ตอนที่แล้วตอนที่ 168 ถึงเมืองหลวงอีคอน(อ่านฟรี)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 170 อีก 5 ได้ไหม

นิยาย เกิดใหม่หลังวันสิ้นโลกผมก็กลายเป็นเด็กทารกไปซะแล้ว

ตอนที่ 169 ตาแก่บ้ากล้ามหัวล้าน(อ่านฟรี)


ตอนที่ 169 ตาแก่บ้ากล้ามหัวล้าน

ตกเย็นทุกคนนั้นเตรียมตัวออกไปด้านนอกกัน พวกเขาแต่งกายด้วยชุดที่กลมกลืนไปกับผู้คนที่นี่ แต่ก็ยังเป็นเสื้อผ้าที่มีสีสันและเครื่องตามตัว เพื่อบ่งบอกถึงการเป็นชนชั้นขุนนาง

ไม่ใช่ว่าลูอิสและพวกอยากจะแต่งแบบนี้ แต่ว่าบารอนมิเกลแนะนำให้แต่งเนื่องจากมันลดปัญหาได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าถิ่นหรือพวกโจรต่างๆ จะไม่สร้างเรื่องกับขุนนาง พวกพ่อค้าก็จะมีไม่กล้าสร้างปัญหาให้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากที่นี่ถ้าเป็นผู้มาใหม่จะโดนพวกมากหน้าหลายตาเล็งเป็นเป้าหมายได้ง่าย ๆ

บารอนมิเกลพาลูอิส เจียน่า อาร์มันโด้และเบลล่าเดินไปตามย่านการค้าที่คึกคักเป็นพิเศษ สถานที่นั่นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

“ที่นี่ดูสะอาดดีจัง” เบลล่าพูดขึ้นมาและมองรอบ ๆ ด้วยความสนใจ

“ย่านการค้ามีการจัดการที่ดีและมีกฎในเรื่องรักษาความสะอาดที่จริงแทบจะทุกที่ในเมืองหลงมีกฎด้านความสะอาด” เมลดาพูดบอกเบลล่า นอกจากบารอนมิเกลแล้วก็มีเมลดาในหมู่พวกเขาที่เคยมาเมืองหลวงแห่งนี้

“เมืองเอลดิลน่าจะมีบ้างนะ” เจียน่าเอ่ยแทรกขึ้นมา

คนอื่น ๆ พยักหน้าเห็นด้วย แม้เมืองเอลดิลจะสะอาดแต่ก็ไม่เทียบเท่าที่นี่ พอสภาพแวดล้อมสะอาดมันก็ทำให้บรรยากาศน่าเดินเป็นอย่างยิ่ง

“เราจะไปที่ไหนกันก่อนดี” ลูอิสหันไปถามบารอนมิเกล

“เราไปรับประทานอาหารกันก่อนเป็นยังไง แล้วค่อยไปเดินเล่นทีหลังก็ได้” บารอนมิเกลแนะนำ

พอทุกคนได้ยินว่าอาหารก็พากันรู้สึกอดที่จะหิวขึ้นมาไม่ได้ เพราะตั้งแต่กลางวันพวกเขาก็ยังไม่ได้กินอะไรกันเลย

“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปกินอาหารกันก่อน” ลูอิสตอบตกลง เพราะตอนนี้ท้องฟ้าได้มืดลงมากแล้ว รอบตัวพวกเขามีแสงไฟหลากสีสันเปิดขึ้นตามร้านต่าง ๆ ต้องบอกว่าสถานที่ซึ่งลูอิสอยู่ในตอนนี้ไม่ต่างจากโลกใบเก่า พวกมันเป็นไปด้วยร้านอาหารร้านค้าต่าง ๆ ที่มีทุกรูปแบบ

ความเจริญที่นี่ทำเอาลูอิสคิดถึงโลกของเขา

บารอนมิเกลนำพวกเขาไปที่ร้านอาหารขนาดใหญ่ที่เป็นอาคาร 5 ชั้น

“ที่นี่จัดเป็นร้านอาหารชั้นสูง ไว้มื้อนี้บารอนผู้นี้จะเลี้ยงทุกคนเอง” บารอนมิเกลกล่าวอย่างอารมณ์ดี

“โอ้ว...”

ทุกคนตอบกันอย่างสนุกสนานเดินตามบารอนมิเกลเข้าไปที่ร้านอาหาร สิ่งแรกที่พวกเขาเจอคือบรรยากาศที่หรูหรามาก ผู้คนด้านในก็แต่งตัวกันอย่างมีระดับ ซึ่งทำเอาพวกเขาดูหมองไปเลย

ทุกคนมองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ ยกเว้นก็แต่บารอนมิเกลและเมลดาที่เคยมาที่นี่แล้ว

“ท่านบารอนมิเกลยินดีต้อนรับขอรับ ทางเราจองห้องไว้ให้ท่านแล้ว” ตอนนั้นพนักงานต้อนรับก็รีบเข้ามาทักทายบารอนมิเกลในทันที

“อืมดีนำทางไปที” บารอนมิเกลกล่าว

‘ดูเหมือนบารอนมิเกลจะคุ้นเคยกับที่นี่พอควร แถมยังจ้องห้องไว้ก่อนแล้วด้วย’ ลูอิสคิดในใจ

พนักงานพาพวกเขาทุกคนมายังห้องอาหารส่วนตัวขนชั้น 3 ซึ่งนี่เป็นห้องส่วนตัวขนาดกลางเท่านั้น

“ไม่ได้ไปชั้น 4 หรือ 5 อย่างนั้นเหรอ” ลูอิสเอ่ยถามพนักงาน

พนักงานแปลกใจที่เด็กน้อย 5 ขวบจะถามเขาแบบนี้ เขามองไปที่บารอนมิเกล

“นี่คือบารอนแกริคแห่งเมืองเอลดิล” บารอนมิเกลกล่าว

พนักงานได้ยินก็เผยสีหน้าแปลกใจ มองไปที่ลูอิสอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เนื่องจากลูอิสนั้นเด็กมาก แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เขารีบก้มหัวกล่าวขออภัยกับท่าทีเมื่อครู่

“ขออภัยท่านบารอนแกริคด้วยที่แสดงท่าทีไม่สุภาพ เรื่องที่ท่านถามนั้นเออคือว่าชั้น 4 และ 5 มีแต่ไวเคานต์ขึ้นไปถึงจองได้ขอรับและทุกห้องถูกจองเต็มหมดแล้ว”

“โอ้ว...ฉันเข้าใจแล้ว” ลูอิสเผยท่าทีแปลกใจเหมือนกัน แต่ก็พอเข้าใจ ร้านอาหารนี้ยังแบ่งระดับชนชั้นกันอย่างชัดเจน

พนักงานต้อนรับจากไปก็มีพนักงานอีกคนมาดูแลพวกเขาต่อ ทุกคนสั่งอาหารกันอย่างเมามัน ผ่านไปไม่นาน ก็มีอาหารมากหน้าหลายตาถูกยกเข้ามาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นจานเนื้อทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีจานเนื้อปลาเพราะปลานั้นหายากเกินไป นอกจากนั้นยังมีอาหารจากผักหลากหลายชนิด แต่ที่ทำให้ทุกคนสนใจคงเป็นพวกผลไม้ที่ถูกจัดตัดแต่งมาอย่างสวยงาม

“ว้าวมีดื่มด่ำอว์เบอร์รีด้วย” ดาเนียพูดออกมาด้วยรอยยิ้มหวาน

เธอยิ้มขึ้นมาชิมทันที ก่อนจะยิ้มจนแก้มแทบปริแตก

“มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอ” เจียน่าถาม

“ลองชิมดูสิ รับรองถูกปากพวกคุณแน่นอน” ดาเนียแนะนำให้เจียน่าและเบลล่าลองดู

เจียน่าและเบลล่าไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พอเห็นดาเนียกินอย่างอร่อยก็เลยลองดูบ้าง พอกัดเข้าไปคำแรกก็ทำให้ทั้งเจียน่าและเบลล่านิ่งไปทันที ก่อนที่พวกเธอทั้งสองจะกินเข้าไปทั้งผลและยิ้มออกมา

“อร่อยมากจริง ๆ”

“เสียดายมีน้อยไปหน่อย” เมลดากล่าวพร้อมกับกินไปหลายผลแล้ว

“ท่านน้ารอฉันกินด้วย” ดาเนียกล่าว

“กินผลไม้ก่อนได้ยังไง มาเริ่มกินพวกนี้กันก่อน” บารอนมิเกลกล่าวดาเนีย

“กินกันเถอะ” ลูอิสเองก็อดที่จะกินอาหารตรงหน้าไม่ไหวแล้ว

หลังได้สัญญาณทุกคนก็ลงมือกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนแรกบารอนมิเกลก็รักษาท่าทีไว้บ้าง แต่หลัง ๆ เริ่มกินไม่ทัน ลูอิส อาร์มันโด้ เจียน่า เบลล่า ดาเนียและเมลดา ก็ทำให้เขาเริ่มเร่งความเร็วของตัวเองมากขึ้น

“น่าเสียดายที่ลืมเอาไวน์โลหิตชีวิตมาด้วย คงต้องสั่งจากที่ร้าน พวกเขาน่าจะมีบ้าง” บารอนมิเกลเอ่ยขึ้น แม้เขาจะเอามาขาย แต่ตอนที่ออกมาดันลืมหยิบติดมาด้วย

แต่ก่อนที่จะได้สั่งลูอิสก็ยกมือห้าม

“ไม่ต้องสั่งหรอก” ลูอิสหยิบไวน์โลหิตแห่งชีวิต 2 ออกมาจากช่องเก็บของผู้เล่นในทันที ทำเอาทั้งบารอนมิเกล เมลดาและดาเนียต่างตกใจที่เห็นว่าลูอิสหยิบของออกมาจากอากาศได้

“เอาไปดื่มสิ” ลูอิสอารมณ์ดี และเพื่อขอบคุณที่บารอนมิเกลพาพวกเขามากินอาหารอร่อยกัน ลูอิสจึงเอาไวน์โลหิตชีวิตออกมาให้เพื่อขอบคุณ

“เออ...อืม” บารอนมิเกลรับมาด้วยสีหน้าตกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ว่าบางเรื่องก็ไม่ควรพูด

หลังจากได้ไวน์ไปแล้วก็ได้เรียกพนักงานเข้ามาและขอแก้วไวน์และให้พนักงานช่วยเปิด ตอนแรกพนักงานแปลกใจที่พวกเขาเอาไวน์มาจากไหนกัน แต่ก็ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น พนักงานจึงทำหน้าที่ของตนเองเอาแก้วไวน์เข้ามาให้กับทุกคน ยกเว้นก็แต่ลูอิส

ทันทีที่ไวน์ถูกเปิดก็มีกลิ่นไวน์ก็ลอยกระจายไปทั้งห้องอาหารส่วนตัวมันเป็นกลิ่นไวน์ที่เป็นเอกลักษณ์มากจนพนักงานเองก็ยังตกใจ แต่ที่มากกว่าตกใจคือเธอจำให้ว่าไวน์ชนิดนี้เป็นไวนต์โลหิตชีวิตที่มีราคาแพงมากกว่า 20,000 เบล เธอมองไปที่ขวดให้แน่ใจอีกครั้งก็มั่นใจว่าไม่ผิดแน่นอน

ขณะที่ด้านในกำลังดื่มด่ำกับไวน์ชั้นเลิศ ด้านนอกห้องก็มีหนึ่งในขุนนางชั้นสูงเดินผ่านพอดี

“กลิ่นไวน์นี่ใช่ไวน์โลหิตชีวิตที่กำลังเป็นที่ต้องการหรือเปล่า” ชายวัย 35 มีหนวดและเครา ผู้แต่งกายแบบสุภาพชน แต่ก็แฝงความหรูหราและทรงอำนาจไว้ในตัวกล่าวถาม

“น่าจะใช่ขอรับท่านเอิร์ลซาลรอม ทางร้านเรามีไวน์โลหิตชีวิตเก็บไว้สองสามขวด ถ้าท่านสนใจ...” พนักงานผู้นั้นยังไม่ทันกล่าวจบ

“อืม เอามาให้ข้าได้ลิ้มรสมันหน่อยก็แล้วกัน รีบไปกันเถอะเดียวคนอื่น ๆ จะรอนานเอา” เอิร์ลซาลรอมกล่าว

“ขอรับ”

...

อาหารทั้งหมดโดนคนทั้ง 7 กินจนหมดในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แม้แต่เครื่องดื่มก็กินกันจนหมด สีหน้าของบารอนมิเกลดูแดง ๆ เล็กน้อยจากไวน์ที่พึ่งดื่มไป

ส่วนคนอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีอาการมากเหมือนเขา เพราะทุกคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา

หลังจากบารอนมิเกลก็จัดการค่าอาหารทั้งหมด พวกเขาทุกคนก็ลงไปลุยซื้อของมากมายตามร้านค้าในกลางคืนพวกนี้ ทุกคนนั้นมีความสุขและสนุกมาก

หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงในที่สุดกลุ่มลูอิสและบารอนมิเกลก็แยกกัน บารอนมิเกลเพราะดื่มไวน์โลหิตชีวิตไปมาก แม้มันจะช่วยรักษาและฟื้นคืนความเยาว์วัย แต่มันก็มาพร้อมกับความมึนเมา ทำให้เขาต้องขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน

ดาเนียและเมลดาก็ตามกลับไปด้วย สุดท้ายจึงเหลือแต่ลูอิสและพวก 3 คน

“ท่านลูอิส คือว่าพวกเราสองคนขอไปเดินดูถนนด้านนั้นได้หรือเปล่า” อาร์มันโด้เอ่ยขอ ก่อนจะชี้ไปยังถนนด้านหนึ่ง มันมีทางน้ำสะอาดไหลผ่านและแสงไฟประดับอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ไปที่นั่นนอกจากไปดูไฟแล้ว แทบทุกคนนั้นมีคู่รักของตัวเองเดินจับมือกันไปด้วย

“อืม” ลูอิสอนุญาต

อาร์มันโด้และเบลล่าขอบคุณก่อนจะจับมือกันเดินไปสองคน

“ท่านลูอิสเราจะไปกันไหนต่อค่ะ” เจียน่าเอ่ยถามลูอิส

“เราไปหาที่ซ่อมของกันก็แล้วกัน” ลูอิสบอก

ก่อนหน้านั้นลูอิสลองสอบถามบารอนมิเกลมาแล้วว่าที่ไหนพอจะมีนายช่างเครื่องเก่ง ๆ บ้าง ซึ่งบารอนก็แนะนำพื้นที่หนึ่งให้เขา ที่นั่นเป็นสถานที่ซึ่งมีนายช่างมากมายไปรวมตัวกัน และยังมีร้านเกี่ยวกับพวกเครื่องยนต์กลไกแทบจะทุกอย่างในเมืองหลวงไปรวมตัวกันอยู่ แถมมันยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและคึกคักไม่แพ้ย่านอาหารและร้านค้าแถวนี้เลย

ลูอิสกับเจียน่าเดินแยกออกจากมาถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ทั้งสองเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย เพราะระยะทางมันไกลพอสมควร เนื่องจากในเมืองหลวงอีคอนนั้นมีขนาดใหญ่มาก

“ที่นี่สินะ” ลูอิสกวาดตาไปรอบ ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก เพราะอาคารส่วนใหญ่นั้นสร้างมาจากเหล็ก แถมยังมีมากจนสุดสายตาเลยทีเดียว ผู้คนที่เดินไปก็มีบรรยากาศต่างจากก่อนหน้าพอสมควร

ตามถนนทั้งสองข้างจากก่อนหน้าที่มีร้านอาหารมากมายตอนนี้กลายเป็นร้านช่างมากมาย มีชิ้นส่วนหลายอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรวางเรียงรายอยู่จำนวนมากยาวตลอดแนวถนน

ลูอิสเดินเข้าไปเจียน่าเดินตามติดทันที

พอทั้งสองเข้าไปผู้คนที่ส่วนใหญ่นั้นดูดิบและหยาบคายต่างก็จ้องมองพวกเขาทันที ราวกับว่าลูอิสและเจียน่าเป็นจุดสีขาวในพื้นผิวสีดำไม่มีผิด

“เฮ้พวกเธอทั้งสองไปไหนกัน มีอะไรให้พวกเราช่วยไหม” ตอนนั้นเองก็มีชายร่างใหญ่ไว้หนวดเคราแบบจัดเต็มเดินเข้ามาถามลูอิสและเจียน่าด้วยท่าทางที่เป็นมิตร

ซึ่งลูอิสและเจียน่าก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร

“พวกผมมาหาช่างที่เก่งที่สุดครับ ลุงพอจะแนะนำได้ไหม” ลูอิสถามตรง ๆ

“ช่างที่เก่งที่สุดเหลือ อืม ถ้าใช่คำว่าเก่งที่สุดก็คงเป็นตาแก่นั้น เดินไปสุดถนนเลยจะเจอร้านหนึ่งที่แค่มองก็รู้แล้ว แต่บอกไว้ก่อนนะตาแก่นั่นอาจจะไม่รับงานก็ได้” ชายร่างใหญ่นึกและตอบ

“ทำไมถึงไม่ค่อยรับงานละค่ะ” เจียน่าถามอย่างสงสัย

“เออ ตาแก่นั้นชอบวิจัยมากกว่ามาซ่อมของนะ เอาละเดินไปดี ๆ ละ” ชายร่างใหญ่โบกมือลา ก่อนจะรีบวิ่งไปคุยกับคนอื่นต่อ

ลูอิสและเจียน่าเดินตามทางมาจนสุดถนน ก่อนจะเจอร้านที่แค่มองก็รู้ทันที เพราะร้านนี้ใหญ่มาก แต่กลับปิดเงียบไม่มีลูกค้าเข้าออก

“ท่านลูอิสรอสักครู่” เจียน่าเดินไปก็ลองทุบสองสามครั้งเกิดเสียงดัง ตึงตัง! แต่กลับไร้วี่แววการตอบกลับ

“ลองเคาะแรงอีกหน่อย อาจจะไม่ได้ยิน” ลูอิสบอกเจียน่า

เจียน่าพยักหน้าอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะออกแรงมากขึ้น

ปัง!

เพียงครั้งเดียวก็เกิดเสียงดังจนประตูแทบหลุดเข้าไปด้านใน มีรอยบุบตรงที่เจียน่าทุบไปเมื่อครู่

“เวร ลูกหมาตัวไหนมากวนข้ากัน” เสียงชายแก่ตวาดลั่น ก่อนจะเดินออกมาเปิดประตู

แม้จะบอกว่าเป็นเสียงชายแก่ แต่พอลูอิสและเจียน่าเห็นก็ต้องแปลกใจ เพราะร่างกายของชายแก่คนนี้กลับเต็มไปด้วยมัดกล้ามแถมยังหัวล้านด้วย

“ตาแก่บ้ากล้ามหัวล้าน” ลูอิสพูดออกมา เพราะนี่คือนิยามที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้

เจียน่าพยักหน้าเห็นด้วย

แต่ตาแก่บ้ากล้ามหัวล้าน ไม่สิ นายช่างใหญ่กันนาร์มองไปที่เด็กสองคนอย่างหงุดหงิด โดยเฉพาะคำพูดของลูกหมาตัวเล็กนั้น

“เด็กจากไหนกัน กลับไปนอนได้แล้วไปที่นี่ไม่ใช่ที่ให้เด็กมาวุ่นวาย” นายช่างใหญ่กันนาร์พูดอย่างหงุดหงิด และโบกมือไล่ลูอิสกับเจียน่าอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะปิดประตูอย่างหงุดหงิด

“คุณซ่อมเรือเหาะได้ไหม” ลูอิสถาม

นายช่างใหญ่กันนาร์ที่กำลังปิดประตูอยู่ชะงักกึกทันที

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด