ตอนที่แล้วตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 42 ความแข็งแกร่งของกระทิงหนึ่งตัว
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 44 ผู้นำนิกายถ้ำมังกร

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 43 เสือร้ายลงจากภูเขา


ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 43 เสือร้ายลงจากภูเขา

แปลโดย iPAT  

หลี่ฉิงซานไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านกระทิงหมอบ อย่างน้อยก็ตอนนี้ หมู่บ้านเล็กๆนี้ยังปลอดภัย หมู่บ้านบังเหียนม้าก็เช่นกัน การนำคนอื่นเข้ามาพัวพันในปัญหาไม่ใช่ความปรารถนาของเขา เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังป้อมวายุทมิฬเช่นกัน แม้เขาจะยั่วยุป้อมวายุทมิฬและฝ่ายหลังจะระดมกำลังในฤดูใบไม้ผลิเพื่อบุกทำลายหมู่บ้านที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาก็ตาม

เขาลอบเย้ยหยันอยู่ภายใน ‘พวกเจ้าปฏิบัติต่อข้าเหมือนศัตรู เหตุใดข้าไม่ควรปฏิบัติต่อพวกเจ้าเช่นเดียวกัน? แน่นอนว่าข้าจะกวาดล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้าและให้ผู้นำของป้อมวายุทมิฬชดใช้ความผิดบาปของเขาด้วยความตายอันน่าสยดสยอง!’

ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำงานหนักเพื่อสิ่งใด? แน่นอนว่าเพื่อฆ่าศัตรูทั้งหมดของเขา อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นเขาจำเป็นต้องเตรียมการบางอย่าง

เขาไม่มีแม้แต่อาวุธที่เหมาะสม มันยากเกินไปหากเขาใช้มือเปล่า แม้แต่สิงโตยังใช้กำลังทั้งหมดของมันเพื่อล่ากระต่ายโดยไม่ต้องกล่าวถึงโจรมากกว่าสองร้อยคนในป้อมวายุทมิฬที่ไม่ใช่กระต่ายป่า ทุกคนล้วนเป็นฆาตกรและดุร้ายมาก

เมื่อเขาบุกไปที่นั่น มันจะไม่ใช่การต่อสู้ของชาวยุทธ์แต่เกือบจะเป็นการทำสงครามในสนามรบ หากเขาอวดดีและประมาท หัวของเขาอาจมีบางส่วนขาดหายไป

ในเมืองชิงหยางมีร้านขายอาวุธที่มีชื่อเสียง เขาวางแผนที่จะไปที่นั่นแต่เขายังต้องการเงินเพื่อซื้ออาวุธ ตอนนี้ไม่เพียงเขาจะไม่มีเงิน เขาไม่แม้แต่จะมีเสื้อผ้าที่เหมาะสม

ชุดของเขาเหมือนผ้าขี้ริ้ว หน้าอกของเขาเปลือยเปล่าและดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมา ทุกคนต่างคิดว่าเขาจะไม่หนาวตายในสภาพอากาศเช่นนี้งั้นหรือ?

หลี่ฉิงซานฝึกตนอยู่ในสระน้ำแข็งทุกวัน แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สะทกสะท้านกับความหนาวเย็นเพียงเล็กน้อยเช่นนี้

อย่างไรก็ตามไม่มีใครปฏิบัติต่อเขาเหมือนขอทานเพราะเขาดูไม่เหมือนคนเหล่านั้น ภาพลักษณ์ของเขาเหมือนคนจนทั่วไปแต่ท่าทางของเขาดูมั่นใจมากราวกับเขาสามารถจัดการปัญหาทั้งหมดได้ด้วยสองมือของตน

เขามองไปรอบๆขณะเดินชมเมืองโบราณ เขาไม่ได้พยายามปิดบังความจริงที่ว่าเขาเป็นคนบ้านนอก

ทันใดนั้นรถม้าก็พุ่งเข้ามา คนขับรถตะโกนขณะสะบัดแส้ในมือ “หลีกทาง! หลีกทาง!” ขณะที่เขามองคนเดินถนนพยายามหลบรถม้าด้วยความสับสนวุ่นวาย เขาก็หัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ

เมื่อมองรถม้าที่วิ่งผ่านไป ทุกคนเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ไม่มีใครกล้ากล่าวสิ่งใด รถม้าคันนี้เป็นของขุนนางคนสำคัญของเมืองชิงหยาง ไม่มีใครที่ไม่หวาดกลัว แม้รถม้าของจวนจางจะฆ่าบางคนในอุบัติเหตุรถชน อย่างมากพวกเขาก็ต้องจ่ายเงินชดเชยเท่านั้น

เป็นเพียงเวลานี้ที่คนขับรถม้าเห็นร่างหนึ่งในชุดผ้าขี้ริ้ว ร่างนั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินเขา ไม่มีวี่แววว่าคนผู้นี้จะหลบรถม้า คนขับตวาด “เจ้าขอทาน หลีกไป!” เขาไม่มีความคิดที่จะหยุดรถและยังวางแผนที่จะให้รถม้าวิ่งต่อไป

บางคนเร่งเตือนขอทานผู้นั้นแต่เขาไม่สนใจ เมื่อรถม้ากำลังจะชนเขา เขาเพียงบิดร่างไปด้านข้างเล็กน้อย

ก่อนที่คนขับรถม้าจะสามารถตอบสนอง รถม้าก็หยุดอย่างกะทันหันขณะที่คนขับรถม้าบินขึ้นสู่อากาศไปแล้ว

ภายในรถม้าเกิดความโกลาหล เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้น

ม้าชั้นดีสองตัวที่ลากรกม้าหยุดอยู่ที่จุดนั้น แม้พวกมันจะยกขาขึ้นและกรีดร้องเสียงดังแต่พวกมันก็ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว

คนขับรถม้ายืนขึ้นด้วยการกระโดดขึ้นมาจากพื้น เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน เมื่อเขากำลังจะสาปแช่ง เขาก็เห็นผู้คนมองไปที่ด้านหลังรถม้าด้วยความตกตะลึง

หลี่ฉิงซานจับรถม้าเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว เขายืนนิ่งอยู่ในตำแหน่งเดิมขณะที่รถม้าลอยอยู่ในอากาศโดยไม่ขยับเขยื้อน

คนขับรถม้ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก การทำเช่นนี้ต้องใช้พละกำลังมากเท่าใด

ชายหนุ่มในชุดคลุมปักลายที่มีกลิ่นสุราลอยคละคลุ้มอยู่รอบตัวกระโจนลงจากรถม้า “เล้ยฝู เจ้าทำสิ่งใด?” อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาเห็นคือคนขับรถม้าที่ชื่อเล้ยฝูชี้นิ้วไปที่หลี่ฉิงซาน ดังนั้นชายหนุ่มจึงตะโกนด่าทอ “เจ้าขอทานชั้นต่ำ ออกไปจากรถม้าของข้า ข้าจะตัดมือของเจ้าหากเจ้าสัมผัสมัน!” เขาเมา ดังนั้นเขาจึงพลาดความจริงที่ว่าหลี่ฉิงซานกำลังจับรถม้าของเขาอยู่

“ข้าไม่ใช่ขอทาน ข้าชื่อหลี่ฉิงซาน!” หลี่ฉิงซานประกาศชื่อของเขาออกมาโดยตรง เขาต้องการลงโทษเจ้านายและคนรับใช้ที่จองหองทั้งสอง

“หลี่...หลี่ฉิงซาน!” สายตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรังเกียจ แต่เมื่อเขากล่าวไปถึงพยางค์สุดท้าย น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันราวกับบางคนกำลังบีบคอเขาอยู่ เขาสร่างเมาทันที “จะ...เจ้าคือหลี่ฉิงซาน...”

หลี่ฉิงซานถามด้วยความงุนงง “เจ้ารู้จักข้างั้นหรือ?”

คนขับรถม้ากรีดร้อง “นายน้อย เขา...เขาคือเสือโคร่ง!” ใบหน้าที่เคยแดงก่ำของเขากลายเป็นซีดเผือด

“เสือโคร่ง? เสือโคร่งอันใด?” หลี่ฉิงซานขมวดคิ้ว

ชายหนุ่มคุกเข่าลง “คุณชายท่านนี้ ไม่ ไม่ ไม่ วีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ผู้ต่ำต้อยที่โง่เขลาผู้นี้ทำให้ท่านขุ่นเคือง โปรดยกโทษให้ข้าด้วย!” หลังจากนั้นเขาก็ส่งถุงเงินออกไปด้วยมือทั้งสองข้าง “โปรดรับเงินเหล่านี้เอาไว้เพื่อเป็นการชดเชยความผิดของข้า!”

ผู้คนที่อยู่รอบๆไม่เคยเห็นนายน้อยตระกูลจางมีพฤติกรรมที่น่าอนาถเช่นนี้มาก่อน พวกเขาต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง แต่เมื่อพวกเขาได้ยินคำว่า เสือโคร่ง สายตาที่พวกเขามองหลี่ฉิงซานก็เปลี่ยนไปทันที มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความชื่นชม

หลี่ฉิงซานชั่งน้ำหนักถุงเงิน มีเงินค่อนข้างมากอยู่ภายใน นั่นเพียงพอให้เขาซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะสม กินอาหารมื้อใหญ่ในร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมือง และนอนหลับอย่างสะดวกสบายในโรงเตี้ยมเล็กๆสักแห่ง

แต่เขายังแปลกใจ ‘ไม่ใช่ว่าข้าจะฆ่าผู้ใด ข้าเพียงจะต่อยสั่งสอนเจ้าเบาๆสักหมัดหรือสองหมัดเท่านั้น ข้าไม่แม้แต่จะใช้กำลัง เหตุใดเจ้าต้องกลัวข้านัก?’

สัญชาตญาณบอกเขาว่าความกลัวทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากวิธีที่เขาหยุดรถม้า อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเห็นนายน้อยผู้นี้ตกใจกลัวถึงเพียงนี้ เขาก็หมดความสนใจที่จะมอบบทเรียนให้ฝ่ายหลังอีก ดังนั้นเขาจึงจากไปพร้อมกับเงินในกระเป๋า

เมื่อเห็นหลี่ฉิงซานเดินจากไป นายน้อยผู้นั้นก็รีบลุกขึ้นยืนแต่ขาของเขายังไม่หยุดสั่น เขามองจุดเกิดเหตุด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด เมื่อครู่หลี่ฉิงซานยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ นี่คือตัวอันตรายที่ฆ่าโจรหลายสิบชีวิต ไม่ว่านายน้อยผู้นี้จะเย่อหยิ่งเพียงใด เขาก็ไม่สามารถทำตัวยโสต่อหน้าคนเช่นนี้

ใบหน้าของเขาค่อยๆกลายเป็นสีแดงเมื่อเห็นรอยยิ้มเย้ยหยันของผู้ชมที่ยืนดูอยู่รอบๆ เขาหันหลังกลับและเห็นคนขับรถม้าซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่ง นั่นทำให้เขายิ่งโมโห เขาพุ่งเข้าไปเตะคนรับรถม้า “ฮืม เจ้ากล้าซ่อนตัวงั้นหรือ? เหตุใดตอนขับรถม้าไม่หลบเขา? ไปเรียนรู้วิธีขับรถม้าที่ถูกต้องมาซะ!” แม้คนขับรถม้าจะมีทักษะยุทธ์ แต่เขาก็ไม่กล้าหลบการลงไม้ลงมือของเจ้านายและทำได้เพียงก้มหน้ารับโทษอย่างเงียบๆเท่านั้น

หลี่ฉิงซานรู้สึกสบายใจขึ้นมากเมื่อมีเงินอยู่ในกระเป๋า แม้เงินก้อนนี้จะมีที่มาค่อนข้างแปลกก็ตาม แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งสำคัญในเวลานี้คือการตรวจสอบและสืบข่าวของป้อมวายุทมิฬและบังเอิญว่าเขามีสหายบางคนอยู่ในเมืองชิงหยาง ดังนั้นหลังจากสอบถามชาวเมืองหลายคน เขาก็ไปถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักกำปั้นเหล็ก

หน้าประตูทางเข้ามีชายหัวล้านร่างใหญ่สองคนยืนอยู่เหมือนหอคอยเหล็ก แขนของพวกเขาหนาเท่ากับต้นขาของคนทั่วไป พวกเขามองผู้คนที่สัญจรไปมาด้วยสายตาแหลมคม นั่นทำให้ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงพวกเขา หลังจากทั้งหมดนี่คือสำนักกำปั้นเหล็กที่ยิ่งใหญ่

เมื่อพวกเขาเห็นขอทานในชุดผ้าขี้ริ้ว หนึ่งในนั้นกล่าวอย่างหยาบคายว่า “ย้ายก้นของเจ้าออกไป นี่ไม่ใช่ที่สำหรับขอทาน!”

ชายหัวล้านอีกคนหยุดสหายของเขา หลังจากสำรวจหลี่ฉิงซาน เขาก็เปิดปากเย้ยหยัน “เจ้าหนู เจ้าดูเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ แต่เหตุใดเจ้าจึงอยู่ในสภาพนี้?” เขาเห็นหลี่ฉิงซานมีร่างกายที่แข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากความหนาวเย็น ดังนั้นเขาจึงตัดสินว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์

หลี่ฉิงซานตอบ “ข้ามาหาบางคน โปรดช่วยส่งข้อความให้ข้าด้วย เขาชื่อหลี่หลง บอกเขาว่าข้ามาจากหมู่บ้านเดียวกันกับเขา ชื่อของข้าคือหลี่ฉิงซาน”

เดิมทีชายหัวล้านทั้งสองไม่ได้คิดมากนัก แต่เมื่อพวกเขาได้ยินชื่อหลี่หลงซึ่งเป็นศิษย์คนโปรดของเจ้าสำนักและยิ่งได้ยินชื่อหลี่ฉิงซานที่เด็กหนุ่มประกาศออกมา ใบหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปทันที “เสือโคร่ง หลี่ฉิงซาน!”

หลี่ฉิงซานพึ่งตระหนักได้ในเวลานี้ว่าเสือโคร่งคือฉายาของเขา เขาลอบบ่นอยู่ในใจ ‘ฉายาอะไรเนี่ย!’ เขาไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในฝูงสัตว์ของเจียงหู!

“ฮัดชิ้ว!” ในหมู่บ้านบังเหียนม้า ฮวงปิงหูจามเสียงดัง