ตอนที่แล้วEp.440 - งานประชุม
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปEp.442 - โจมตีเทือกเขาสีชาด

Ep.441 - ภัยพิบัติสีชาด


1/3

Ep.441 - ภัยพิบัติสีชาด

วันที่สามหลังการมาถึงเมืองขุนเขาไฟ

ฮังอวี่กำลังกินอาหารกับคนอื่นๆอยู่ในพื้นที่ของมนุษย์

แต่ในเวลานั้นเอง พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

หวังเอ๋อที่กำลังแทะข้อศอกร้องออกมา “ฮ่ง เกิดอะไรขึ้น?”

ฮังเสี่ยวไป๋เข้ามาจากข้างนอก “พี่ชาย ภูเขาไฟในเทือกเขาสีชาดปะทุขึ้นพร้อมกัน นี่เป็นสัญญาณว่ามอนสเตอร์ฟื้นคืนชีพแล้วใช่ไหม?”

ระดับราชันย์จะฟื้นคืนชีพเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา

เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ ไม่น่าจะผิดพลาดแล้ว

“หยุดแทะก่อน ได้เวลาทำงานแล้ว!” ฮังอวี่เขกหัวฮัสกี้ที่เตรียมก้มลงแทะข้อศอกต่อ จากนั้นเอ่ยสั่ง “เหล่าจ้าว เหล่าฉู เรียกระดมพลทันที บอกคนที่ยังไม่ออนไลน์ให้ออนไลน์เดี๋ยวนี้”

ทุกอย่างดำเนินการอย่างรวดเร็ว การระดมพลเสร็จสิ้นในเวลาประมาณสิบนาที

กองกำลังอีกสี่หน่วยในเมืองขุนเขาไฟก็มีปฏิกิริยาเช่นกัน

มองจากเมืองขุนเขาไฟไปทางเทือกเขาสีชาด สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือภูเขาไฟหลายสิบลูก ทุกลูกกำลังปะทุอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง เสาไฟพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า สูงเป็นความยาวหลายพันเมตร

ลาวาร้อนระอุระยิบระยับนับไม่ถ้วนพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า มองแวบแรกราวกับดอกไม้ไฟขนาดยักษ์หลายสิบลูก คล้ายการประกาศเปิดงานเทศกาล

“นี่มันจะยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว!”

“นี่น่ะหรือการฟื้นคืนชีพของ BOSS ใหญ่?”

ทุกคนต่างตื่นเต้นตกใจ

BOSS ใหญ่ช่างต่างจาก BOSS ตัวอื่นๆจริงๆ!

การฟื้นคืนชีพของมันก่อแรงกดดันทั้งในทางดิน ไฟ และสายฟ้า หลายคนที่ไม่เคยพบเคยเห็นอะไรแบบนี้บอกไม่ถูกเลยว่ามันน่าทึ่งขนาดไหน

“ดูเหมือนราชาปีศาจทรายสีชาดจะฟื้นขึ้นมาแล้ว พลังของมันสามารถทำให้ภูเขาไฟของเทือกเขาสีชาดเกิดความปั่นป่วน ตราบใดที่ราชาปีศาจทรายสีชาดยังไม่ตาย การปะทุของภูเขาไฟจะไม่มีวันจบสิ้น สุดท้ายนำหายนะครั้งใหญ่มาสู่แคว้นเดียวดาย”

ฮังอวี่หยุดพักหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “เอาล่ะ แจ้งให้ทุกคนทราบ เตรียมสู้ทันที!”

“เตรียมสู้? ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องเข้าไปในเทือกเขาทรายสีชาดก่อนหรือ?”

ทุกคนสับสนเล็กน้อยกับคำสั่งของฮังอวี่ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังคงฟังคำเขา

และไม่ช้าพวกเขาก็เข้าใจ ว่าทำไมฮังอวี่ถึงออกคำสั่งเช่นนี้

นอกจากลาวาที่ไหลจากภูเขาไฟแล้ว ยังมีอุกกาบาตไฟขนาดใหญ่โปรยลงมาระหว่างเทือกเขาสีชาด แต่ก็มีบางส่วนเช่นกัน ที่กระจายเกินออกมายังพื้นที่ภายนอก

“ดูนั่น!”

“อุกกาบาตไฟจำนวนมากกำลังพุ่งเข้ามาหาเรา!”

“ทุกคนระวัง! หาที่กำบังด่วน!”

ม่านป้องกันของเมืองขุนเขาไฟเปิดออก อุกกาบาตพุ่งชนเขตแดนต่อเนื่อง พลังของพวกมันไม่ด้อยไปกว่าปืนใหญ่เหนี่ยวนำมนตราสีเขียวเลเวล 15

ภายใต้การระดมยิงอย่างรุนแรงเช่นนี้ สร้างแรงกดดันต่อแนวป้องกันเมืองขุนเขาไฟมาก!

และไม่นาน เขตแดนก็ไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป!

อุกกาบาตไฟจำนวนมากทะลุผ่านเขตแดน ตกลงภายในเมืองขุนเขาไฟ บังเกิดเสียงบรึ้มดังสนั่นหวั่นไหว พื้นในเมืองยุบตัวเป็นหลุมบ่อ อาคารบางหลังถูกทำลาย ฝุ่นควันลอยโขมง

บรรยากาศร้อนระอุ ชวนให้สำลักกลิ่นกำมะถัน หวังเอ๋อเผลอจามไปหลายครั้ง มันอ้าปากอยากพูด แต่ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นอะไรบางอย่าง “ฮ่ง เจ้านาย พวกมอนสเตอร์ปรากฏตัวแล้ว แถมยังปรากฏตัวออกมาเพียบเลยด้วย!”

ทุกคนต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า จากหนึ่งในหลุมอุกกาบาตที่ร่วงหล่น ฝูงมอนสเตอร์เริ่มก้าวออกมา

ผิวหนังของมอนสเตอร์พวกนี้ปกคุลมไปด้วยเม็ดทราย แต่ข้างในกลับร้อนระอุไปด้วยไฟ แม้ดูเหมือนอมนุษย์ แต่โครงร่างใบหน้าพร่ามัว คาดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทกึ่งธาตุ

พวกมันคือพลรบทรายสีชาด! ชั้นยอดขั้นโกลด์เลเวล 15!

จอมเวทย์ทรายสีชาด! ชั้นยอดขั้นโกลด์เลเวล 15!

นายพลทรายสีชาด! เจ้าถิ่นขั้นโกลด์เลเวล 15!

ที่โผล่ออกมา คือมอนสเตอร์สามประเภทนี้เป็นหลัก

ในบรรดามอนสเตอร์เผ่าทรายสีชาด อย่าคิดว่าจะสามารถหามอนสเตอร์ระดับสามัญได้ พวกที่อ่อนแอที่สุดคือมอนสเตอร์ชั้นยอดเลเวล 15 และกลุ่มชั้นยอดขั้นโกลด์เลเวล 15 ในที่นี้ พลังรบของพวกมันไม่ด้อยไปกว่าเจ้าถิ่นขั้นบรอนซ์เลเวล 11 12

ทั้งยังมีปริมาณมาก

เพียงไม่กี่นาที

มอนสเตอร์หลายร้อยหลายพันปรากฏตัวขึ้นในเมืองขุนเขาไฟ

และบริเวณรอบนอกเมืองภูเขาไฟ ก็มีพวกมอนสเตอร์หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน

ในเวลาเดียวกัน อุกกาบาตจากภูเขาไฟไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มีหลายลูกตกลงในเมืองขุนเขาไฟและบริเวณใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง

ฉากนี้

เรียกเสียงกรีดร้องท่วมท้นจากผู้คน

ฮังอวี่เอ่ยด้วยเสียงทุ้ม “ระวัง มอนสเตอร์พวกนี้ จะเลเวลหรือพลังรบก็ค่อนข้างสูง ทุกคนตามฉันมา! ให้สมุนทหารคอยโจมตีระยะไกล”

ครั้งนี้เมืองธารทะเลทรายนำทหารม้ามาเป็นหลัก และความสามารถของทหารม้าค่อนข้างดีมาก

พวกเขาสามารถเรียกสัตว์วิญญาณม้าศึกมาเป็นสัตว์ขี่ที่เคลื่อนที่ได้เร็วนอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนจากการต่อสู้ระยะประชิด มาใช้ธนูยาวได้อีกด้วย ดังนั้นสามารถโจมตีศัตรูจากระยะไกลได้

ณ ตอนนี้

มอนสเตอร์ทรายสีชาดกลุ่มใหญ่พุ่งเข้ามา

ฮังอวี่นำสมาชิกมนุษย์สร้างแนวป้องกัน เพื่อหยุดมอนสเตอร์ทรายสีชาดก่อน จากนั้นให้ทหารม้ายิงลูกธนูคอยสนับสนุน

สมุนทหารเมืองธารทะเลทรายมีเลเวล 13

ถ้าพวกมันแยกกันสู้ ต่อให้สามรุมหนึ่งก็ไม่อาจสังหารพลรบทรายสีชาดได้

ยิ่งไปกว่านั้นทหารม้าเผ่ามนุษย์ยังมีจุดอ่อนใหญ่หลวง นั่นคือการพลังป้องกันที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าจัดวางขบวนทัพดีๆ ทหารม้า 3000 นายก็มากพอที่จะสร้างประสิทธิภาพอันทรงพลังในการสังหารข้าศึก

แต่ที่แน่ๆไม่มีใครคาดคิดเลย ว่ายังไม่ทันเข้าไปในเทือกเขาสีชาด ก็ต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่เช่นนี้!

กลายเป็นว่ากองทัพต่อต้านของมอนสเตอร์ทรายสีชาดร่วงลงมาจากฟ้า

ชูร่าแห่งเลือดนาเซอร์ระหว่างการต่อสู้เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสถานการณ์รบของเผ่าพันธุ์มนุษย์

เห็นแค่เพียงสมาชิกเกือบ 300 คนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ นำสมุนทหาร 4000 นายของเมืองธารทะเลทราย ตอบสนองอย่างเร็วและไวกว่ากองทัพอื่นๆ

พวกเขาตอบสนองได้เร็วเช่นนี้ได้ยังไง?

เป็นไปได้ไหมว่าในหมู่พวกมันมีผู้มีความสามารถในการทำนายอนาคต?

นาเซอร์เฝ้าดูอย่างระมัดระวัง และสังเกตว่ามีเผ่าพันธุ์มนุษย์มีพวกสติปัญญาสูงจำนวนมาก

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

ประเด็นคือเผ่ามนุษย์มีอาวุธเหนี่ยวนำมนตรามากมาย ในบรรดาเหล่านั้นมีหุ่นรบขั้นสุดยอดมากถึงสิบตัว พลังรบของพวกมันเหนือกว่าเจ้าถิ่นขั้นโกลด์ในเลเวลเดียวกัน ใกล้เคียงกับมอนสเตอร์ระดับทรราชย์

ด้วยเทคโนโลยีของแคว้นเดียวดาย ไม่น่าจะสร้างหุ่นรบแบบนี้ได้!

นอกจากนี้

สกิลที่สมาชิกเผ่ามนุษย์ใช้ ยังกระตุ้นความสนใจและหวาดระแวงแก่ผู้ครองแคว้นมาก

เผ่าพันธุ์มนุษย์ครอบครองมรดกที่หลากหลาย มีสกิลมากมายที่ไม่ใช่สิ่งที่ดรอปจากแคว้นเดียวดายหรือกระทั่ง อาณาจักรมังกรโลกา

เผ่าพันธุ์นี้ ...

มีจุดที่น่าสงสัยมากเกินไป

ด้วยพลังรบดังกล่าว ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคาลิมัวถึงพ่ายแพ้!

ขณะที่ผู้ครองแคว้นกำลังเฝ้ามองเผ่ามนุษย์ ฮังอวี่เองก็เปิดใช้งานเทคนิคตาเหยี่ยวเพื่อสังเกตการณ์ขุนนางใหญ่ตนอื่นๆเช่นกัน

เมืองพายุระห่ำเป็นเผ่าพันธุ์สายแทงค์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ขุนนางใหญ่ของพวกเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านพลังป้องกัน เลือกสืบทอดมรดกผู้พิชิตแทน พุ่งเข้าโจมตีด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด ระเบิดพลังรบที่มีไม่หยุดยั้ง

ฮังอวี่รู้สึกว่าด้วยพลังรบที่ตัวเองมีตอนนี้ คาดว่าโอกาสชนะอีกฝ่ายมีไม่ถึง  30%

ด้านเมืองพันหนองน้ำส่วนใหญ่เป็นคาถาเกี่ยวกับอันเดธ มีความสามารถในการควบคุมภาคสนามอันทรงพลัง และความสามารถในการควบคุมหมู่ อีกทั้งเทคนิคผนึกอันแข็งแกร่ง

ถ้าต้องสู้กับอีกฝ่าย ฮังอวี่ต้องไม่ลืมเตรียมอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความต้านทานสถานะผิดปกติ อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มค่าจิตรับรู้  คัมภีร์หรือไอเท็มเฉพาะที่สามารถลบล้างเงื่อนไขสถานะทางลบและผนึกได้ ไม่งั้นอย่าหวังว่าจะเอาชนะมัน

ส่วนคนสุดท้ายดิลลอนมังกรบิน มรดกหลักของมันคือปรมาจารย์สลักมนตรา นี่เป็นสกิลประเภทอัญเชิญ ดังนั้นสกิลของดิลลอนจึงขึ้นอยู่กับการอัญเชิญเป็นหลัก

เขาสามารถอัญเชิญและควบคุมมอนสเตอรระดับทรราชย์ได้ไม่น้อยกว่าสองตัวในเวลาเดียวกัน

มอนสเตอร์ที่อัญเชิญมาเหล่านี้จะมีพลังรบเทียบเท่ากับมอนสเตอร์ป่า มันทรงพลังมากจริงๆ ทั้งยังถูกควบคุมโดยลเจตจำนงของผู้อัญเชิญ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ถ้าต้องสู้กับชายผู้นี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการฆ่าเขาก่อนที่มอนสเตอร์อัญเชิญจะปรากฏตัว สังหารด้วยหนึ่งกระบี่ล่าแสง!

หรือไม่ตราบใดที่ขัดจังหวะการอัญเชิญได้ ก็มีโอกาสที่จะชนะเขา

มิฉะนั้นหากมอนสเตอร์ทรราชย์สองตัวหรือมากกว่านั้นลงมาพร้อมกัน บวกกับสกิลต่างๆของดิลลอนที่ไม่อ่อนแอ โอกาสชนะคงลดลงเหลือศูนย์

สามขุนนางใหญ่

พวกเขาสืบทอดมรดกขั้น 4 เพียงอาชีพเดียวเท่านั้น พลังรบโดยรวมไม่ต่างจากคาลิมัวมากนัก

สิ่งที่ทำให้ฮังอวี่เสียใจมากก็คือ ผู้ครองแคว้นนาเซอร์ไม่ได้เคลื่อนไหว ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบพลังรบได้

อย่างไรก็ตาม กองทัพออร์คแข็งแกร่งมาก! ทหารที่นาเซอร์นำมา แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ก็เกินกว่า 5000 นาย และส่วนใหญ่แล้วมีเลเวล 15 เป็นชนชั้นยอดขั้นโกลด์

และมีกระทั่งหลายตนเป็นสมุนทหารระดับเจ้าถิ่น

สมกับที่เป็นผู้ครองแคว้นจริงๆ! กองทัทพของเขาแข็งแกร่งมาก!

โดยเฉพาะออร์คเกราะดำ เมื่อเทียบกับขุนนางใหญ่ มันด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้น! ถ้าฮังอวี่ต้องสู้กับมันตัวต่อตัวโอกาสชนะควรจะอยู่ที่ประมาณ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ฉะนั้น จะเป็นการดีที่สุดหากไม่ขัดแย้งกับเมืองฟ้าเดียวดายในช่วงนี้ ไม่งั้นสถานการณ์ของเมืองธารทะเลทรายคงไม่ต่างจากการถูกฆ่าล้างฝ่ายเดียว

...

ฮังอวี่สังเกตและวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

เขาได้จำลองกระบวนต่อสู้กับกองทหารเหล่านี้เอาไว้ในใจแล้ว บทสรุปสุดท้ายก็คือ ด้วยสภาพของเมืองธารทะเลทรายในตอนนี้ ตราบใดที่ไม่มีการร่วมมือกันระหว่างสองขุนนางใหญ่ การป้องกันเมืองไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่เกินไป

เอาล่ะ

ขั้นแรกเขาให้จ้าวหมิงส่งทีมไปติดต่อสี่ขุมกำลังก่อน แน่นอนว่าสี่ขุนนางใหญ่ระแวดระวังตัวสูง ดังนั้นไม่คิดจะร่วมงานหรือสร้างพันธมิตร แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ หากสามารถยั่วยุและทำให้ความสัมพันธุ์ระหว่างขุนนางใหญ่ห่างเหินได้จะเป็นอะไรที่ดีมากๆ