ตอนที่แล้วตอนที่ 117 – ตอนที่ 114 ร่วมประสานฆ่าศัตรูแข็งแกร่งได้ทันที
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 119 – ตอนที่ 116 เงื้อมมือชายโฉด

ตอนที่ 118 – ตอนที่ 115 มุกกันน้ำ


เย่ว์หยางยื่นมือออกไปและวางลงบนคัมภีร์เงินเบาๆ มีปฏิกิริยาที่ละเอียดอ่อนในใจเขา

มันเป็นเหมือนกับว่าสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากได้ฝังตัวลึกอยู่ในคัมภีร์เงิน ดูเหมือนจะเป็นพลังที่ไม่รู้จัก มองเห็นได้ลางๆ ไม่แน่นอนมาก ทำให้เย่ว์หยางหยั่งไม่ถึงความรู้สึกภาพลวงตา ก็เหมือนกับมีสาวงามเปลือยกายกำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา แต่นางกลับซ่อนตัวอยู่หลังผนังกระจก ไม่ว่าเขาต้องการยื่นมือไปไขว่คว้านางเช่นไร เขาก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งเดียวที่เย่ว์หยางมั่นใจก็คือ คัมภีร์เงินเล่มนี้ต้องซ่อนความลับอย่างหนึ่งจากเขา เขาแค่ไม่สามารถค้นเจอในตอนนี้

ตราบใดที่เขาสามารถวิเคราะห์มันได้สำเร็จ เขาเชื่อว่าเขาจะมีความรู้ที่ลึกมากเกี่ยวกับคัมภีร์อัญเชิญ

เมื่อเขาเรียกคัมภีร์ออกมาจะได้ใช้งานได้ราบรื่นคล่องแคล่วขึ้น

เสี่ยวเหวินหลีกระพริบตากลมโตน่ารักของเธอ มองดูความโง่งมของเย่ว์หยางที่ไม่สามารถค้นคว้าอะไรได้หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ดูเหมือนเธอต้องการจะช่วยเย่ว์หยางสักเล็กน้อย แย่หน่อยที่เธอยังพูดไม่ได้ ทำได้แต่เพียงใช้มือน้อยๆ ของเธอดึงแขนเย่ว์หยางเบาๆ

“มีอะไรเหรอ?” เย่ว์หยางสงสัย เป็นไปได้ว่าปีศาจน้อยนี้คงมีความคิดที่ดีกว่ากระมัง?

“…” เสี่ยวเหวินหลีชี้นิ้วที่ละเอียดอ่อนและเรียกคัมภีร์เพชรออกมา

“เจ้าทำได้ไง?” เย่ว์หยางมีความต้องการเรียนรู้วิธีนี้มานานแล้ว เขารู้วิธีเรียกคัมภีร์ของเขาโดยไม่ใช้คำพูดมา ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เขาเลียนแบบการอัญเชิญคัมภีร์ของปีศาจน้อยและศึกษาวิธีอัญเชิญคัมภีร์แบบเงียบ อย่างไรก็ตาม เขาใช้เวลามากพอๆ กับที่เขาเรียกคัมภีร์ออกมาโดยออกเสียง ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ยังต้องใช้พลังสมาธิเพิ่มขึ้นเพื่อดำเนินการเรียกคัมภีร์แบบไม่ใช้เสียง เย่ว์หยางไม่มีทักษะอัญเชิญคัมภีร์ได้เร็วฉับพลับ ถ้าเขามีบทบริกรรมเงียบแล้ว จะได้เคลื่อนไหวมือได้อย่างมั่นใจขึ้น เขาสามารถทำได้เหมือนกับอัญเชิญได้ฉับพลัน แต่อัญเชิญทันทีโดยไม่ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน นี่เป็นเคล็ดลับที่เขายังไม่เข้าใจ

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากได้เห็นมนุษย์นักสู้มาหลายคนแล้ว นอกจากเจ้าเมืองโล่วฮัว เย่ว์หยางยังไม่เจอคนอื่นที่มีทักษะแบบนี้มาก่อน

อัญเชิญคัมภีร์ได้ฉับพลัน แตกต่างจากอัญเชิญได้เร็ว

ไม่ว่าจะอัญเชิญได้เร็วแค่ไหน ก็ยังต้องใช้เวลาในการบริกรรมเงียบ แต่ว่าการอัญเชิญฉับพลับแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้บริกรรมหรือเวลาเลย

สิ่งที่ทำให้เย่ว์หยางรู้สึกอายที่สุดก็คือ ด้วยแสงสัมผัสที่ออกมาจากนิ้วมือของเสี่ยวเหวินหลี เธอสามารถเรียกคัมภีร์เพชรของเธอออกมาได้ พอสัมผัสอย่างอื่นอีกที (ไม่มีแสงจากนิ้ว) เธอก็สามารถเก็บคัมภีร์ได้ เธอยังสามารถเรียกคัมภีร์ได้ดั่งใจ ทั้งนี้จะแตกต่างจากเย่ว์ปิงที่ต้องพักเวลาให้ผ่านไปอย่างน้อยครึ่งวันถึงจะเรียกคัมภีร์ออกมาเป็นครั้งที่สองได้ ถ้านางไม่มีต่อสู้ นางจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อยชั่วโมงหนึ่ง นางไม่สามารถเรียกคัมภีร์ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนอย่างที่เสี่ยวเหวินหลีทำได้

เย่ว์ปิงเป็นอัจฉริยะที่สมบูรณ์ไปด้วยปราณวิญญาณอยู่ในตัว ก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมงจึงจะสามารถเรียกคัมภีร์ได้อีกครั้ง

ถ้าเป็นนักรบคนอื่น พวกเขาเกือบทั้งหมดต้องพักหนึ่งวันเต็มๆ จึงจะสามารถอัญเชิญคัมภีร์พวกเขาได้อีกครั้ง

แน่นอนว่า ไม่ใช่ว่าเสี่ยวเหวินหลีจะไม่มีข้อจำกัด แต่เย่ว์หยางเคยเห็นใครบางคนที่ลึกลับกว่าเสี่ยวเหวินหลีและนั่นก็คือนางพญาเฟ่ยเหวินหลี นางไม่จำเป็นต้องเรียกคัมภีร์ของนางออกมาเพื่อเรียกบางสิ่งบางอย่างออกมาจากคัมภีร์นั้น ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า นางสามารถเปลี่ยนคัมภีร์อัญเชิญซึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเสียหายให้กลายเป็นโลงแก้วได้โดยง่ายอีกด้วย

เย่ว์หยางคาดว่า มันเป็นไปได้สำหรับเขาที่จะครอบครองพลังชนิดนี้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม เขายังต้องการเรียนรู้วิธีอัญเชิญฉับพลันนี้ หลังจากสังเกตดูเสี่ยวเหวินหลีอย่างระมัดระวัง เขายื่นมือไปวางบนศีรษะเธอเพื่อให้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของคลื่นสมองของเธอ จากนั้นเขาก็ตรวจเจอวิธีที่เธอเคลื่อนพลังภายในที่อยู่ในร่างของเธอ

ชายหนุ่มผู้ท่องข้ามมิติพบว่าทันทีที่เสี่ยวเหวินหลีเรียกคัมภีร์อัญเชิญ พลังภายในของตัวเธอ จะเกิดเสียงดังก้องโดยอัตโนมัติพร้อมกับการอัญเชิญคัมภีร์

ทำได้เป็นธรรมชาติเหมือนกับกินหรือเดิน ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติสมบูรณ์แบบโดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังในการอัญเชิญแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเป็นวิธีเรียกคัมภีร์ตามปกติเมื่อเทียบกับวิธีของเธอ เปรียบได้กับคนที่ลงไปคลานกับพื้นอย่างโง่เขลา ถ้าจะเปรียบเทียบกันลักษณะนี้จริงๆ เสี่ยวเหวินหลีก็เหมือนกับกำลังวิ่ง ขณะที่การอัญเชิญของผู้ทำสัญญากับคัมภีร์ธรรมดาเป็นเหมือนเต่าคลาน ระดับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลังจากตรวจสอบเป็นเวลานาน เย่ว์หยางรู้สึกว่าเขามีความเข้าใจพอสมควรและเริ่มเลียนแบบอย่างตื่นเต้น

ทั้งกายกับจิตวิญญาณของเขาสะท้อนกับสัญญาในคัมภีร์ที่เขาเรียก เขายื่นมือออกไป เคลื่อนพลังภายในด้วยนิ้วของเขาขณะที่ทั้งร่างสะท้อนกับคัมภีร์ที่จะอัญเชิญ

บึ้ม!

เสียงระเบิดดังออกมาจากในหัวของเขา ทำให้เขาแทบหมดสติ

เขาใจสั่น การอัญเชิญคัมภีร์ล้มเหลวทำให้เขาหูอื้อมึนงง เขาไม่รู้เลยว่าการอัญเชิญล้มเหลวทำให้เสียความรู้สึกอย่างนี้

ไม่แปลกใจที่ันักรบธรรมดาที่ถูกขัดจังหวะขณะเรียกสัตว์อสูรของพวกเขาจะรู้สึกเจ็บปวดมากจนสลบล้มกับพื้น ดังนั้นมันจึงไม่เป็นที่นิยมเพราะเหตุนี้ เย่ว์หยางรู้สึกว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นเหมือนการก้าวผิดจังหวะเมื่อยามเดินขึ้นบันได ถ้าเป็นคนอื่น พวกเขาอาจจะกลัวอาการเจ็บปวดรุนแรงหลังจากล้มเหลวไปครั้งหนึ่ง พวกเขาจะไม่ถามหาความยุ่งยากโดยถูกพลังตีกลับหลังจากล้มเหลวอีก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเย่ว์หยางปกติจะชอบพูดโกหก แต่เขาก็ยังมีความดีอยู่บ้าง นั่นก็คือเขาจะเป็นคนดื้อรั้น ยืนกรานที่จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค

บึ้ม, บึ้ม, บึ้ม, บึ้ม บึ้ม….

เย่ว์หยางกัดฟันพากเพียรขณะฝึก ใจของเขาระห่ำและมุ่งมั่นที่จะเข้าใจเคล็ดลับนี้ให้ได้

เขาพบว่าการเรียนเคล็ดลับอัญเชิญคัมภีร์ฉับพลันนี้คล้ายกับการเรียนรู้วิธีเดินหรือขี่จักรยานเมื่อสมัยเขายังเด็ก เขามักจะล้มครั้งแล้วครั้งเล่า ในแต่ละครั้งที่ล้ม เขาก็ได้ประสบการณ์และมีความก้าวหน้าไปทีละนิดๆ

ขณะที่ใจของเขาประสานกันดียิ่งขึ้น ผลสะท้อนระหว่างกายกับคัมภีร์อัญเชิญ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

คลื่นแรงสะท้อนกลับก็ค่อยเบาลงๆ ในที่สุด เย่ว์หยางก็ไม่รู้สึกเจ็บในศีรษะอีกต่อไป เขารู้สึกถึงความสบายที่ผันแปรเข้ามาแล้วก็จากไปแทน เหมือนกับว่าใจของเขาสุขุมยิ่งขึ้น กายทั้งหมดของเขาเหมือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่จิตใจเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด ประสบการณ์ที่เขาได้รับหลังจากล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนได้สั่งสมจนเป็นความเข้าใจแบบใหม่เอี่ยม ดังนั้นขอบเขตของคนและคัมภีร์จึงเหมือนกับกลายเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเดิมทีเขาไม่สามารถรับรู้ได้ ทั้งที่อยู่ต่อหน้าเขามาตลอด

ในที่สุดหลังจากล้มเหลวไม่รู้ต่อกี่ครั้ง เย่ว์หยางยื่นมือออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ตอนที่เขาอัญเชิญล้มเหลว ตอนนี้เขามีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมโดยสัมผัสเบาๆ…

คัมภีร์อัญเชิญสีเงินก็ถูกเรียกมาได้ฉับพลันอย่างสมบูรณ์แบบได้ในที่สุด

สำเร็จแล้ว!

สำเร็จจริงๆด้วย! อย่างไรก็ตาม เย่ว์หยางอัศจรรย์ใจมากจนไม่ได้คิดอะไรอยู่ช่วงหนึ่ง เขาแทบไม่อยากเชื่อตาตนเองเป็นเวลานาน

“ไชโย, ฮะฮะ ข้าทำสำเร็จแล้ว” เย่ว์หยางตื่นเต้นมากจนกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ห้อง เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เย่ว์หยางคิดว่าเขาคืออัจฉริยะ และเท่ห์มากๆ มันเป็นวิธีที่ยาก ในที่สุด เขาก็ยังเข้าใจมันได้

“…” เสี่ยวเหวินหลีแอบหาวอย่างน่ารัก

บางทีเธอคงรู้สึกว่าเย่ว์หยางนี่โง่จริงๆ ต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะฝึกวิธีง่ายๆ อย่างนี้ได้สำเร็จ

โชคดี ที่เธอยังพูดไม่ได้

ดังนั้น จึงไม่มีการขัดใจเย่ว์หยางแน่นอน ให้เขารู้สึกยินดีสักสามนาที

เย่ว์หยางจูบหน้าเธอฟอดใหญ่แล้วอุ้มเธอโยนขึ้นในอากาศ จากนั้นเขาก็รับเธอแล้วแกว่งเธอไปรอบๆกล่าวว่า “แม่หนูน้อยที่น่ารัก! แล้วสอนข้าอีกนะ! เจ้าเก็บดาบโค้งคู่ไว้ในคัมภีร์เพชรได้อย่างไร? ต้องมีวิธีทำอย่างนั้น จริงไหม? มาเถอะ บอกข้าซิ จะทำได้อย่างไร ข้าจะเก็บของไว้ในคัมภีร์ได้อย่างไร?”

เสี่ยวเหวินหลีกระพริบตากลมโต ขณะที่เตรียมจะ “บอก” วิธีการให้เย่ว์หยาง แต่ทันใดนั้นเธอเปลี่ยนเป็นแสงรุ้งและเข้าไปอยู่ในตัวของเขา

ต่อมาเย่ว์หยางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาจากนอกบ้าน

“ปู่ห้าหรือเปล่า?” เย่ว์หยางเปิดประตูและมองเห็นผู้เฒ่าห้าขี่กวางวิ่งตรงมาหาเขาและมอบของให้เขาอย่างสุขใจ

“นี่คือสิ่งของที่บิดาของเจ้าเหลือไว้ให้ หลังจากพี่ไห่ยื่นข้อเสนอ มีการปรึกษากันในระหว่าง 3 ผู้อาวุโสหลัก และ 9 ผู้อาวุโสรอง เราตัดสินใจให้ทรัพย์สินของบิดาเจ้าแก่เจ้าบางส่วนเพื่อให้เจ้าเก็บรักษาเอาไว้ นี่คือคู่มือวิทยายุทธของบิดาเจ้า มันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าบ้าง เหมือนกับว่าวิทยายุทธนี้จำเป็นต้องมีการทำสัญญากับอสูรพิเศษ พี่ไห่และข้ารู้สึกว่าเจ้าอาจจะไม่เหมาะฝึกฝนเหมือนที่เคย เจ้าอาจใช้มันได้ในฐานะข้อมูลอ้างอิงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจบางอย่างก็ได้ บางทีนั่นอาจจะดีกว่าสำหรับเจ้า สำหรับของอื่นๆ นี่คือดาบที่บิดาเจ้าเหลือเอาไว้ มันหักแล้ว ลองดูสิ เจ้าอาจหาร่องรอยบางอย่างได้ และสุดท้าย นี่คือกุญแจ..” บรรดาของหลายอย่างที่ผู้เฒ่าห้าให้เขา เย่ว์หยางไม่พบกุญแจใดๆ เลย

“ไหนล่ะกุญแจ?” เย่ว์หยางสงสัย หรือว่านี่เป็นกุญแจโปร่งแสง?

“เด็กน้อย, เจ้ารู้ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างประมุขตระกูลของตระกูลเย่ว์และตระกูลอื่นๆ ในโลกไหม? มันคือความยุติธรรมที่พวกเขาต้องมี ไม่ว่าพวกเขาจะรักโปรดปรานลูกชายหรือหลานชายมากเพียงใดก็ตาม เขาต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นธรรมและมั่นใจว่าทุกคนยังรักษาความเป็นธรรมไว้ ก่อนการแข่งขัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการช่วยเจ้า ยิ่งเขาช่วยเจ้ามาก ผู้คนก็จะหันไปริษยาเจ้ามากขึ้นแทน มันจะทำให้การรักษาชีวิตของเจ้ายิ่งยากขึ้นไปอีก ก็เหมือนกับตอนนี้ อยู่ๆ เจ้าก็มีฝีมือเพิ่มขึ้นมากและต้องการแก้แค้น ชำระหนี้เอากับเย่ว์เทียนและเย่ว์เยี่ยน เขาก็ยังจะไม่ห้าม ตราบใดที่เจ้าไม่ฆ่าพวกเขา เจ้าสามารถเพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษของผู้แข็งแกร่งก็ได้ เจ้าสามารถยั่วเย้าพวกเขาและต่อยตีพวกเขาได้ตามต้องการ ก็เหมือนกับที่พวกเขาทำกับเจ้าตอนนั้นแหละ แผ่นดินมังกรทะยานคือโลกที่เคารพอำนาจเหนือสิ่งอื่น ก็เหมือนกับภายในตระกูลเย่ว์ ถ้าเจ้าอ่อนแอ อย่างนั้นเจ้าก็ควรไปใช้ชีวิตเก็บตัวเงียบๆ ในเมืองไป๋ฉือ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด ตรงกันข้าม ถ้าเจ้ามีพลัง อย่างนั้นเจ้าก็สามารถอาละวาดได้ตามที่เจ้าพอใจ เหมือนที่เจ้าทำอยู่ในขณะนี้ เด็กน้อยเอย! อย่าหงุดหงิดความเป็นจริงไปเลย นี่คือโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ถ้าเจ้าไม่สามารถเอาชนะได้แม้คนของตนเอง แล้วเจ้าจะแข่งขันกับคนภายนอกได้อย่างไร? เจ้าต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าใครอื่น เพื่อให้ได้รับการยอมรับในตระกูล และเป็นที่เคารพของชาวโลก” หลังจากปู่สั่งสอนแล้ว เขาหยุดไปชั่วขณะ และพูดว่า “กุญแจที่พี่ไห่ให้เจ้า คือคำพูด”

“คำพูดเหรอ?” เย่ว์หยางคิด หรือว่าเป็นพาสเวิร์ดเปิดตำหนักหุ่น?

“พี่ไห่บอกว่า เมื่อเจ้ารู้สึกว่าเจ้าบรรลุความแข็งแกร่งของนักสู้ระดับ 6 เจ้าอาจมาตามหาเขาได้ เขาจะบอกตำแหน่งของตำหนักหุ่นที่แท้จริง จำไว้ มันคือความลับที่แท้จริงของตระกูลเย่ว์ เมื่อเจ้าบรรลุความแข็งแกร่งของนักสู้ระดับ 7 เขาจะให้แผนที่แดนล่มสลายแห่งเทพเจ้าที่บรรพบุรุษตระกูลเย่ว์เคยสำรวจมาครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาก็จะบอกเจ้าเกี่ยวกับความมีอยู่ของเหล่านักสู้ที่ทรงพลังซึ่งคนทั่วไปไม่รู้… ซานเอ๋อ, นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางการฝึกฝน อย่าคิดว่าระดับ 6 และระดับ 7 เป็นจุดสูงสุดของนักสู้ ตรงกันข้าม สำหรับนักสู้ที่แท้จริง ระดับ 7 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น…” หลังจากปู่ห้าพูดจบ เย่ว์หยางรู้สึกสงบ

ความคงอยู่ของนักสู้ผู้แข็งแกร่งที่ปู่ห้าพูดถึงน่าจะเกี่ยวกับนักสู้ปราณก่อกำเนิดแน่

อย่างนั้นขอบเขตปราณก่อกำเนิดจัดแบ่งกันอย่างไร? อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างนักสู้ปราณก่อกำเนิดและ การจัดระดับนักสู้ธรรมดาที่โลกใช้กัน?

สิ่งที่ทำให้เย่ว์หยางสงสัยมากยิ่งขึ้นก็คือตำแหน่งที่แท้จริงของตำหนักหุ่นที่ผู้อาวุโสห้าพูดถึง มันไม่ได้ตั้งอยู่ที่ปราสาทตระกูลเย่ว์หรอกหรือ? คนทั้งทวีปมังกรทะยานรู้กันว่า มีตำหนักหุ่นอยู่ด้านล่างของปราสาทตระกูลเย่ว์ สาเหตุที่ทั้งตระกูลเย่ว์เจริญรุ่งเรืองได้ก็เป็นเพราะตำหนักหุ่นที่ลึกลับ ผลิตอสูรหุ่นนับจำนวนไม่ถ้วนออกมาอย่างต่อเนื่อง

เป็นไปได้หรือที่ตำหนักหุ่นที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่นั่น?

“อย่าเร่งร้อนเกินไป ซานเอ๋อ? ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความปลอดภัยของคุณนายสี่ก็ได้ ข้ากล้าพูดได้เลยว่า ตราบใดที่เจ้ายังมีชีวิต พวกนางจะไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เจ้ายิ่งแข็งแกร่ง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกนางก็ยิ่งดีขึ้น นี่คือความจริง เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนความเห็นของคนแต่ละคนได้ แต่สิ่งที่เจ้าเปลี่ยนได้ ก็คือตัวเจ้าเอง เจ้าสามารถกลายเป็นคนแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ทุกคนไม่มีทางเลือก ได้แต่เทิดทูนเจ้า..” ผู้อาวุโสห้าตบไหล่เย่ว์หยางเบาๆ จากนั้นขึ้นขี่กวางจากมาพลางหัวเราะอย่างเต็มที่

ขณะที่เย่ว์หยางต้องการเริ่มขบคิดถึงสิ่งที่ผู้อาวุโสห้าพูด ทันใดนั้น เขาเห็นองค์หญิงเชี่ยนเชี่ยนสะพายกระบี่ใหญ่ที่หลังเหินตรงมาหาเขาอย่างเงียบเสียง

เขาปิดประตูทันที

เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงเชี่ยนเชี่ยนไม่ได้มานี่เพื่อขึ้นเตียงบริการเขา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางจะดีกว่า

“นี่, ข้าไม่ได้มานี่เพื่อท้าสู้กับเจ้านะ ข้ามาตามเจ้าร่วมกลุ่ม ที่หุบเขาอินทรีร้องในกุ่ยเจี้ยนโฉว กลุ่มสอดแนมราชตระกูลหายไปอย่างลึกลับ กุนซือได้สืบสาวร่องรอยและพบว่ามีปฏิกิริยาพลังงานขนาดใหญ่มาจากที่นั่น เราไปดูด้วยกันเถอะ ถ้าเราพบสิ่งที่เกิดขึ้นและได้สมบัติจากที่นั่น จะได้เอามาแจกจ่ายแบ่งปันกันได้ตามที่จำเป็นเลย” เย่ว์หยางตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่องค์หญิงเชี่ยนเชี่ยนพูด เป็นไปได้ว่าทวีปมังกรทะยานก็มีลัทธิคอมมิวนิสต์

แจกจำหน่ายตามที่จำเป็นเป็นความคิดที่ดีหรือ?

พอเห็นว่าเย่ว์หยางมีใจหวั่นไหว องค์หญิงเชี่ยนเชี่ยนถือโอกาสตีเหล็กขณะที่ยังร้อนโดยชักจูงเย่ว์หยางต่อ “ถ้าเราไม่สามารถหาสมบัติได้ ข้ายังสามารถขอจากท้องพระคลังให้มุกกันน้ำเป็นรางวัลแก่เจ้า ด้วยมุกกันน้ำนี้เจ้าจะสามารถเรียกอสูรตอนอยู่ใต้น้ำได้

มุกกันน้ำเหรอ?

ทันใดนั้น เย่ว์หยางพรวดพราดลุกจากเตียงเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ไม่มีปัญหา ข้าเกิดมาเพื่อลาดตระเวณหุบเขาอินทรีร้องอยู่แล้ว”

“…” เจ้าหญิงเชี่ยนเชี่ยน ชักเริ่มสงสัยว่านางตามผิดคนหรือเปล่า

********************

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด