน้าให้ต่ำกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลินลี่ย์และพูดคุยเจรจากับเขาดีๆ

“ไฮเดนส์ อัฟเฟล็ค”ใบหน้าของลินลี่ย์มีรอยยิ้ม “ข้าไม่ทราบว่าเหตุใดพวกท่านถึงได้เชิญข้ามาที่นี่  มีเรื่องอะไรกัน?” บีบีหมอบอยู่บนต้นขาของลินลี่ย์อย่างสบายใจ ดวงตาของมันจ้องมองจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์และประมุขลัทธิเงา

ผิวของประมุขลัทธิเงาขาวนวลราวกับเด็กสาว  เสียงของเขานุ่มนวล  “มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราหลายคนจากนิกายเงาต้องมาโดยหลักก็คือขอร้องเจ้าก่อนลินลี่ย์, ช่วยควบคุมและให้คลื่นทหารและหนูของเจ้าหยุดโจมตีก่อน ข้าคิดว่าไฮเดนส์มาที่นี่ก็เพราะเหตุผลที่คล้ายกัน ถูกไหม ไฮเดนส์?”

ไฮเดนส์พยักหน้าเล็กน้อย  จากมองดูลินลี่ย์ สายตาเขาอ่อนโยนให้ความรู้สึกเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ  “ลินลี่ย์ เจ้าจะยอมยกเลิกการโจมตีได้ไหม?”

“พวกท่านทุกคนกำลังฝันหรือเปล่า?”  ลินลี่ย์ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

ไฮเดนส์หัวเราะอย่างเยือกเย็น  “ลินลี่ย์, ตราบใดที่เจ้ายินดีจะยกเลิกการโจมตีนี้ ศาสนจักรเจิดจรัสของเรายินดีจะชดเชยในราคาที่สูง  เขาจะทำให้เจ้าพอใจได้อย่างแน่นอน”

“ทางเราก็เหมือนกัน  เราจะชดเชยให้เจ้าจนพอใจอย่างแน่นอนลินลี่ย์”  อัฟเฟล็คกล่าว

ผู้นำกองกำลังทั้งสองกำลังทำหน้าที่เจรจายอมแพ้ลินลี่ย์

พวกเขาไม่ต้องการสู้กับลินลี่ย์โดยตรง ประการแรกพวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะทำเช่นนั้น  ถ้าพวกเขาสู้กับลินลี่ย์โดยตรง  ก็จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายเดลี่มีเหตุผลเข้าแทรกแซง และประการที่สองศาสนจักรเจิดจรัสอย่างน้อยที่สุดยอมตกลงเห็นด้วยว่าภายในยี่สิบปีนี้พวกเขาจะไม่โจมตีลินลี่ย์ขีดจำกัดของเวลายังไม่หมด

“ลินลี่ย์!  เจ้าคิดว่าไงบ้าง?”  ไฮเดนส์มองดูลินลี่ย์

ลินลี่ย์รู้สึกเกลียดศาสนจักรเจิดจรัสอย่างลึกซึ้ง  ลินลี่ย์เก็บงำความไม่ชอบคนโหดร้ายป่าเถื่อน แต่สำหรับคนที่เสแสร้งเป็นมีเมตตาอย่างไฮเดนส์และพวกที่แสร้งใจดีเป็นพ่อพระ แต่ความจริงกลับไร้เมตตา โหดร้าย เลือดเย็น  ลินลี่ย์รู้สึกขยะแขยงเป็นที่สุด

ผู้นำศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงามองดูลินลี่ย์

ลินลี่ย์ยิ้มแต่พูดออกมาไม่กี่คำ  “ไม่มีทาง!”

หน้าของไฮเดนส์และอัฟเฟล็คชะงักค้างขณะเดียวกันหัวหน้าของเทวทูตตกสวรรค์อย่างเครเมอร์สันแค่นเสียงเย็นชา  “ลินลี่ย์ หรือว่าเจ้าคิดเอาเองว่าตัวเจ้าเองจะสามารถต่อต้านทั้งศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาได้?”

“เครเมอร์สัน” ประมุขนิกายเงาอัฟเฟล็คดุเขาทันที

ลินลี่ย์มองดูผู้นำกลุ่มเทวทูตตกสวรรค์เครเมอร์สันและหัวเราะเบาๆ  “เท่าที่ข้ารู้สำหรับเทวทูตประทับ พวกเขาจำเป็นต้องได้ร่างที่ทรงพลัง  ท่านเครเมอร์สัน ท่านทรงพลังมากดังนั้นร่างนี้อย่างน้อยก็ต้องมีพลังระดับเจ็ดหรือระดับแปด  นิกายเงาของพวกท่านไปหาร่างที่ทรงพลังอย่างนั้นมาจากไหน?”

ในอดีตห้าพี่น้องบาร์เกอร์ก็ถึงระดับแปดเฉพาะแค่ฝึกพลังภายนอกอย่างเดียวเท่านั้น

ลินลี่ย์รู้ดีว่าคนทั้งหมดสามารถฝึกพลังภายนอกได้ถึงระดับหกเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะมีพรสวรรค์มากมายเพียงใดก็ตาม  ระดับเจ็ดก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้บางทีอาจจะปรากฏมีหนึ่งในล้าน  มีแต่เพียงเชื้อสายของสี่สุดยอดนักรบจึงจะสร้างความอัศจรรย์นั้นได้ต่อเนื่องจากฝึกฝนพลังภายนอก

ดังนั้นร่างของเครเมอร์สันผู้นี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นของหนึ่งในสี่สุดยอดนักรบ

“ใช่แล้ว ไปได้ร่างนั่นมาจากไหน?”  บาร์เกอร์จ้องมองฝ่ายลัทธิเงาอย่างเย็นชา

ตอนนั้นเขากับน้องอีกสี่คนเกือบตายและเปลี่ยนตัวเองให้เป็นร่างประทับของเทวทูตแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อเขาเป็นพิเศษ

“นั่นเป็นความลับของนิกายเงาของเรา”  เครเมอร์สันยิ้ม  “พอได้แล้ว, ลินลี่ย์กลับเข้าเรื่องที่ค้างไว้กันเถอะ  เจ้าไม่ยินดีจะยอมเลิกราแม้แต่น้อยจริงๆหรือ?  ถ้าเจ้ายินดีจะเลิกรา เจ้าจะได้รับความซาบซึ้งใจจากนิกายเงาของเราตลอดไป”

ซาบซึ้งขอบคุณ?

ลินลี่ย์ซาสเลอร์ บาร์เกอร์และแม้แต่บีบีเริ่มกุมท้องหัวเราะลั่นทันที

“ลินลี่ย์!  เจ้าคิดดูให้ดีๆ”  ไฮเดนส์มองดูลินลี่ย์เช่นกัน

เสียงหัวเราะของลินลี่ย์จางหายไป  และหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น เขากวาดตามองคนที่อยู่ต่อหน้าเขาและพูดอย่างจริงจัง  “ไฮเดนส์, อัฟเฟล็ด ฟังให้ดี ข้า,ลินลี่ย์ขอบอกเรื่องนี้กับพวกท่านอย่างชัดเจน ไม่ว่าข้าจะถอนกำลังทหารของข้าหรือไม่ก็ตาม  การผนวกดินแดนอนารยชนจะต้องเกิดขึ้นและไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งได้!”

“ลินลี่ย์!  อย่าให้มากเกินไปนัก”  โอเซนโนแค่นเสียงเย็นชา

ว่ากันเรื่องความอดทนเห็นได้ชัดเจนว่าโอเซนโนด้อยกว่าไฮเดนส์และท่านใบไม้ร่วง

“เกินไปหรือ?” ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว, สายตาของเขาจ้องมองโอเซนโนเหมือนกับมีดคมกริบ  “โอเซนโนอย่ามาพ่นลมต่อหน้าข้าเลย  วันนี้ข้าพูดไว้ชัดเจนแล้ว  ถ้าท่านต้องการให้ข้าถอนกำลังทหารของข้านั่นจะไม่มีทางเกิดขึ้น”

บรรยากาศในห้องประชุมดาดฟ้าเรือกลายเป็นเคร่งเครียดทันที

“มีอะไรอื่นจะพูดอีกไหม? พูดมาได้เลย”  ลินลี่ย์พูดตามปกติ

บีบีเสริม  “ถูกแล้ว,ถ้าพวกเจ้ามีอะไรอยากบอกก็รีบพูดออกมา ข้าเตรียมจะนำกองทัพหนูกวาดแผ่นดินใหญ่แล้ว”

สายตาเยือกเย็นสลัวของซาสเลอร์กวาดมองทุกคนในห้อง  เขาหัวเราะหึหึ แต่ไม่พูดอะไร

บนดาดฟ้าเรือเงียบไปชั่วขณะ

“งั้นก็ดี” ไฮเดนส์ถอนหายใจ  “ศาสนจักรเจิดจรัสของเราจะตัดสินใจสุดท้ายเอง  เราเสนอแผ่นดินซึ่งเราควบคุมอยู่ให้อาณาจักรบาลุคของเจ้าและให้เจ้าปกครอง”

“เหรอ?” ลินลี่ย์ประหลาดใจเล็กน้อย

ไฮเดนส์ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?  ทำไมถึงยอมให้ลินลี่ย์ได้ดินแดนอนารยชนทั้งหมด?

“เราก็ยินดีจะทำอย่างนี้เช่นกัน”  อัฟเฟล็คกล่าว

ลินลี่ย์ชำเลืองมองไฮเดนส์  จากนั้นก็อัฟเฟล็ค  เขารำพึงในใจ “ผู้นำศาสนจักรทั้งสองนี้มีแผนอะไรอยู่กันแน่?”

ไฮเดนส์มองดูลินลี่ย์  “ข้อขอร้องของเราง่ายมาก ตราบใดเจ้ายินดีให้ศาสนจักรเจิดจรัสเผยแพร่คำสอนในจักรวรรดิของเจ้าและไม่กดขี่ศาสนาของเราไว้สิ้นเชิง  เราก็พอใจแล้ว”

“เผยแพร่คำสอน? ไม่กดขี่ไว้?”  ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว

อัฟเฟล็คพยักหน้าเช่นกัน  “ข้อขอร้องของเราก็เหมือนกัน  ให้นิกายเงาของเราได้เผยแพร่คำสอนอย่างเปิดเผยโดยไม่มีการกดขี่”

ลินลี่ย์หัวเราะ

ตอนนี้เขาเข้าใจความตั้งใจของพวกเขาแล้ว นิกายเงาและศาสนจักรเจิดจรัสให้คุณค่ากับพลังศรัทธา  เทียบกันแล้วพวกเขาไม่สนใจเรื่องการปกครองดินแดนเท่าใดนัก

สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างแท้จริงก็คือพลังศรัทธาจะต้องคงเอาไว้

“ลินลี่ย์!  การเผยแพร่คำสอนของเราในจักรวรรดิของเจ้าในแดนอนารยชนจะไม่ส่งผลต่อการปกครองของเจ้ามากนัก  เจ้าน่าจะยอมรับเรื่องนี้ได้จริงไหม?”  อัฟเฟร็คพูดโน้มน้าว

ไฮเดนส์เพียงแต่มองดูลินลี่ย์อย่างเงียบๆรอให้ลินลี่ย์ตอบ

“พวกท่านจะอนุญาตให้ข้ารวมดินแดน  และท่านแค่เผยแผ่ศาสนาน่ะหรือ?”  ลินลี่ย์มองดูทั้งสอง

“ถูกแล้ว” ไฮเดนส์พยักหน้าทันที “นี่เป็นเรื่องหลักที่เราสามารถทำได้ ลินลี่ย์!  ถ้าเจ้าตกลงเห็นด้วย  อย่างนั้นเราทั้งสองฝ่ายจะสามารถดำรงมิตรภาพต่อไปได้  และเราจะลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต”

ถ้าลินลี่ย์เห็นด้วยอย่างนั้นศาสนจักรเจิดจรัสและนิกายเงาก็จะเห็นแก่หน้าลินลี่ย์ในอนาคตแน่นอน  ในอนาคตลินลี่ย์จะเป็นอิสระและไม่ถูกจำกัดในทวีปยูลานเหมือนปลาในน้ำ

แต่...

พวกเขาลืมไปว่าลินลี่ย์ไม่สนใจเรื่องการครอบครอง  ในหัวใจของเขามีสิ่งที่ปรารถนาคือความมั่นใจในตัวเองและถึงที่สุดของการฝึกฝน  ความรักของเขาที่มีต่อครอบครัวและสหายคำสาบานที่ฝังอยู่ในใจของเขา

คำสาบานที่เขาได้สาบานไว้เมื่อปู่เดลินตายและตอนที่เขาออกจากเมืองเฮส!

คำสาบานที่เขาจะทำลายศาสนจักรเจิดจรัสทั้งหมดแบบถอนรากถอนโคน!

บิดาของเขาตาย  มารดาของเขาตาย  ปู่เดลินของเขาต้องมาตาย!

“กลายเป็นสหายกันหรือ?  เป็นมิตรกับศาสนจักรเจิดจรัสน่ะหรือ?”  ลินลี่ย์หัวเราะในใจอย่างเย็นชา  “ดินแดนอนารยชน? ถ้าข้าสามารถได้ท่านพ่อท่านแม่และปู่เดลินกลับมามีชีวิต ข้ายอมสละแดนอนารยชนทั้งหมดและแม้กระทั่งพลังของข้าเอง!!!”

อารมณ์ของลินลี่ย์เริ่มไม่แน่นอน

“กลายเป็นสหายน่ะหรือ?แล้วให้พวกเจ้าเผยแพร่คำสอนต่อไปน่ะหรือ?” ความโกรธในใจลินลี่ย์ปะทุขึ้น แต่หน้าของเขายังคงสงบเหมือนเคย

ในห้องดาดฟ้าเรือเงียบทุกคนจ้องมองลินลี่ย์ รอคำตอบของลินลี่ย์

ยอมให้ลินลี่ย์ได้รวบรวมดินแดนอนารยชนขณะที่ทั้งสองลัทธิศาสนายังคงเผยแพร่คำสอนเป็นหลักเพื่อสองลัทธิศาสนาเหล่านี้  ถ้าลินลี่ย์ปฏิเสธอย่างนั้นเขาจะทำให้สองลัทธิศาสนานี้โกรธไปด้วย

เซียนของศาสนจักรเจิดจรัสและนิกายเงามองดูด้วยความคาดหวังริมฝีปากของลินลี่ย์โค้งยิ้มเล็กน้อย “ในดินแดนของข้า ทุกศาสนาจะต้องถูกห้าม ถ้าข้าพบเจอ  ข้าจะทำลายซะ!”

หน้าของไฮเดนส์อัฟเฟร็ค ท่านใบไม้ร่วงและคนอื่นเปลี่ยนไปทันที

“พวกท่านยังได้ยินข้าพูดชัดไม่พอหรือ?”  ลินลี่ย์มองดูพวกเขา  “นั่นคือคำตอบของข้า!”

“ฮึ่ม!” ตุลาการโอเซนโนและผู้เทวทูตตกสวรรค์เครเมอร์สันลุกขึ้นจ้องมองลินลี่ย์อย่างเย็นชาทันที

ครั้งนี้ไฮเดนส์และอัฟเฟล็คไม่ห้ามพวกเขา

“ลินลี่ย์นี่คือแก่นสำคัญที่สุดของศาสนจักรเราแล้ว และเป็นส่วนสำคัญที่สุดของมหาเทพของเรา เจ้ารู้ไหม... จะมีผลเช่นไรหากเจ้าท้าทายส่วนสำคัญของมหาเทพ?”  ไฮเดนส์หน้ายังคงสงบ

อัฟเฟล็คมองดูลินลี่ย์อย่างเย็นชา

ทันใดนั้นอุณหภูมิในห้องประชุมดาดฟ้าเรือพลันเพิ่มขึ้นสูง  ความเครียดหนาแน่นมากและอัดแน่น เป็นไปได้ว่าหากผู้ที่อยู่ไม่ใช่ระดับเซียนแล้ว  พวกเขาคงไม่สามารถหายใจได้

“ปัง!”  ลินลี่ย์ตบพนักวางแขนของเก้าอี้  ตาของเขาเย็นชากวาดมองดูคนข้างหน้า  “อะไรกัน, พวกท่านเจ้าต้องการคุกคามข้างั้นหรือ?”

เซียนของศาสนจักรเจิดจรัสและนิกายเงายังคงเงียบ  แต่ความตั้งใจของพวกเขาชัดเจนมาก

ความจริงพวกเขากำลังคุกคามเขา

“ไฮเดนส์ ท่านลืมข้อตกลงที่ทำไว้เมื่อสิบสองปีที่แล้วใช่ไหม?”  ลินลี่ย์จ้องมองทั้งสองฝ่ายอย่างเย็นชา

ตามข้อตกลงของพวกเขาพวกเซียนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายุ่งกับการสู้รบทางโลก  แต่ถ้าเซียนไม่มีส่วนร่วม  ไม่มีทางที่พวกเขาจะสามารถหยุดฝูงหนูได้ ดังนั้นเมื่อพวกเขายกเลิกและเปลื้องตัวจากข้อตกลงทั้งหมดทั้งศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาจะส่งพวกเซียนไปหยุดฝูงหนู

อีกส่วนหนึ่งของข้อตกลงก็คือภายในยี่สิบปีศาสนจักรเจิดจรัสไม่ได้รับอนุญาตให้โจมตีลินลี่ย์

“ลินลี่ย์, เจ้าทำเกินไปแล้ว”  ไฮเดนส์พูดเสียงต่ำ

อัฟเฟล็คกล่าว  “ลินลี่ย์! ลูกผู้ชายควรจะรู้เมื่อถึงคราวต้องถอยหนึ่งก้าว”

“น่าขายหน้า, ไร้ยางอายนัก!”  ลินลี่ย์ยืนขึ้น เขาหัวเราะและส่ายศีรษะ “ข้าไม่เคยเห็นคนที่ไร้ยางอายอย่างพวกเจ้าเลย เมื่อกองทัพของพวกเจ้าเข้ามารุกรานดินแดนข้า  พวกเจ้าบุกตะลุยตลอดทางจนถึงเหมืองอัญมณีเวท แต่ข้าไม่ได้เข้าแทรกแซงเพราะว่าข้ายังยึดมั่นข้อตกลงของเรา”

“แล้วพวกเจ้าเล่า?”

สายตาเยาะเย้ยของลินลี่ย์กวาดมองจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์และประมุขนิกายเงา  “พวกท่านเป็นผู้นำของสองกองทัพใหญ่ ทันทีที่การสู้รบเริ่มและท่านรู้ตัวว่าจะแพ้พวกท่านก็เข้ามาแทรกแซงทันที และยังกล่าวว่าข้ากระทำการเกินไปอีกหรือ? เท่าที่ข้าเห็น พวกท่านนั่นแหละไร้ยางอาย ไร้ยางอายสิ้นดี!”

คำพูดของลินลี่ย์ทำให้สีหน้าของเซียนทั้งฝ่ายศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาบิดเบี้ยวน่าเกลียด  พวกเขามีสถานะสูงส่งกันทุกคน  เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะทนสายตาเยาะเย้ยของลินลี่ย์ไม่ได้

“ระวังปากของเจ้าไว้”  โอเซนโนแค่นเสียง

ตาของลินลี่ย์เป็นประกายเยือกเย็น ทั่วทั้งห้องประชุมเต็มไปด้วยแสงสีม่วงทันทีและโอเซนโนผู้น่ากลัวแปลงเป็นร่างเงามายาสี่ร่างถอยไปด้วยความเร็วสูง

“อ๊า!”อ๊า!” เสียงกรีดร้องเจ็บปวดดังต่อเนื่องสองครั้ง

ร่างของเทวทูตสี่ปีกผู้ยืนอยู่ด้านหลังโอเซนโนถูกตัดขาดเป็นสองท่อนศพของพวกเขาล้มลงพื้นเปรอะนองไปด้วยโลหิต

พลังโจมตีของจังหวะสายลมระดับสองผสานกับพื้นที่แช่แข็งและตัดพับพื้นที่

โอเซนโนจับหน้าอกและจ้องมองลินลี่ย์อย่างประหลาดใจ

“โอเซนโน ด้วยพลังเล็กน้อยที่เจ้ามีอย่ามาตวาดและตะโกนใส่หน้าข้า” ลินลี่ย์จ้องโอเซนโนเขม็ง  “ต่อให้ข้าไม่แปลงร่างก็ฆ่าคนอย่างเจ้าได้!”

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด