ตอนที่แล้วตอนที่ 211 การถอยและการมา(อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 213 เจรจา 1

นิยาย เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

ตอนที่ 212 ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด(อ่านฟรี)


ตอนที่ 212 ผู้มาเยือนที่ไม่คาดคิด

ลูอิสกลับมาถึงเมืองเอลดิลก็เลือกจะตรงไปน้ำอาบชำระกายและนอนหลับพักผ่อน

แม้บาดแผลบนร่างกายจะฟื้นกลับมา แต่การเผชิญกับแรงกดดันจากอันเดดที่ระดับสูงกว่าก็ทำให้จิตใจเขาอ่อนล้า พอหัวถึงหมอนลูอิสก็ผล็อยหลับในทันที

เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นตอนเช้าของอีกวันแล้ว

“ไม่คิดว่าจะหลับไปทั้งวันแบบนี้” ลูอิสบิดตัวไปมา อ้าปากห้าวสูดอากาศยามเช้าเข้าไป

ในตอนนี้คฤหาสน์แกริคเงียบสงบเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุกคนรู้ว่าผู้ปกครองเมืองเอลดิลกำลังพักผ่อน พวกเขาจึงไม่มีใครกล้าทำเรื่องเสียงดังรบกวน

แม้แต่กำลังทหารส่วนใหญ่ก็ไม่มีฝึกในคฤหาสน์อีกแล้ว เนื่องจากการเปิดขึ้นมาของกองทัพรักษาการณ์ จึงได้มีการสร้างค่ายทหารใหม่และพื้นที่นั่นก็คือคฤหาสน์ของไวเคานต์คาริสผู้ล่วงลับไป

ซึ่งมันมีอาณาเขตกว้างขวางและทำเลที่เหมาะ นอกนั้นในกองกำลังอื่น ๆ ก็มีพื้นที่ค่ายเป็นของตัวเองเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นกองทัพรุ่งอรุณที่มีค่ายอยู่ด้านหลังเขตชุมชนผู้อพยพมีพื้นที่กว้างมากที่สุด ยังมีหน่วยนิ้วเงินที่ยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะปฏิบัติการนอกเมืองเป็นหลัก ส่วนหน่วยสื่อสารและรวบรวมข่าวก็ทำงานแบบกระจายตัว แต่ก็มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในส่วนกลางเมือง

แต่ตอนนี้สถานที่ทั้งหมดนั้นกำลังวุ่นวายและส่วนใหญ่ก็มีบรรยากาศที่อึมครึม เป็นผลจากการตายของทหารในหน่วย

ลูอิสจัดการธุระส่วนตัวต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยก็เริ่มตรวจสอบรายงานที่ห้องทำงานของเขาทันที ที่ห้องทำงานมีรายงานส่งมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งชื่อของผู้บาดเจ็บล้มตาย ความเสียหายแต่ละกองกำลัง

โดยกองกำลังที่เสียหายมากที่สุดคือ กองทัพรักษาการณ์ มีคนตายมากถึง 5,634 คน และบาดเจ็บอีก 3,000 กว่า ที่การตายมากกว่าบาดเจ็บนั้นก็เพราะว่าส่วนใหญ่ที่โดนซอมบี้กัดจะตายกลายเป็นอันเดด ส่วนที่บาดเจ็บคือการโดนโจมตีจากพวกโครงกระดูกอันเดด

ต่อมาคือกองทัพอัศวินรุ่งอรุณ มีอัศวินตายไปมากถึง 89 นาย ส่วนคนบาดเจ็บนั้นตอนนี้ไม่มี เพราะพวกเขาทั้งหมดสามารถให้ทักษะคำอธิษฐานได้และยังได้รับโพชั่นแก้พิษแล้ว

หน่วยนิ้วเงินก็ได้รับความเสียหายมีนักรบตายไปทั้งหมด 20 คน ซึ่งนับเป็นเกือบครั้งหนึ่งของคนเถื่อนจำนวน 50 คนเลยก็ว่าได้

สุดท้ายคือหน่วยสื่อสาร มีดรูอิดตายไป 5 คน นี่เป็นจำนวนที่ตายจากการต่อสู้ที่แนวหน้า โดยตายจากพวกที่ขึ้นเรือเหาะ โดยเฉพาะเรือเหาะของลูอิสในจังหวะที่เขาโดนอัดและซอมบี้เผา มันฆ่าชีวิตดรูอิดสื่อสารไปถึง 2 คนพร้อมกัน

นอกจากนั้นก็เป็นผู้คนจากกองกำลังต่างๆ เช่นคนจากส่วนกลาง คนจากกองกำลังเปาโลที่ควบคุมเรือเหาะทิ้งระเบิด

เมื่อพูดถึงเรือเหาะก็ทำให้ลูอิสเจ็บปวดใจพอสมควร เนื่องจากเรือเหาะพังไปจนเกือบหมดจะเหลือก็แค่สองลำที่เจียน่ากับดีแลนเอาไปใช้และของกันนาร์ที่เขาไม่มีทางเอามาใช้งานได้เพราะตาแก่นั้นห่วงเป็นอย่างมาก

เรือเหาะ 5 ลำ พังเสียหายแบบเกินเยียวยาไป 1 ลำคือลำของเขาที่โดนทำลายไป และสภาพเละอีกสองลำ โชคดีที่เครื่องยนต์ภายในยังไม่เสียหายมากและสามารถซ่อมแซมได้ ส่วนอีกสองลำไม่ได้เสียหายมาก แค่ซ่อมแซมในบางส่วนก็สามารถขึ้นบินได้ในอีกสองสามวัน

“เห้อ...หายเยอะจริง ๆ” ลูอิสหลังพิงเก้าอี้ถอดถอนหายใจ

เขากลับมาดูรายงานฉบับอื่น ๆ ต่อ เป็นเรื่องจำนวนของผู้คนที่ตายไปจากการโดนลูกหลง มันเป็นรายงานการอนุมัติเงินที่ส่งมาจากส่วนกลาง เนื่องจากต้องใช้เงินจำนวนมาก ทางนั้นจึงไม่กล้าจะตัดสินใจ

ลูอิสอนุมัติในทันที

ใช้เวลาเคลียร์งานไม่นานก็เสร็จจนหมด หลังจากนั้นเขาก็เรียกเจียน่าและออกไปด้านนอก เพื่อเก็บรวบรวมพลังงานศรัทธาอีกครั้ง

การผ่านสงครามอันเดดในครั้งนี้มาได้ ทำให้ลูอิสเก็บรวบรวมพลังงานศรัทธาได้มากขึ้น จากก่อนหน้าที่ได้ประมาณหกแสนกว่า แต่เมื่อวานและวันนี้สองวันเฉลี่ยกันแล้วเขาเก็บได้มากถึง 1,200,000 ซึ่งเพิ่มมากเป็นเท่าตัว

ลูอิสคิดเรื่องนี้อยู่สักพัก ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมถึงทำให้เขามีพลังงานศรัทธาได้มากขนาดนี้ แม้จะมีการตายของผู้คนนับหมื่น

อย่างแรกคือในความหวาดกลัวของสถานการณ์ปัจจุบันมันช่วยผลักดันให้ผู้คนยึดมั่นและศรัทธาเขา เพราะลูอิสเลือกจะต่อสู้กับอันเดดไม่ทอดทิ้งพวกเขา แน่นอนว่าเขาก็เหมือนกับผู้นำอีกสองเมืองอย่างเมืองธาลุสและเมืองเฟเซซีที่เลือกจะต่อสู้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ว่ามันต่างกันตรงที่ว่าลูอิสสามารถทำได้

โดยเฉพาะข่าวการฆ่าอันเดดระดับ 9 ดาวสองตัว ยิ่งทำให้ผู้คนมองเขาสูงส่งและเป็นเหมือนวีรบุรุษผู้ปกครองเมืองเอลดิล ถ้าลูอิสยังอยู่พวกเขาก็จะยังรอดปลอดภัย แล้วใครบ้างจะไม่ภาวนา สรรเสริญและยกย่องลูอิส

นี่จึงเป็นเหตุผลให้เขาเก็บพลังงานศรัทธาได้มากขนาดนี้

ลูอิสได้พลังงานศรัทธามาก็ทำการซื้อโพชั่นจำนวนมหาศาล เพื่อใช้ในการรักษาทหารและผู้คนที่บาดเจ็บในทันที เขาต้องการฟื้นฟูกองกำลังให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อรับมือกับกองทัพอันเดด

เพราะรู้ว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ นี่เป็นแค่การอุ่นเครื่องเท่านั้น

ผู้คนในอาณาจักรเรบีดาสมีมากกว่านับล้าน แต่อันเดดที่พวกเขาเจอก็แค่หลักหมื่นปลาย ๆ เท่านั้น

“น่าเสียดายที่ผู้เล่นถูกจำกัดแค่ 500 คน” ลูอิสมองดูอย่างเสียดาย ถ้าเขาสามารถมีผู้เล่นได้เป็นพันหรือหมื่น ลูอิสจะไม่กลัวพวกอันเดดเลยแม้แต่น้อย

เขาเคยลองถามระบบแล้ว แต่ว่าได้คำตอบกลับมาว่าก้าวข้ามระดับ แต่ระบบไม่ได้บอกว่าระดับไหน ลูอิสจึงได้แต่เดาว่าเป็นระดับผู้อยู่เหนือขึ้นไป

ขณะที่ลูอิสแวะเอาโพชั่นให้ไปกองทัพต่าง ๆ และแวะที่เขตตะวันตก ในตอนนี้ศพทหารที่ตายจากแนวหน้าถูกรวบรวมมาตั้งแต่เมื่อวานและทำพิธีปัดเป่าวิญญาณพร้อมกับเผาไปได้ แต่เขามาที่นี่ก็เพื่อมองดูผู้คนจำนวนมากที่พากันมาไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับ

มีดอกไม้มากมายวางกันตามพื้นและผู้คนที่เดินเข้ามาเคารพสถานที่ ก่อนจะจากไป

ลูอิสมองฉากตรงหน้า ก่อนจะฉุกคิดบางสิ่งขึ้นได้

“เจียน่าให้ทางส่วนกลางหาช่างมาทำอนุสรณ์ในเหตุการณ์ครั้งนี้หน่อย แบ่งเป็นสองอนุสรณ์ หนึ่งคืออนุสรณ์ที่สลักชื่อทหารที่สู้จนตัวตายทั้งหมดและสองคืออนุสรณ์ของผู้คนที่จากไป”

เขาต้องการจะย้ำเตือนให้กับผู้คนว่า พวกเราจะจดจำการจากไปของวีรบุรุษและผู้บริสุทธิ์เสมอ

เจียน่าพยักหน้ารับคำ ก่อนจะส่งดำน้อยไปบอกกับดรูอิดสื่อสารที่ส่วนกลางให้พวกเขาจัดการเรื่องนี้ต่อ

ขณะที่ลูอิสและเจียน่ากำลังจะเดินกลับ ตอนนั้นเองก็มีอีกาดำตัวหนึ่งบินมาแจ้งข่าวกับเจียน่าด้วยท่าทางร้อนรน

เมื่อเจียน่าได้ฟังข้าวก็มีสีหน้าตื่นตกใจ รีบแจ้งกับลูอิสในทันที แต่ว่าไม่ทันแล้ว เนื่องจากตอนนี้ลูอิสและทุกคนต่างก็เงยหน้ามองท้องฟ้า

ในตอนนี้มีเรือเหาะจำนวนมากถึง 51 ลำ โดยมีเรือเหาะขนาดใหญ่ 500 เมตรเป็นเรือธงหนึ่งลำและมีเรือรบขนาด 100 เมตรอีก 10 ลำและเรือประจัญบานขนาด 30 เมตรอีก 40 ลำกำลังบินตรงมายังที่พวกเขาอยู่

“กองเรือรบขนาดใหญ่ พวกเขาเป็นใครกัน” ลูอิสหรี่ตาจ้องมองไปยังกองเรือเหาะเหล่านั้น

สัญญาณเตือนดังไปทั่วทั้งเมืองเอลดิล ผู้คนเริ่มพากันตื่นตระหนก ส่วนกลางเมืองรีบประกาศให้ผู้คนหาที่หลบภัยกันทันที เนื่องจากว่ากลัวจะเกิดเหตุการณ์โจมตีทางอากาศ

เรือเหาะบินมาเหนือเมืองเอลดิลก็ไม่มีทีท่าว่าจะโจมตี พวกเขาเพียงหยุดเรือเหาะและก็มีเรือลำหนึ่งแยกบินลงมายังพื้นที่ส่วนกลางเมืองที่ตั้งอยู่

“รออยู่ที่นี่ก่อน” ลูอิสหันไปพูดกับเจียน่า ก่อนวาร์ปหายขึ้นไปบนท้องฟ้า แน่นอนว่าเป้าหมายก็คือกองเรือเหาะนั่น

...

ลูอิสวาร์ปไปโผล่บนท้องฟ้าใกล้ ๆ กับเรือเหาะ แต่ในตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งมาโผล่ขวางลูอิสไว้ด้วยความเร็วที่เหนือยิ่งกว่า พร้อมกับปีกเพลิงด้านหลัง

‘แข็งแกร่ง ระดับ 10 ดาวอย่างนั้นเหรอ’ ลูอิสที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยผ้าคลุมถึงกับมีระมัดระวังชายตรงหน้าในทันที

“เด็กอย่างนั้นเหรอ พลังปลดปล่อยออกมาถึงระดับ 8 ดาวไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่คิดว่าเมืองที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรกันดารแบบนี้จะมีเด็กที่แข็งแกร่งแบบนี้ หรือว่านายคือเด็กอัจฉริยะ” ชายตรงหน้าจ้องมองสำรวจลูอิสอย่างไม่เกรงใจ

ลูอิสขมวดคิ้วกับการที่โดนเสียมารยาท

“พวกคุณเป็นใคร มาทำอะไรที่เมืองเอลดิลแห่งนี้” ลูอิสถามวัตถุประสงค์ของพวกเขาก่อนเป็นอย่างแรกเลย เพราะอยากรู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่

“ผู้อ่อนแอควรแนะนำตัวเองก่อนไม่ใช่หรือยังไง แต่ช่างเถอะ ฉันคือ คริสต์ หัวหน้าหน่วยแห่งกองทัพจักรวรรดิเอเลอาร์ต พวกเรามาที่นี่เพื่อเสนอให้เมืองแห่งนี้จะอยู่ภายใต้การปกครองของเอเลอาร์ต เอาละตอนนี้นายละเป็นใคร?” คริสต์กล่าวด้วยน้ำเสียงของผู้เหนือกว่าอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่แปลกเพราะพลังของเขาสูงกว่าลูอิส

‘หัวหน้าหน่วย มาจากเอเลอาร์ต ถ้าอย่างนั้นก็เป็นขุมกำลังผู้อยู่เหนือ พวกเขามาเพื่อยึดเมืองเอลดิล ไม่น่าจะมีแค่นั้น ที่นี่ไม่มีอะไรนอกจากอันเดดหรือว่าจะเป็นเรื่องประตู’ สมองลูอิสทำงานอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะตัดสินใจแนะนำตัวเองก่อน

“ลูอิส แกริค ผู้ปกครองเมืองเอลดิลแห่งนี้” ลูอิสกล่าวแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

“หืม...ผู้นำอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่ว่าอาณาจักรเรบีดาสก็ปกครองในรูปแบบขุนนางหรือไง พวกขุนนางตายไปกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ หรือว่านายเข้ามายึดเมืองแห่งนี้และตั้งตนเป็นผู้ปกครอง” คริสต์พูดอย่างสงสัย โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการหมิ่นต่อลูอิส

“ผมคือขุนนางที่รอดมาได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนผมก็เป็นผู้ปกครองเมืองเอลดิล” ลูอิสจ้องไปที่คริสต์

“ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลา อย่างที่บอกพวกเราต้องการเมืองเอลดิลแห่งนี้ให้รวมเข้ากับจักรวรรดิเอเลอาร์ต ดังนั้นเลือกมาจะทำตามหรือขัดขื่น” คริสต์ยื่นตัวเลือกให้ลูอิส

ที่จริงจากท่าทีของคริสต์แล้วลูอิสมองออกว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะใช้กำลังถ้าไม่จำเป็น เพราะดูเหมือนการที่ยกทัพเรือเหาะมามากขนาดนี้คงไม่ได้มาจัดการกับเมืองเอลดิลแน่นอน

“ก่อนตัดสินใจผมถามได้ไหม” ลูอิสยังไม่ให้คำตอบ แต่เลือกจะถามอย่างใจเย็นแทน

คริสต์รู้สึกแปลกใจกับเด็กตรงหน้าที่ไม่มีท่าทางร้อนใจเลยแม้จะโดนกดดันมากขนาดนี้

“ถามมาแค่หนึ่งคำตอบ” คริสต์ใจดีให้คริสต์โอกาสลูอิสได้ถามเขา

“พวกคุณมาเพื่อประตูใช่ไหม” ลูอิสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

แต่คริสต์กลับมองลูอิสอย่างเย็นชาในทันที ถึงอย่างนั้นก็ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ใช้โจมตีลูอิสในทันที

ลูอิสเห็นท่าทีแบบนั้นก็ชัดเจนในคำตอบโดยไม่ต้องรอให้คริสต์ตอบด้วยซ้ำ เขารีบพูดต่อในทันที โดยไม่สนใจสายตาของคริสต์เลย

“ผมต้องการเจรจาเพื่อร่วมมือ” ลูอิสพูดอย่างจริงจัง

...

w.wit : ชดเชยของวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด