ตอนที่แล้วบทที่ 50: โรงเตี๊ยมปริศนา?
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 52: หลีกเลี่ยงความอยุติธรรม  

นิยาย ยอดอาจารย์เย้ยยุทธจักร

บทที่ 51: หนีก่อนได้เปรียบ


ใบหน้าของลู่เสี่ยวหรันมืดลง อันที่จริงเขาเดาถูก มันมีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้

ในช่วงเวลาต่อมา ผู้ฝึกตนหลายคนในชุดสีดำที่มีเครื่องหมายหัวกะโหลกปักอยู่ที่หน้าอกของพวกเขาก็ได้ปรากฎตัวออกมาจากทั่วทั้งโรงเตี๊ยม

ออร่ามารที่หนาแน่นถูกปล่อยออกมาจากร่างกายของพวกเขา

มันเกิดขึ้นจากปัจจัยลบต่างๆ เช่น กลิ่นอายและเจตนาฆ่า พวกมันแตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่วไป ผู้ติดเชื้อออร่ามารเหล่านี้ไม่รังเกียจที่จะทำเรื่องสกปรกอย่างการฆ่า

ผู้ฝึกตนทั่วไปเองก็สามารถฆ่าผู้คนได้เช่นกัน นั่นรวมทั้งลู่เสี่ยวหรันและลูกศิษย์ของเขา อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็สามารถควบคุมตัวเองได้และจะฆ่าเมื่อมันจำเป็นเท่านั้น สำหรับคนที่ติดเชื้อออร่ามาร การฆ่าก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถควบคุมได้

พวกเขาจะค่อยๆ สูญเสียความเป็นมนุษย์และตกลงสู่เส้นทางมาร และในท้ายที่สุด พวกเขาก็จะกลายเป็นเครื่องจักรที่รู้แค่วิธีการฆ่าเท่านั้นและจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงกระนั้นมันก็ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการจะก้าวเข้าร่วมกับฝ่ายมารที่ชั่วร้ายนี้

นี่เป็นเพราะความเร็วในการฝึกตนของฝ่ายมารนั้นเร็วกว่าการฝึกตนของฝายธรรมมาก ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกตนของฝ่ายมารนั้นก็ง่ายมาก พวกเขาก็แค่ต้องฆ่าและดูดซับการฝึกตนของผู้อื่น… นอกจากนี้ พวกเขาก็ยังสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

ผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีพรสวรรค์และไม่มีความหวังในการฝึกตนมักจะถูกลวงหลอกให้เข้าร่วมอย่างง่ายดาย

ก่อนหน้านี้ หากหยุนหลี่เกอไม่ได้พบกับลู่เสี่ยวหรัน เขาก็คงจะเลือกที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายมารด้วยเช่นกัน

ในตอนนี้ เจ้าของโรงเตี๊ยมก็ไม่ได้ปิดบังรูปลักษณ์ที่ชั่วร้ายของตนอีกต่อไป

“ฮ่าฮ่าฮ่า… ท่านแขกผู้มีเกียรติ พิษโลหิตหนอนไหมสวรรค์ของนิกายหมื่นพิษของเรารสชาติไม่เลวเลยใช่ไหม?”

การแสดงออกของทุกคนเปลี่ยนไป

“นิกายหมื่นพิษ? หนึ่งในสามนิกายหลักภายใต้ผู้นำมารแห่งอาณาจีกรโจวอันยิ่งใหญ่? พวกเจ้าควรจะตายไปตั้งแต่ 300 ปีก่อนแล้วไม่ใช่หรอ?!”

เจ้าของโรงเตี๊ยมยิ้มอย่างเย็นชา

“เจ้าโง่! นิกายมารอันศักดิ์สิทธิ์ของเรามีพลังอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครเทียบได้ แบบนั้นแล้วเราจะถูกทำลายลงได้อย่างไร? 300 ปีที่แล้ว อาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่ของเจ้าปราบปรามผู้นำมารของเราและกักขังเขาไว้ในหอคอยปราบมาร บัดนี้ผ่านมา 300 ปีแล้ว และผนึกของหอคอยปราบมารก็ใกล้จะพังทลายลงแล้ว นิกายเต่าทมิฬคิดว่าพวกมันจะสามารถรวบรวมอัจฉริยะแห่งอาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่มาเพื่อสร้างผนึกใหม่ได้ แต่นั่นมันก็เป็นแค่ความฝันโง่ๆ!!!”

ผู้นำนิกายอสูรสวรรค์ถ่มน้ำลายออกมาในขณะที่เขารักษาตัว

“ถุ้ย! แม้ว่าพวกเจ้าจะโจมตีนิกายอสูรสวรรค์และนิกายกระบี่สวรรค์ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเจ้าจะหยุดยั้งมารตัวนั้นจากการถูกผนึก นอกจากสองนิกายของเราแล้ว มันก็ยังมีนิกายอื่นอีกนับร้อยนับพันในอาณาจักรโจวอันยิ่งใหญ่!”

มันคงดีถ้าเขาไม่พูดแบบนั้น อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาพูดออกไป อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า… ข้าจะบอกอะไรให้นะ มันไม่ใช่แค่เรานิกายเดียวหรอกที่ทำการโจมตีในครั้งนี้ นอกจากเราแล้ว มันก็ยังมีนิกายมารอื่นๆ อีกมากมายที่เริ่มทำการโจมตี หากโชคดี พวกเจ้าสัก 20-30% ก็อาจจะพอรอดไปได้ แต่มันก็เท่านั้น”

สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเรื่องนี้

หากเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ นิกายเต่าทมิฬก็จะกำลังตกอยู่ในอันตราย “เอาล่ะ ผลข้างเคียงของพิษโลหิตหนอนไหมสวรรค์น่าจะออกฤทธิ์แล้ว การฝึกตนของพวกเจ้าจะลดลงอย่างมาก และขณะเดียวกัน เราก็จะพาพวกเจ้าไปยังอีกโลกหนึ่งเอง ทุกคน! โจมตี!”

เมื่อได้ยินคำสั่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาของนิกายหมื่นพิษก็ล้อมรอบพวกเขาและเริ่มทำการโจมตี

การแสดงออกของผู้นำนิกายอสูรสวรรค์และคนอื่นๆ เคร่งขรึมถึงขีดสุด แต่พวกเขาก็ยังพอรู้วิธีการรับมือพวกมัน พวกเขารีบวิ่งไปหาเจ้าของโรงเตี๊ยมในทันที

ในขณะนี้ ผู้นำนิกายกระบี่สวรรค์ก็ได้ระงับความแค้นระหว่างทั้งสองฝ่ายและพุ่งเข้าหาเจ้าของโรงเตี๊ยมพร้อมๆ กับเขา

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสองคนก็ได้รับพิษจากพิษโลหิตหนอนไหมสวรรค์และพละกำลังของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าพวกเขาไม่ได้ทำงานร่วมกัน พวกเขาก็อาจจะตายลงที่นี่จริงๆ ได้

การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนขอบเขตสูญสลายรุนแรงแค่ไหนกัน?

ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ทั้งโรงเตี๊ยมก็ถูกคลื่นกระแทกและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

จากนั้นผู้ฝึกตนจากทั้งสองฝ่ายก็กระโดดขึ้นไปต่อสู้บนอากาศ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและเข้มข้น

ผู้อาวุโสหนึ่งโยนสมบัติธรรมให้กับลู่เสี่ยวหรันและกล่าวว่า “เสี่ยวหรัน นี่เป็นสมบัติธรรมที่ข้าเก็บเอาไว้มานานหลายปี เสื้อคลุมวิญญาณเซียนนี้เป็นสมบัติป้องกันขอบเขตสวรรค์ขั้นต่ำ ตอนนี้สถานการณ์กำลังเร่งด่วน และทุกคนก็ไม่มีเวลาพอจะมาปกป้องเจ้า เจ้าจะต้องระวังไม่ให้ตาย ถ้าจำเป็น เจ้าก็สามารถหลบหนีไปก่อนได้เลย เราจะออกตามหาเจ้าในภายหลัง”

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสหนึ่ง”

จากนั้นผู้อาวุโสหนึ่งก็เข้าร่วมการต่อสู้ด้วย

ลู่เสี่ยวหรันหรี่ตาและมองไปที่ผู้นำนิกายมารบนอากาศอย่างโกรธเคือง เขาสะบัดนิ้วและยิงลำแสงลับออกไป

“ฉันจะทำให้เรื่องมันน่าสนุกขึ้นสำหรับแกก็แล้วกันนะ”

ลำแสงที่ยิงออกไปนี้จะเร่งการใช้พลังวิญญาณโดยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้ตัว และยิ่งอีกฝ่ายเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ พลังวิญญาณของเขาก็จะยิ่งหมดเร็วขึ้นเท่านั้น

มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสำหรับพวกมันที่จะเอาชนะผู้นำนิกายและคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้นำนิกายนั้นก็ดีต่อเขามาก ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงไม่อยากจะทิ้งผู้นำนิกายไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย

ผู้ฝึกตนตัวเล็กๆ ที่หมดสติไปแล้วนั้นโชคไม่ดีนัก พวกเขาถูกแทงเข้าที่หัวใจโดยตรง

ในขณะนี้ มันก็มีเพียงลู่เสี่ยวหรันและผู้อาวุโสขอบเขตวิญญาณสามคนของนิกายกระบี่สวรรค์เท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้ใน 'ซากปรักหักพัง' ที่เคยเป็นโรงเตี๊ยม

ในขณะนี้ นิกายอสูรสวรรค์ก็ค่อนข้างน่าเศร้า นี่เป็นเพราะว่าผู้นำนิกาย ผู้อาวุโสหนึ่ง ผู้อาวุโสหวัง และผู้อาวุโสเถียนั้นเป็นผู้ฝึกตนเพียงไม่กี่คนที่มีการฝึกตนสูงพอจะปกป้องตัวเองได้

นิกายกระบี่สวรรค์มีผู้ฝึกตนระดับต่ำเพียงเล็กน้อย ดังนั้นพวกเขาจึงมีการสูญเสียน้อยลงตามไปด้วย

ทั้งสามคนหมุนเวียนพลังวิญญาณในร่างกายของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อพวกเขาก็ล้างพิษออกไปเสร็จ พวกเขาก็ตะโกนบอกลู่เสี่ยวหรัน

“สหายของข้าจากนิกายอสูรสวรรค์ พวกเราทั้งหมดถูกซุ่มโจมตีโดยนิกายมารและตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ เรามาทิ้งความบาดหมางและโจมตีพวกมันเพื่อต่อต้านผู้ฝึกตนของนิกายมารก่อนจะดีไหม?”

ลู่เสี่ยวหรันไม่ตอบ

พวกเขาทั้งสามคนอดไม่ได้ที่จะสับสนและสงสัยเล็กน้อย พวกเขาเห็นลู่เสี่ยวหรันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นและไม่ไหวติงใดๆ

ทำไมเขาถึงเงียบ?

เขาถูกฆ่าตายไปแล้วหรอ?

ด้วยความอยากรู้ พวกเขาทั้งสามก็หันกลับมากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่พวกเขาก็ต้องตกตะลึงในทันที

ปรากฎว่าลู่เสี่ยวหรันที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นเพียงภาพติดตาเท่านั้น ลู่เสี่ยวหรันตัวจริงได้กลายเป็นลำแสงพุ่งหนีหายออกไปตั้งนานแล้ว

เมื่อพิจารณาจากระยะห่าง ลู่เสี่ยวหรันก็น่าจะเริ่มวิ่งหนีไปตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะพูดด้วยซ้ำ

“บัดสบ เจ้า! เจ้ากล้าดียังไงมาบอกว่านิกายกระบี่สวรรค์ของเราไร้ยางอาย? ข้าว่านิกายอสูรสวรรค์ของเจ้าต่างหากที่ไร้ยางอายที่สุด”

ลู่เสี่ยวหรันซึ่งหนีไปไกลแล้วอดไม่ได้ที่จะกลอกตา

“เจ้าโง่ เจ้าต่างหากที่เป็นคนที่ไม่วิ่งหนีเอง มาตอนนี้เจ้าก็กำลังโทษข้าหรอ? ถ้าเจ้าไม่ฉลาดพอ เจ้าก็อย่าคิดจะออกไปท่องโลกเลย เข้าใจไหม? มันดีกว่าสำหรับเจ้าที่จะวิ่งกลับบ้านและกลับไปกินอาหารมื้อสุดท้ายที่นั่น!”

อันที่จริง ด้วยความแข็งแกร่งของลู่เสี่ยวหรัน เขาก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ประกาศต่อสาธารณชนไปแล้วว่าเขาอยู่ที่ขอบเขตวิญญาณเท่านั้น ถ้าเขาเปิดเผยการฝึกตนของเขาต่อหน้าทุกคนในเวลานี้ เขาก็จะมีปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้เขาได้เปิดเผยเพียง 50% ของความสามารถในการสร้างค่ายกลของเขา แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้ถูกพามาที่นี่โดยผู้นำนิกายเพื่อเข้าร่วมงานชุมนุมค่ายกลของนิกายเต่าทมิฬ ถ้าเขาเปิดเผยความแข็งแกร่งของเขาอีกครั้ง ใครจะไปรู้ว่าเขาจะต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมายแค่ไหน?

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงต้องเลือกที่จะวิ่งหนีอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้เข้ากับการฝึกตนของเขา ลู่เสี่ยวหรันก็ไม่ได้ใช้มหาก้าวโกลาหล เขาใช้ความเร็วของผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณธรรมดาๆ เท่านั้นในการหลบหนี

ไม่ว่าจะในกรณีใด เขาก็ได้ใช้พลังที่ซ่อนเร้นเพื่อกลืนกินพลังของผู้อาวุโสนิกายปีศาจอย่างลับๆ ไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำนิกายเองก็อยู่ในขอบเขตสูญสลายแล้ว แม้ว่าเขาจะถูกวางยาพิษ แต่เขาก็ยังสามารถปลดปล่อยการฝึกตนที่ขอบเขตสรรค์สร้างขั้นสิบออกมาได้

นอกจากนี้มันก็ยังมีผู้นำนิกายของนิกายกระบี่สวรรค์ ผู้อาวุโสหนึ่งของนิกายอสูรสวรรค์ ผู้อาวุโสหวัง ผู้อาวุโสเถียและผู้อาวุโสคนอื่นๆ จากนิกายอื่น ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก

เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้นำนิกายและคนอื่นๆ เลย

ตราบใดที่เขาหลบหนีไปได้ไกลกว่านี้สักเล็กน้อยและใช้มหาก้าวโกลาหลเพื่อเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยในทันที ปัญหาทั้งหมดก็จะได้รับการแก้ไข

สมบูรณ์แบบ!

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ลำแสงที่แหลมคมก็พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังของลู่เสี่ยวหรัน

ลำแสงนี้ทั้งทรงพลังและรวดเร็ว! แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณก็ยังไม่สามารถต้านทานมันได้

น่าเสียดายที่ลู่เสี่ยวหรันอยู่ที่ขอบเขตแก่นแท้แล้ว ด้วยเหตุนี้เอง สำหรับเขาแล้ว มันจึงเป็นเหมือนกับปืนฉีดน้ำของเด็กเล่น

ลู่เสี่ยวหรันบิดร่างของเขาเล็กน้อยและหลบการโจมตี

บู้มมมม!

ในวินาทีถัดมา มันก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นข้างหน้าเขา

ลู่เสี่ยวหรันหรี่ตาลงเล็กน้อยและหยุด ข้างหลังเขา ร่างห้าร่างที่มีพลังประมาณขอบเขตวิญญาณกำลังพุ่งเข้าหาเขาภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน

5 1 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด