ตอนที่แล้วตอนที่ 10-34 ภาระของอสูรร้าย?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 10-36 ประตู

ตอนที่ 10-35 เรียกประชุม


หัวเมืองค็อดเป็นเมืองที่มีประชากรอยู่หลายแสนคนและกินพื้นที่กว้างใหญ่ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ท้องที่และการทำลายที่เกิดจากทำลายโดยกองทัพอาณาจักรบาลุค  ฝ่ายศาสนจักรเจิดจรัสถูกบังคับให้โจมตีจากประตูทิศใต้และทิศตะวันออก

ประตูทิศเหนือเปิดออก  เนื่องจากพวกเขาไม่กลัวศัตรูโจมตีจากด้านนั้น

กลางวันค่อยๆสว่างขึ้นและทหารหลายคนที่ทำหน้าที่ป้องกันตอนกลางคืนผลัดเปลี่ยนเวรพูดตามเหตุผลควรจะมีทหารน้อยกว่าในตอนเช้า แต่ชุดที่เข้ามาผลัดเวรก็ต้องประหลาดใจ มีคนนอกมากมาย และดูเหมือนว่าทหารที่อยู่รับหน้าที่ไม่ได้เหนื่อยแม้แต่น้อยแต่กลับตื่นเต้น

“สหาย, ได้เวลาผลัดเวรกันแล้ว  พวกเจ้ามีอะไรจะบอกหรือเปล่า?”

ทหารหลายคนวิ่งมาสลับตำแหน่งกัน

“มังกรตัวเบ้อเริ่ม มันตัวใหญ่จริงๆไม่มีปีกแต่ว่าบินได้ ต้องเป็นมังกรยักษ์ระดับเซียนแน่นอน  โอว.. มันใหญ่โตมากจริงๆ ตัวอย่างกะภูเขา”  ทหารผลัดกลางคืนพูดกันในกลุ่มอย่างตื่นเต้น

“มังกรอะไร?” ทหารที่เพิ่งมาถึงตกใจ

ทหารผลัดกลางคืนอธิบายให้ฟังอย่างตื่นเต้น  “เมื่อคืนนี้ มีมังกรตัวใหญ่มหึมาบินมาที่นี่และมีทหารอยู่มากมายรอเคลื่อนย้ายของ ดูสิ.. พวกเขายังคงขนของอยู่เลยเจ้ากล่องเหล็กใหญ่นั่นถูกขนส่งโดยมังกรบิน”

ทหารที่มาใหม่มองดู

เขาเห็นกล่องขนาดมหึมาอย่างน้อยยาวห้าสิบเมตร  ถึงกับสูดลมหายใจหนาวเหน็บเป็นไปได้ยังไงที่คนจะขนย้ายกล่องใหญ่ขนาดนี้? บางทีอาจจะเป็นมังกรยักษ์ที่นำมาที่นี่จริงๆ

ทหารกลุ่มใหญ่ตอนนี้ยืนอยู่ตรงกลางกล่องเหล็กคอยลำเลียงกระสอบที่เต็ม

ข่าวเรื่องมังกรยักษ์แพร่กระจายไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว  ทำให้กำลังใจของทหารเมืองค็อดเพิ่มมากขึ้น ฝ่ายของพวกเขามีมังกรยักษ์คอยช่วยสนับสนุนและเป็นมังกรระดับเซียนที่บินได้  ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเขาจะต้องทำได้สำเร็จแน่นอน

แต่กองกำลังของศัตรูกลับตรงกันข้าม

แม่น้ำลิวยันเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่  แม้ว่าจะไม่ใช่หนึ่งในสามแม่น้ำใหญ่สุดของแดนอนารยชน  แต่ก็ยังมีความกว้าง 50-60เมตรและทำให้กองกำลังฝ่ายศาสนจักรเจิดจรัสและลัทธิเงาต้องปวดหัว

สะพานที่สร้างขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลถูกอาณาจักรบาลุคทำลายเอง

อาคารที่แข็งแรงแต่ก็ยังถูกทำลายได้ง่าย

กิลเยโมคาร์ดินัลแห่งศาสนจักรเจิดจรัสและเวสพอร์ตเตอร์คาร์ดินัลมืดแห่งลัทธิเงาขมวดคิ้ว การสร้างสะพานลอยทำได้ได้ง่าย แต่ทหารเป็นล้านจะข้ามสะพานลอยนั้นได้ยังไง?

นอกจากนี้เครื่องจักรสงครามบางอย่างก็ใหญ่มาก พวกเขาจะขนข้ามไปได้ยังไง?

“เราต้องสร้างสะพานลอยขนาดใหญ่เพื่อให้ทหารของเราข้ามทันที”  กิลเยโมขมวดคิ้วกล่าวกระตุ้น

“อย่างนั้นจะทำยังไงกับเครื่องจักรสงคราม?”  ใครบางคนถาม

การโจมตีเมืองต้องใช้เครื่องจักรสงครามอย่างเช่นรถปีนกำแพงซึ่งกว้างหลายสิบเมตร  ของใหญ่และหนักขนาดนั้นจะเข็นข้ามไปยังไง?  แต่การสร้างสะพานใหญ่จะต้องใช้เวลานานมาก ทั้งต้องใช้ปูนสร้างกว่าปูนจะแข็งตัวก็ยิ่งใช้เวลานาน

ไม่มีเวลาเพียงพอ

“เมื่อเวลามาถึงเวทจะช่วยเปลี่ยนน้ำให้เป็นน้ำแข็ง” กิลเยโมขมวดคิ้ว

ตอนนี้เป็นเดือนสิงหาคมช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปี นอกจากนี้นี่ยังเป็นแม่น้ำที่ใหญ่มาก จะแช่แข็งแม่น้ำให้แข็งพอให้เครื่องจักรขนาดใหญ่ข้ามไปได้อย่างน้อยต้องได้จอมเวทระดับเก้า

……

เมืองค็อดได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่องและเตรียมเครื่องจักรสงครามฝ่ายตนเอง ศาสนจักรเจิดจรัสและวิหารเงายังคงวางแผนทำทางให้กองพลเป็นล้านข้ามไปได้  ในแดนอนารยชนสงครามพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

เวลานี้...

ที่จักรวรรดิโอเบรียน  ภูเขาเทพสงคราม

“วูบบบ”

ทันใดนั้นเทพสงครามโอเบรียนปรากฏตัวที่หน้าถ้ำของเขา เทพสงครามโอเบรียนยืนอยู่กับที่ตัวตรงเหมือนคันทวน  อากาศรอบตัวผันผวนรุนแรง  ผมสีแดงเพลิงของเขาโบกสะบัดอย่างอิสระและหน้าของเขามีรอยยิ้ม

เขาไม่ได้ออกมาจากถ้ำนานแล้ว

ประกายแสงวูบหนึ่งปรากฏอยู่ต่อหน้าของเขา  เป็นเฟนนั่นเอง

“อาจารย์” เฟนยืนอยู่ต่อหน้าเทพสงครามโอเบรียนด้วยความเคารพ ทันทีที่เทพสงครามก้าวออกมาข้างนอกก็เรียกเฟนทันที

เทพสงครามมองดูศิษย์ของเขา  “เฟน,จงใช้ช่วงเวลาฝึกฝนครั้งต่อไปให้ดีและเตรียมพร้อมไว้...”  เสียงของเทพสงครามจางหายไป  แต่ตาของเฟนเป็นประกาย  เขามองดูอาจารย์ของเขา  “อาจารย์.. ท่านกำลังบอกว่า....?”

“ใช่แล้ว มันจะเริ่มต้นในไม่ช้านี้..เพราะว่าคนในไพรทมิฬสั่งให้ข้าไปหาเขา” คำพูดของเทพสงครามโอเบรียนทำให้ใจของเฟนเริ่มสั่นสะท้าน

เฟนรู้ว่าเทพในไพรทมิฬยากจะข้องเกี่ยวกับเรื่องใดๆ  เพราะเขา.ทำเช่นนี้ต่อเทพสงคราม..ก็หมายความว่าได้เวลาเปิดสุสานเทพเจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว

เทพสงครามโอเบรียนเปลี่ยนสภาพเป็นแนวแสงทันทีพุ่งข้ามท้องฟ้าหายไปทางขอบฟ้าตะวันออกอย่างรวดเร็ว  ความเร็วของเขาน่าทึ่งมากห่างจากลินลี่ย์และคนอื่นๆอีกมาก

บนยอดเขาในเทือกเขาอสูรวิเศษ

บุรุษหนุ่มแววตาชั่วร้ายสีทองเข้มอยู่ในชุดยาวยืนอยู่บนยอดเขากำลังจ้องไปทางทิศตะวันออก  มีรอยแผลเป็นจากคมมีดอยู่บนหน้าผากของเขา แต่คนที่รู้จักเขาจะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่รอยแผลมีด แต่เป็นอาวุธที่ทรงพลังของราชันย์แห่งเทือกเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์

ไดลินราชันย์แห่งเทือกเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์

“ฮึ่ม... เจ้าแก่บัดซบนั่น”  ไดลินจ้องไปทางทิศตะวันออก  เขาได้รับคำเชิญจากคนในไพรทมิฬเช่นกัน  แม้ว่าไดลินจะไม่ชอบเขาแต่เขาก็ไม่กล้าขัดขืนเช่นกัน “เขายังเป็นเหมือนเมื่อห้าพันปีที่แล้ว และตอนนี้เขายังเป็นแบบนี้ ทวีปยูลาน..เจ้าแก่บัดซบนั่นอยู่ที่นี่อย่างสบายที่สุด”

“ควั่บ”

ร่างไดลินกระพริบวูบและแสงสีทองเข้มพุ่งวาบไปทางขอบฟ้าตะวันออก  จากนั้นก็หายไป  ความเร็ว..ดูเหมือนจะเร็วกว่าเทพสงครามโอเบรียนอยู่เล็กน้อย

บนยอดเขาเทียบเมฆใกล้กับเมืองหลวงจักรวรรดิยูลาน

ผมสีเงินสยายถูกลมพัดโบกสะบัดอย่างอิสระ  หน้ากากหยกสะท้อนประกายบุรุษในชุดสีเหลืองนวลเหมือนกับเทพบุตรดูตัดขาดจากโลกภายนอกหรืออาจเป็นภูตพรายแต่จากรูปร่างของคนผู้นี้มองดูเฉื่อยชาบางทีก็ดูคล้ายสตรี

แต่นี่คือเทพมนุษย์ที่อายุมากที่สุดในทวีปยูลาน  เสาหลักค้ำยันจักรวรรดิยูลาน... มหานักพรต

“จะเริ่มแล้วหรือ?”  มหานักพรตจ้องไปทางทิศพายัพ  หน้ากากหยกเรืองแสงปิดบังหน้าของเขา  “ใครจะรู้ว่าคราวนี้จะมีคนตายไปเท่าใด”  มหานักพรตถอนหายใจ และนั้นมีสายลมพัดวูบหนึ่ง

เมื่อสายลมสงบลงมหาพรตก็หายไปเช่นกัน

ภายในย่านบันเทิงสุดหรูในจักรวรรดิโรฮอลท์

“มาเถอะน่า มาให้ข้าจุ๊บหนึ่งที” ซีซาร์ยังคงอยู่ในชุดหลวมสบายและใบหน้าประดับรอยยิ้มเกียจคร้าน  เขากำลังโอบกอดหญิงงามคนหนึ่งหยอกล้อดื่มกินกับนาง  แต่ขณะที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินหน้าของเขาชะงักค้างทันที  “กลับไปได้แล้ว” ซีซาร์โบกมือของเขา

สตรีงดงามสับสนอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าบอกให้เจ้าไปไงเล่า”  ซีซาร์หงุดหงิด รัศมีที่เขาเปล่งออกมาตอนนี้ทำให้สตรีนางนั้นใจสั่น และนางออกไปทันทีไม่กล้าท้วงติง

ซีซาร์ขมวดคิ้วและแสดงความไม่พอใจ  “ไพรทมิฬ..โอว.. ให้ตายเหอะคนอย่างเจ้าไม่ต้องให้ความสนใจข้าก็ได้.. ข้าเพิ่งจะได้เป็นเทพมาไม่นานนี้เองทำไมต้องให้ข้าไปกับเจ้าด้วย”

แม้ว่าเขาจะหงุดหงิดรำคาญ  แต่ซีซาร์ก็ไม่กล้าขัดขืน

ชีวิตห้าพันปีทำให้ซีซาร์ค่อยรู้เบื้องหลังประวัติศาสตร์ทวีปยูลาน

เงาดำสายหนึ่งกระพริบวูบและซีซาร์หายวับขณะที่เขาเทเลพอร์ต  ถ้าบีบีและโอเซนโนเห็นเช่นนี้...พวกเขาคงได้ตกใจเป็นแน่ เพราะคนที่สามารถถึงระดับวิชาร่างเงาได้นับว่าน่ากลัวมาก

ในอากาศเหนือไพรทมิฬสี่เทพผู้ยิ่งใหญ่เหาะมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอยู่เคียงข้างกัน เสียงระเบิดทะลุกำแพงเสียงได้ยินดังต่อเนื่อง  สายตาของเทพสงครามโอเบรียนมั่นคง  มหานักพรตจะเงียบสงบเป็นปกติอยู่แล้ว  ไดลินเย็นชาชั่วร้าย และซีซาร์ที่ดูเฉื่อยชาเกียจคร้านมีท่าทางไม่สบายใจบินอยู่ห่างๆ จากคนอื่น

“ซีซาร์, ทำไมทำหน้าไม่สบายใจเล่า? ตอนนี้เจ้าเป็นเทพไปแล้วก็น่าจะมีความสุขได้แล้ว” เสียงสุภาพนุ่มนวลของมหานักพรตดังขึ้น

ซีซาร์ฝืนยิ้ม  “ท่านแคทเธอรีน,ข้าเพิ่งจะเป็นเทพเมื่อไม่นานนี่เอง เมื่อเราพบกับอันตรายอย่างใดอย่งหนึ่ง หวังว่าท่านจะช่วยข้านะ ท่านแคทเธอรีน ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อยๆ ของข้าอาจต้องจบสิ้น”

“ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าจะจบสิ้นน่ะหรือ?”  เสียงหนักแน่นของเทพสงครามดังขึ้น  เขากวาดสายตามาที่ซีซาร์  “เจ้าเข้าสู่ระดับเทพแล้ว และเจ้าก็ฝึกฝนทักษะลอบฆ่าและหลบหนีในสายธาตุมืดบรรดาพวกเราทั้งสี่คน ทักษะหนีของเจ้าน่าจะยิ่งใหญ่สุดแล้ว”

ซีซาร์ได้แต่หัวเราะหึหึ

ขณะที่ราชันย์เทือกเขาอสูรวิเศษไดลินได้แต่เหาะอย่างเงียบงัน

“ไดลิน” มหาพรตมองดูเขาและพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “ขอแสดงความยินดีด้วยที่เจ้าหนีออกมาจากคุกเกบาโดสได้  ข้าต้องขอบอกว่าเจ้าโชคดีจริงๆ”

ไดลินจ้องมองมหานักพรต  “แคทเธอรีน โชคของข้ายังไม่ดีเท่าเจ้า”

ขณะที่คนเหล่านี้กำลังสนทนากัน...

“พอเถอะ ยังมีเวลาคุยกันทีหลังอีกเยอะ  เร็วๆ เข้า” เสียงชราภาพแหบแห้งดังขึ้นในหูของเทพทั้งสี่ เทพทั้งสี่เร่งความเร็วทันทีกลายเป็นแสงรัศมีสว่างพุ่งเข้าส่วนลึกของไพรทมิฬ

ตลอดทั่วทั้งทวีปยูลานเซียนส่วนใหญ่อย่างเช่นลินลี่ย์และเดลี่ไม่รู้ว่าห้าเทพมาประชุมกันที่ไพรทมิฬ  ความจริงลินลี่ย์อยู่ในเมืองค็อด  สงครามที่กำลังมาถึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

แทบจะทันทีที่ลินลี่ย์มาถึงเมืองค็อด...

“ใต้เท้าลินลี่ย์”  บาร์เกอร์วิ่งเข้ามาหาทันที

“มีอะไร, บาร์เกอร์?”  ลินลี่ย์ยิ้มให้บาร์เกอร์  เขารีบกล่าวทันที“ใต้เท้าลินลี่ย์ช่วยมาดูกับข้าเถอะ มีบางคนบอกข้าว่ามีเหตุเปลี่ยนแปลงที่เหมืองอัญมณีเวท  ข้ามองดูแล้วก็พบว่ามีบางอย่างที่เหลือเชื่อ”

“โอว?” ลินลี่ย์สงสัยขึ้นมาทันที “มาเถอะ,, เราไปดูกัน”

ลินลี่ย์ติดตามบาร์เกอร์ไปทันทีขณะที่พวกเขาบินไปที่เหมืองด้วยความเร็วสูง  ตอนนี้หลายส่วนของเหมืองอัญมณีเวทถูกปิดไว้ไม่ยอมให้ใครสำรวจลึกเข้าไป เมื่อบาร์เกอร์และลินลี่ย์มาถึง ทหารเหล่านั้นก็ถอยทันที

“ตรงนี้” บาร์เกอร์พาลินลี่ย์เข้าไปข้างใน

พวกเขาเดินลึกเข้าไปในเหมืองซึ่งสว่างด้วยคบเพลิง  บาร์เกอร์อธิบาย“มีบางคนบอกข้าว่าเมื่อเราขุดทางลึกเข้าไปในใจกลางเหมือง เราพบว่าคุณภาพของอัญมณีเวทเพิ่มขึ้นถึงระดับที่น่ากลัว มันดีกว่าอัญมณีเวทมาตรฐานชั้นเลิศในประวัติศาสตร์  แต่กลับแข็งอย่างน่ากลัว นั่นคือสาเหตุที่ข้ามา”

ลินลี่ย์แผ่พลังจิตตรวจสอบทันที

ลินลี่ย์ตรวจพบทันที..ว่าที่ท้ายแนวขุดเจาะมีพื้นที่ใจกลางรูปทรงกลม นี่คือใจกลางของเหมือง

“ท่านบอกว่าคุณภาพของอัญมณีเวทดีจนถึงระดับที่น่ากลัวใช่ไหม?”

“ถูกแล้ว จากที่ข้าสามารถบอกได้คุณภาพของอัญมณีเวทที่นี่ เทียบเท่ากับแก่นอสูรเวทระดับเจ็ด และยิ่งลึกเข้าไปก็เทียบเท่าได้กับอสูรเวทระดับแปด และมีจำนวนน้อยมากที่เทียบได้กับแก่นอสูรเวทระดับเก้า”  บาร์เกอร์ถอนหายใจอย่างอัศจรรย์

ใจของลินลี่ย์สั่นสะท้านด้วยความตกใจ

“ท่านลินลี่ย์,ท่านรู้ไหมว่าใจกลางของเหมือนเป็นยังไง?” บาร์เกอร์ถาม

ลินลี่ย์ส่ายศีรษะ  เขาพึ่งพบกลุ่มอัญมณีเวทหลายก้อนบริเวณนี้เมื่อเขาใช้พลังจิตตรวจดู เขาไม่สามารถพบอะไรเลย

“เราถึงตรงนี้แล้ว” บาร์เกอร์ชี้ไปข้างหน้า

ด้านข้างของพื้นที่ขุดเจาะเต็มไปด้วยอัญมณีกึ่งโปร่งใสที่บรรจุพลังงานน่ากลัว ไม่ว่ามณีเวทดวงไหนก็เทียบได้กับแก่นอสูรเวทระดับเจ็ด  ลินลี่ย์มองดูข้างหน้า  บาร์เกอร์ชี้ไปที่ตำแหน่งประตู

ประตูนี้แผ่ระลอกคลื่นแปลกประหลาดอยู่ข้างหน้า

แต่ก่อนนั้นเมื่อลินลี่ย์ใช้พลังจิตตรวจสอบ เขาไม่สามารถค้นหาพบประตูนี้เลย

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด