ตอนที่แล้วบทที่ 29: เรียนด้วยตัวเอง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 31: โจวเหม่ยเหริน

บทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ


การขอเรียนรู้ด้วยตนเองของเย่เซิงทำให้ทุก ๆ คนหัวเราะเยาะออกมา

นักเรียนหลายร้อยคนจ้องมองเย่เซิงด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์อย่างเห็นได้ชัด  มีหนึ่งในนั้นถึงขั้นตะโกนมาว่า “ถ้าเจ้าสามารถเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองได้แล้วจะมาสถาบันจี้เซวี่ยทำซากอะไร?  ทำไมไม่เรียนอยู่บ้านไปเล่าฮะ?”

หลังที่ได้ยินไอ้นั่นมันมันว่าไอ้พวกที่เหลือก็แหกปากหัวเราะลั่นกันสนั่น  เห็นได้ชัดว่าพวกมันเห็นเขาเป็นตัวตลก

ผู้อาวุโสหานซานถามเขาอีกครั้งว่า “แบบนี้แล้วเจ้ายังยืนยันที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกหรือ?”

เย่เซิงเพิกเฉยการเยาะเย้ยทั้งหมดและยืนยันการตัดสินใจเดิม “ข้าอยากเรียนรู้จากทุก ๆ สาขาไม่ใช่เพียงแค่สาขาเดียวขอรับ”

ผู้อาวุโสหานซานเลยได้แต่ถอนหายใจ “สถาบันจี้เซวี่ยให้ความสำคัญกับการเลือกของนักเรียนมาก่อนเสมอ  เนื่องจากเจ้าได้เลือกเช่นนี้ไปแล้วเจ้าจะไม่สามารถเลือกครูได้ด้วย  สุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครที่ไหนอยากสอนศิษย์ร่วมกับผู้อื่น”

เย่เซิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ  ตราบใดที่ข้าได้รับอนุญาตให้นั่งในชั้นเรียนได้ทุก ๆ ชั้นเรียนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”

ผู้อาวุโสหานซานพยักหน้าและพูดว่า “เจ้าไปได้แล้ว  นักเรียนคนอื่นต้องเลือกครูของตัวเอง  ในเขตนักเรียนมีบ้านพักนักเรียนอยู่ไปเลือกอยู่ซักหลัง  หลังจากนี้เจ้าต้องพึ่งพาตนเองแล้ว”

“ขอบคุณท่านรองหาน  ข้าขอตัวก่อนขอรับ” เย่เซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี  เขาเพิกเฉยต่อสายตาของนักเรียนคนอื่น ๆ แล้วเดินออกจากลานกว้างทันที

ผู้อาวุโสหานซานหันมาพูดกับพวกที่เหลือว่า “เอาล่ะพวกเจ้าทุกคนมากับข้า  ไปเลือกครูกัน”

...

สถาบันจี้เซวี่ยแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่  พื้นที่หนึ่งมีไว้สำหรับครูอาจารย์  อีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนักเรียนใหม่  และอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับนักเรียนรุ่นพี่  การแบ่งเขตชัดเจนเป็นอย่างมาก

ในไม่ช้าเย่เซิงก็พบพื้นที่ของนักเรียนใหม่  หลังจากมองไปรอบ ๆ ดี ๆ แล้วเขาก็พบบ้านที่มีกุญแจที่ห้อยอยู่ที่ประตูหลังหนึ่งเลยเดินเข้าไป

บ้านหลังนี้อยู่ภายใต้ต้นหม่อนขนาดใหญ่รอบ ๆ บ้านหลังนี้ไม่มีบ้านหลังอื่นเลยและมันก็เงียบสงบอย่างมาก  ด้านหลังบ้านมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลลงมาตามขอบเขาผ่านตรงนี้แล้วไปที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่หน้าสถาบันจี้เซวี่ย

เย่เซิงเดินเข้าไปในบ้านและพบว่ามีเครื่องเรือนครบครันโดยทุกอย่างใหม่หมดเนื่องจากที่นี่เป็นสถานที่สำหรับนักเรียนใหม่  เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจและรีบถอดรองเท้าอย่างเร็วแล้วลงไปนอนหลับตาอยู่บนเตียง

เย่เซิงไม่ได้ตั้งใจจะนอนหลับแต่เขากำลังจะตรวจสอบตันเถียนดาวโลก  เขาอยากเห็นความเป็นไปของชาวโลกราวกับตัวเองเป็นพระเจ้า

“ก่อนหน้านี่ที่เราข้ามทะเลสาบก็ได้ยินเสียงของปราชญ์ด้วย  ตอนนั้นเราได้ส่งต่อมันสู่ดาวโลกแถมดูเหมือนตอนนี้จะมีคนแปลออกแถมได้อะไรบางอย่างมาแล้ว” เย่เซิงมองด้วยความคาดหวังอย่างสุด ๆ

ในทะเลสาบมีค่ายกลอยู่  โดยผู้อาวุโสของสถาบันจี้เซี่ยหลายชั่วอายุคนได้ทำความเข้าใจปรัชญาของตนแล้วใส่ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในค่ายกลนั้น  โดยเมื่อได้ยินเสียงของปราชญ์แล้วสามารถถอดรหัสมันได้ก็จะได้รับอะไรบางอย่างกลับมา

เสียงที่เย่เซิงได้ยินนั้นอ่อนมากและยากที่จะจับ  แต่อัจฉริยะบนโลกสามารถเข้าใจได้

บางคนสามารถเข้าใจได้ทันที  และบางคนก็ฉลาดทำการบันทึกสิ่งที่ได้ยินแล้วค่อยนำมาคลำทางทำความเข้าใจอย่างช้า ๆ

เย่เซิงรีบตรวจสอบอย่างรวดเร็วและค้นพบทันทีว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ได้ยินคือวิชาโบราณโดยเป็นกฎเต๋าสิบข้อ

‘กฎเต๋าสิบข้อ!’

อู้เจี้ยน (ควบคุมกระบี่)!  ฮูเฟิง (เรียกลม)!  เต๋าไห่ (ทะเลคลั่ง)!  ฮ่วนหยู่ (เรียกฝน)!  ปานซาน (ย้ายภูเขา)!  เช่อหลิง (อภัยให้ไว)!  เฉิงหยุน (ขี่เมฆ)!  จินกัง (เหล็กทอง)!  เซว่เจี่ย (ปลดอาวุธ)!  โหยวหุน (วิญญาณพเนจร)!

กฎเต๋าสิบข้อนี้มีเพียงนักพรตเต๋าอัจฉริยะเท่านั้นที่จะเชี่ยวชาญได้  อย่างเช่นอู้เจี้ยนเมื่อถึงขั้นหรูเหมินแล้วจะสามารถใช้กระบี่หนึ่งเล่มฟาดฟันศัตรูที่อยู่ไกลนับร้อยลี้ได้ปานเทพยดาลงมือ

ฮูเฟิง!  สามารถควบคุมสายลมอันยิ่งใหญ่ให้เป็นอาวุธจู่โจมโหมกระหน่ำใส่ศัตรูเป็นวงกว้าง

เย่เซิงได้เห็นกฎเต๋าทั้งสิบจนครบแล้วเขาก็ตกใจอย่างยิ่ง  เขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าจะมีวิชาเต๋ามากมายถึงขนาดนี้ปะปนอยู่ในเสียงของปราชญ์

แม้ว่าชื่อของวิชาพวกนี้จะบ้าน ๆ ไม่เจ๋งแต่พลังความแรงกลับไม่ธรรมดา

และหลังจากที่เขาได้รวบควมทั้งสิบมาเรียบเรียงเสร็จแล้วเย่เซิงก็ได้ส่งต่อให้กับทั้งโลกไปอีกรอบ

ตู้ม!

หินก้อนใหญ่สองสามพันก้อนตกลงมาจากฟ้าสู่ส่วนต่าง ๆ ของโลก  แต่ละก้อนสลักเอาไว้ด้วยกฎเต๋าสิบข้อให้ชาวโลกทั้งหลายได้เรียนรู้

เมื่อมีสิบคนไปถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อ  เย่เซิงก็จะไปถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อด้วย  หากมีร้อยคนถึงขั้นเสวฮุ่ยของแต่ละข้อจะทำให้เย่เซิงเป็นขั้นหรูเหมินของแต่ละข้อได้โดยอัตโนมัติ

นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเย่เซิงถึงไม่เต็มใจที่จะเรียนรู้จากสาขาเดียว  ก็เพราะว่าตันเถียนของเขาในตอนนี้เป็นสูตรโกงอันไม่น่าเชื่อ  เมื่อเขามาถึงสถาบันจี้เซวี่ยซึ่งมีตำรานับไม่ถ้วนแล้วมีหรือที่จะไม่หาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มันถึงที่สุด  แบบนั้นไม่เท่ากับมาเสียเปล่าหรอกเหรอ?

“ต้องส่งต่อวรยุทธ์ทั้งหมดของสถาบันจี้เซวี่ยให้แก่โลก  ในไม่ช้าทุก ๆ คนบนโลกจะเริ่มฝึกฝนและช่วยให้เราเติบโตได้อย่างรวดเร็ว” เย่เซิงได้ตัดสินใจแล้วว่าแผนการต่อไปคืออะไร

กฎเต๋าสิบข้อนั้นยังคงทำให้ทั่วทั้งโลกฮือฮา  ทุก ๆ คนต่างปิติยินดีและเริ่มกระบวนการทำความเข้าใจอย่างไม่รอช้า  ยิ่งพวกที่เป็นนักพรตเต๋าอยู่แล้วนั้นยิ่งมีแต่จะดีใจ

นักพรตเต๋าทั้งหลายล้วนศึกษากฎเกณฑ์ธรรมชาติภายนอกทุกประเภทตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่อาจพัฒนาต่อด้วยความรู้เดิมได้  ตอนนี้ทุก ๆ อย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว  เย่เซิงได้มอบเส้นทางที่แน่ชัดให้ทำให้เหล่านักพรตเต๋าทั้งหลายต่างออกมาทำงานกันอย่างหนักโดยการฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อทันที

หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งวันก็มีบางคนถึงขั้นเสวฮุ่ยแล้วในแต่ละข้อ  และมีข้อหนึ่งที่มีคนเข้าถึงขั้นเสวฮุ่ยเกินสิบคน

ข้อนั้นก็คือ ‘ฮูเฟิง!’

เย็นวันนั้นเย่เซิงลืมตาขึ้นและสัมผัสได้ถึงความร้อนภายในวิญญาณ  มีคนสิบคนเรียนรู้ฮูเฟิงจนถึงขั้นเสวฮุ่ยแล้วดังนั้นทางด้านเย่เซิงจึงเป็นขั้นเสวฮุ่ยไปด้วยโดยอัตโนมัติ!  กฎเต๋านั้นแตกต่างจากวรยุทธ์ทั่ว ๆ ไป  พวกมันใช้พลังงานจากวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรเลยทำให้เย่เซิงรู้สึกเหมือนว่าหัวสมองของตัวเองมีอุณภูมิสูงขึ้น

พลังงานในจิตใจเขาก็เริ่มขยายตัว  และในไม่ช้ามันเมื่อมาถึงระดับหนึ่งแล้วเย่เซิงก็พูดเบา ๆ ว่า “ฮูเฟิง!”

เกิดสายลมพัดผ่านหน้าผากของเขาทำให้ผมปลิวไสว

“ก็โออยู่  ถึงตอนนี้จะยังกากแต่มันก็พึ่งจะแค่ฮูเฟิงเท่านั้น  รอให้พลังวิญญาณเยอะ ๆ ก่อนเดี๋ยวมันก็แรงขึ้นเอง” เย่เซิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

พลังที่ใช้ออกเมื่อกี๊นี้พอ ๆ กันกับโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้า  แต่ในสายเต๋าจะเรียกระดับนี้ว่าหย่างหุน (หล่อเลี้ยงวิญญาณ) หนึ่งชั้นฟ้า

ระดับของสายเต๋าจะแบ่งออกเป็นระดับหย่างหุนกับชูเฉี่ยว (ละกาย) ซึ่งจะสอดคล้องกับสายวรยุทธ์คือระดับโฮ่วเทียนกับเซียนเทียน

หย่างหุนหนึ่งชั้นฟ้าสอดคล้องกับโฮ่วเทียนหนึ่งชั้นฟ้า  เย่เฟิงในตอนนี้พึ่งจะเริ่มฝึกสายเต๋าจึงได้มีระดับต่ำกว่าระดับวรยุทธ์

แต่นี่ก็สามารถทำให้เขาประหลาดใจได้แล้ว

“เราเลือกถูกแล้วจริง ๆ ด้วย  การฝึกเต๋าและวรยุทธ์ควบคู่กันไปจะทำให้เราแข็งแกร่งเพิ่มมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า  แถมพลังที่ได้ก็ยังไม่ใช่ธรรมดาอีก” เย่เซิงยิ้มให้กับความฉลาดเลือกของตัวเองอย่างมีความสุข

วรยุทธ์และเต๋าเป็นสองสายที่แตกต่างกัน  เต๋านั้นมุ่งเน้นการฝึกจิตใจส่วนวรยุทธ์มุ่งเน้นการฝึกกาย  ทั้งคู่ต่างมีข้อดีข้อด้อยกันไปคนละแบบ  และตอนนี้เย่เซิงได้รวมเอาข้อดีของทั้งคู่เข้ามาไว้กับตัวเองแล้ว  อนาคตของเขาจึงดูแล้วน่าจะสดใสอย่างเหลือจะเชื่อ

“การมาที่สถาบันจี้เซวี่ยนี่เป็นทางเลือกที่ดีจริง ๆ ต่อไปก็ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าและเติบโตขึ้นโดยเร็วที่สุด” เย่เซิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างมาก

ตอนนี้ก็เย็นย่ำค่ำแล้ว  กลุ่มนักเรียนใหม่ได้เข้ามาแถว ๆ บริเวณพื้นที่นี้เพื่อเลือกบ้านอยู่  ก่อนหน้านี้พวกเขาเสียเวลาไปตลอดบ่ายเพื่อเลือกอาจารย์เพียงหนึ่งเดียวในชีวิต  และเมื่อได้แล้วแต่ละคนเลยมาที่นี่เพื่อเลือกบ้านอยู่อย่างมีความสุข

ฟางฉงหลงเองก็กลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  เขารีบเข้ามาบอกข่าวดีของตนเองให้เย่เซิงฟัง “พี่เย่ ๆ บ่ายนี้ข้าได้กลายเป็นนักเรียนของนักพรตเต๋าผู้ยิ่งใหญ่แห่งภูเขาหลงหู่ (พยัคฆ์มังกร) นามว่านักพรตชิงซูด้วยล่ะ”

“ยินดีด้วย!  ได้ยินมาว่าภูเขาหลงหู่เป็นขุมกำลังหลักของสายเต๋าเลยด้วยนี่” เย่เซิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ  ถึงเขาจะเป็นเพียงเด็กเก็บตัวที่ไม่ได้รับอนุญาติให้มารับรู้เรื่องโลกบำเพ็ญเพียรมาก่อนก็ตาม  แต่ก็ยังเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้างเหมือนกัน

ฟางฉงหลงหัวเราะอย่างมีความสุข “นักพรตชิงซูกล่าวว่าข้ามีศักยภาพในการฝึกเต๋าสูงมาก  ต่อให้อายุสิบหกแล้วแต่เนื่องจากมีพื้นฐานดีจึงสามารถเรียนรู้เต๋าและเริ่มต้นใหม่ได้เร็ว”

“แล้ววรยุทธ์ของเจ้าล่ะ?” เย่เซิงถามด้วยความสงสัย

“พี่เย่เอ๋ย  คนเราถ้าเลือกปลาแล้วก็ต้องตัดใจจากอุ้งตีนหมี  ตัวข้าได้เลือกเต๋าแล้วดังนั้นข้าจะต้องทิ้งวรยุทธ์ไปเสีย  คนแต่ละคนล้วนมีขีดจำกัดดังนั้นจึงไม่ควรโลภ  ข้าเองก็ขอถือวิสาสะแนะนำเจ้าให้เลือกเอาทางเต๋าไม่ก็ทางวรยุทธ์ไม่สายใดก็สายหนึ่งก่อนจะดีกว่า” ฟางฉงหลงกล่าว

เย่เซิงพยักหน้าอย่างสงบและพูดว่า “เข้าใจอยู่”

ฟางฉงหลงรู้จากปฏิกิริยาของเย่เซิงได้เลยว่าเขาโน้มน้าวไม่สำเร็จจึงไม่พูดต่อ

และเมื่อเขากำลังจะจากไปก็มีคนตะโกนมาจากนอกบ้านว่า “ข้าถูกใจบ้านหลังนี้  ยกให้ข้าแล้วออกไปซะ!”

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด