ตอนที่แล้วบทที่ 28: ฟางฉงหลง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 30: กฎเต๋าสิบข้อ

บทที่ 29: เรียนด้วยตัวเอง


“เจ้าผู้นั้นเป็นเพียงโฮ่วเทียนสามชั้นฟ้า  แล้วทำไมมันถึงเข้าสถาบันจี้เซวี่ยได้ล่ะเนี่ย?”

“ถามได้ดี  สถาบันจี้เซวี่ยยอมรับเฉพาะอัจฉริยะเท่านั้น  เจ้าผู้นั้นอายุสิบห้าสิบหกแล้ว  อย่างน้อย ๆ ก็ควรเป็นโฮ่วเทียนห้าหกชั้นฟ้าสิถึงจะถูก  ใช่ไหม?”

“ไม่แน่อาจเป็นคนรับใช้ที่มากับนายน้อยของมันก็ได้”

“แต่ดูจากเสื้อผ้ามันแล้วไม่น่าใช่คนรับใช้นา”

นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างพากันซุบซิบนินทาเย่เซิงกันมันปากทันทีจับระดับการฝึกฝนของเขาได้

แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากจ้องมองแต่เย่เซิงกลับไม่แยแส  คนที่แยแสและอึดอัดกลับเป็นฟางฉงหลงซะงั้น  เขากระซิบเย่เซิงว่า “พี่เย่ ๆ ไอ้คนพวกนั้นมันนิทาเจ้าอยู่นะ”

“ปากก็ปากพวกมัน  ข้าจะไปมีสิทธิ์อะไรไปห้ามไม่ให้พวกมันพูดเล่า?” เย่เซิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“แต่ว่านะพี่เย่  ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าเป็นเพียงโฮ่วเทียนสามชั้นฟ้าเท่านั้น  แต่ได้รับคำสั่งให้เขาเรียนที่นี่ได้อย่างไร?  หรือว่าเจ้ามีความสามารถอย่างอื่นด้วย?” ฟางฉงหลงถามด้วยความสงสัย

“เดี๋ยวสถาบันเปิดเจ้าก็รู้เองแหล่ะหน่า” เย่เซิงไม่ได้อธิบายความสามารถของตัวเอง  แน่นอนว่าเขาไม่อาจบอกว่าตนพึ่งพาบารมีของพระมเหสีเย่เข้าประตูหลังเอา

ฟางฉงหลงหยุดถามแล้วเดินไปยืนข้าง ๆ เย่เซิงที่ทางเข้าเพื่อรอสถาบันเปิด

ประตูของสถาบันจี้เซวี่ยเป็นลายมังกรคู่บรรจบกันมีพื้นหลังเป็นหยินหยางแปรผันหนึ่งขาวหนึ่งดำดูสวยงามมาก

ฟางฉงหลงกล่าวเบา ๆ ว่า “ประตูนี้สำเนามาจากประตูมังกรในตำนาน  ว่ากันว่าเป็นประตูสู่สวรรค์  เมื่อได้เจอกับประตูมังกรและผ่านเข้าไปจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมือนในโลกโดยสิ้นเชิง”

เย่เซิงมองเขาด้วยความประหลาดใจ  แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับสมบัติดังกล่าวเลย

“มีใครพบประตูมังกรนี้หรือยัง” เย่เซิงถาม

“ไม่  มีแต่ข่าวลือว่าปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์หลงได้พบประตูนั่นแต่ไม่ได้ผ่านเข้าไป  พระองค์เพียงทอดพระเนตรมองมันจากนั้นจึงได้กลับมาสร้างประตูสำเนานี้ขึ้น” ฟางฉงหลงมีความทรงจำดีมาก  เขาจดจำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้อย่างชัดเจน

ตึ้ง!  ตึ้ง!  ตึ้ง!

ในตอนนี้ได้มีเสียงกลองดังออกมาจากด้านในสถาบันจี้เซวี่ย  จากเบาเป็นแรงและสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณ

ในขณะที่เสียงกลองดำเนินไปเย่เซิงรู้สึกได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจของตัวเองเพิ่มขึ้น  เลือดในร่างกายเริ่มสูบฉีดและเดือดพล่านจนจู่ ๆ ก็อยากจะหาคนมาทุบตีแรง ๆ ให้มันส์มือ

“เสียงกลองพวกนี้มัน!” สายตาของเย่เซิงจริงจังขึ้น  เขาตระหนักได้ว่ามันมีอะไรที่ผิดปกติอยู่

ฟางฉงหลงเอามือปิดหูทันทีที่ได้ยินเสียงกลองเพื่อไม่ให้ได้ยินทำให้เขาไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ

“พี่เย่นี่เป็นกลองสงครามของสถาบันจี้เซวี่ย  มันทำจากหนังสัตว์อสูรในอดีตเสียงของมันปลุกพลังปราณกับเลือดในกายและกระตุ้นจิตต่อสู้  หากฟังมากเกินไปล่ะก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้!” ฟางฉงหลงตะโกนใส่เย่เซิง

เย่เซิงที่ได้ยินเรื่องราวก็อยากปิดหูด้วยเหมือนกัน  แต่จู่ ๆ เขาก็หรีตาลง  เพราะเห็นว่าในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างพากันปิดหู  แต่มีนักเรียนบางส่วนที่ยืนฟังจนหน้าแดงไปหมดแต่ก็ยังไม่ยอมปิดหูซักที

“แล้วคนพวกนั้นล่ะ?” เย่เซิงชี้ไปที่พวกที่ไม่ได้ปิดหู

“พวกนั้นกำลังฝึกฝนตัวเองโดยใช้เสียงกลองกระตุ้นเลือดลมแล้วตัวเองก็พยายามระงับมันไว้  แต่การฝึกแบบนั้นถ้าไม่ระวังล่ะก็บาดเจ็บสาหัสได้เลยนะ!” ฟางฉงหลงตะโกนตอบ

ดวงตาของเย่เซิงเป็นประกาย  ‘วิธีฝึกแบบนี้ก็ได้เหรอวะเฮ่ย?’

เขาล้มเลิกความคิดที่จะปิดหูทันทีและยืนฟังกลองต่ออย่างระมัดระวัง  เขารู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้น  พลังปราณและเลือดในกายยิ่งมาก็ยิ่งพุ่งพล่าน  จากนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มสงบลง ๆ

ตึ้ง!  ตึ้ง!  ตึ้ง!  ตึ้ง!  ตึ้ง!  ตึ้ง!

เสียงกลองยังคงดังก้องต่อไป  แต่ละครั้ง ๆ ดูจะดังกว่าครั้งที่แล้วและเร็วขึ้น ๆ จนรัวไม่ต่างจากเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำจนทำให้ร่างกายของเย่เซิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไปทั้งตัว

“พอ!” เย่เซิงส่งเสียงคำรามต่ำและผนึกสังสารวัฏภายในร่างกายก็เปิดใช้งาน  มันบังคับให้ดูดซับพลังเลือดลมที่กำลังพุ่งพล่านทั้งหมดเข้าไปจนเปลี่ยนเป็นสีแดงสด  จากนั้นเย่เซิงจึงได้สงบลงอีกครั้ง

อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มช้าลงและในที่สุดเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก  จากนั้นจึงหันไปมองดูผู้คนรอบ ๆ ตัวและเห็นว่าเกือบทุกคนที่ไม่ปิดหูก่อนหน้านี้ได้ปิดหูไว้หมดแล้วและมองไปยังสถาบันจี้เซวี่ยด้วยใบหน้าที่ออกอาการสยดสยอง

คนที่ไม่ปิดหูเหลือเพียงแค่ห้าคนเท่านั้น  หนึ่งเป็นภิกษุหนุ่มคิ้วเข้ม  นัยน์ตาคมกริบ  ปากแดงก่ำและฟันขาวจั๊วะยืนนับลูกประคำในมือด้วยสีหน้านิ่งเฉย

คนต่อไปเป็นชายหนุ่มชุดดำที่ดูเยือกเย็นและแผ่บรรยากาศอันดูก็รู้เลยว่ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต่อสู้  ไอ้หมอนี่ไม่ได้ต้านทานเสียงกลองแต่ดูดซับเสียงเข้ามาเพื่อฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น

คนต่อไปเหมือนจะเป็นบัณฑิต  ไอ้หมอนี่มันยืนหลับตาปลดปล่อยพลังปราณออกมารอบ ๆ ตัวโดยพลังปราณนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเงาลวงของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่านเข้าช่วยปิดกันเสียงกลอง

คนต่อไปเป็นชายร่างใหญ่สวมหนังสัตว์ที่มีฝ่ามือหยาบหนา  ไอ้หมอนี่มาจากครอบครัวยากไร้เห็น ๆ และมันยืนฟังเสียงกลองแบบสบายบรื๋อเหมือนไม่ต่างจากคนหูหนวกที่ไม่ได้ยินเสียง

ส่วนคนสุดท้ายคือเย่เซิง  เขายืนตัวตรงรออยู่เงียบ ๆ ด้วยกิริยามารยาทอันยอดเยี่ยมและมองดูรอบ ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาซักคำเดียว

เสียงกลองยังคงดังต่อไปอีกสิบนาทีจึงได้หยุดลง  มันหยุดอย่างกะทันหันจนรู้สึกเหมือนพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังพัดถล่มจู่ ๆ ก็วูบดับหายไปกลายเป็นท้องฟ้าใส่ซะเฉย ๆ เลยจนทำให้ทุก ๆ คนต่างอึ้งเก็มกี่ไปกันหมด

เย่เซิงขมวดคิ้วและพึมพำกับตัวเองว่า “เกือบแล้ว”

ผนึกสังสารวัฏภายในตันเถียนของเขาช่วยดูดซับพลังปราณและเลือดที่พุ่งพล่านในร่างกายจนกลายเป็นสีแดงสด  จากเมื่อก่อนมันยังเป็นเพียงแค่เงาเลือนลางที่แทบมองไม่เห็น  บัดนี้มันถึงกับเป็นรูปเป็นร่างอันสมบูรณ์แล้ว  เหลืออีกแค่นิดเดียวเท่านั้นที่ผนึกสังสารวัฏจะก่อตัวสมบูรณ์และสามารถปลดปล่อยพลังสูงสุดของมันออกมาได้

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถาบันจี้เซวี่ย” เสียงกลองหยุด  ประตูเปิดออกและชายชราคนหนึ่งได้เดินออกมาอย่างช้า ๆ พร้อมกับทักทายเหล่านักเรียนทั้งหลายด้วยรอยยิ้ม

สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ชายชรา

“นั่นผู้อาวุโสหานซาน  รองอธิการบดีของสถาบันจี้เซวี่ย!” ฟางฉงหลงกล่าวอย่างตื่นเต้น

“เก่งมากเลยเหรอ?” เย่เซิงถามอย่างเงียบๆ

“ท่านเป็นผู้ฝึกตนพเนจรที่ทรงพลังที่สุดแล้ว  เจ้ารู้เรื่องสิบสองเซียนผู้ครองโลกมั้ย?  ท่านเป็นลำดับสิบ  ตอนที่ท่านยอมมาเป็นรองอธิการที่นี่ข้าล่ะตกใจแทบแย่!” ฟางฉงหลงตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว

นัยน์ตาของเย่เซิงหดวูบ  แค่บอกว่าเป็นหนึ่งในสิบสองเซียนผู้ครองโลกก็ทำเอาอึ้งแล้ว  เพราะไม่มีเซียนท่านใดฝีมือกระจอก  ดังนั้นสำหรับเย่เซิงในตอนนี้ผู้ใดอยู่ในลำดับเหล่านี้ผู้นั้นล้วนเป็นผู้ที่เย่เซิงมองหา

“เราผู้เฒ่าเรียกว่าหานซาน  มาวันนี้เพื่อทักทายเหล่านักเรียนทั้งหลาย  เอาล่ะตามข้ามา” หานซานกล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณากับรอยยิ้มน้อย ๆ ดูรู้เลยว่าเป็นชายชราที่อ่อนโยนใจดีและรักสงบมาก ๆ

ทุกคนเดินตามผู้อาวุโสหานซานและก้าวเข้าสู่ประตูสถาบัน

หลังจากที่พวกเขาก้าวเข้ามาก็พบว่าตัวเองเจอกับลานกว้างโดยมีคนสองสามร้อยคนจากหลายสาขาวิชาไม่ว่าจะเป็นพุทธ  เต๋า  บัณทิต  มาร  มายืนรออยู่กลางลานกว้างนั้นแล้ว

ผู้อาวุโสหานซานล่าวว่า “นักเรียนใหม่สามารถเลือกสาขาหนึ่งที่ต้องการเรียนรู้ได้ตามใจชอบ  ไปยืนยังสาขาที่พวกเจ้าต้องการเถอะ”

พรึบ!

ทันใดนั้นทุกคนที่ตัดสินใจมาก่อนแล้วต่างพุ่งไปยังสาขาที่ตัวเองเลือกไว้แล้วทันที

อีกสี่คนที่ทนต่อเสียงกลองกลองได้นั้น  ภิกษุก็ไปสาขาพุทธะ  ชายชุดดำเดินไปสายมาร  บัณฑิตเลือกสายปราชญ์  เจ้าคนร่างใหญ่ก็ไปเลือกสายมารด้วย

ฟางฉงหลงมองไปที่เย่เซิงและถามอย่างสงสัย “ทำไมพี่เย่ถึงไม่เลือกล่ะ?”

เย่เซิงยังคงอยู่ที่เดิมพลางมองไปยังตัวเลือกต่าง ๆ ตรงหน้าแล้วกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะตอบว่า “พี่ฟางไปเลือกก่อนเลย”

ฟางฉงหลงไม่เข้าใจสิ่งที่เย่เซิงพยายามทำ  ดังนั้นเขาจึงเดินไปหาสายเต๋า

จากนั้นลานกว้างก็กลายเป็นว่างเปล่าเหลือแค่เย่เซิงเท่านั้นที่ยังยืนอยู่

สายตาทุกคู่เลยตกลงมาที่ตัวเขาทันที

ผู้อาวุโสหานซานถามด้วยความสงสัย “ทำไมเจ้าไม่เลือกล่ะ?”

“ข้าว่ามันเลือดยากจริง ๆ ขอรับ” เย่เซิงตอบ

ผู้อาวุโสหานซานส่ายหัวและกล่าวว่า “พลังงานของทุกคนมีขีดจำกัด  พวกคนหนุ่มสาวต่างก็ต้องการที่จะคว้าอะไรหลาย ๆ มากอดให้สะใจ  แต่ยังไงก็ไม่อาจกินเยอะเกินไปได้อยู่ดี  เลือกมาสายหนึ่งแล้วฝึกฝนให้หนักและเลื่อนเป็นระดับเซียนเทียนโดยไว  จากนั้นค่อยเริ่มเดินในสายอื่น ๆ”

เย่เซิงมองไปมองมาก่อนจะก้มหน้าคิดอย่างรอบคอบ  จากนั้นก็เงยหน้าถาม “ข้าอยากเรียนรู้ทุกอย่างไม่ได้เหรอ?”

ผู้อาวุโสหานซานตกตะลึงครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “หึหึ  งูโลภที่พยายามกลืนช้าง  หากทำเช่นนั้นเจ้าจะไม่อาจบรรลุสิ่งใดได้เลยนะ”

แต่เย่เซิงยังคงดื้อ “สถาบันจี้เซวี่ยไม่ได้มีกฎข้อบังคับที่ระบุว่านักเรียนต้องเลือกสายใดสายหนึ่งไม่ใช่เหรอขอรับ?  ข้าสามารถเรียนรู้ทั่งหมดได้ใช่ไหมขอรับ?”

ผู้อาวุโสหานซานตอบว่า “ได้สิได้แน่นอน  แต่เจ้าต้องรู้ก่อนว่าถ้าเจ้าต้องการเรียนรู้ทุกอย่างจะถือว่าเจ้าโลภและไม่มีครูที่นี่ชอบคนโลภ  ดังนั้นจะไม่มีครูคนไหนจะยอมสอนเจ้าอย่างจริงใจ  เจ้ามีเพียงต้องคอยคลำทางเอาเองเท่านั้นซึ่งนั่นไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย  แบบนี้แล้วเจ้ายังจะยืนยันที่จะเอาแบบนี้อยู่อีกหรือไม่?”

เย่เซิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าคิดอย่างรอบคอบแล้วขอรับ  การเรียนรู้ด้วยตัวเองดูเหมือนจะไม่เลวเลยทีเดียว”

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด